ไม่ว่ากรณีของการดำเนินคดีธุรกิจที่กำลังเป็นข่าวในบ้านเราจะเป็นอย่างไร คือจะเป็นการฉ้อโกงประชาชน หลอกลวง หรือแชร์ลูกโซ่ สิ่งหนึ่งที่ควรพิจารณาก็คือในเรื่องแชร์ลูกโซ่ (Ponzi Scheme) ที่มีการศึกษาเรื่องนี้กันในหลายรูปแบบ นับตั้งแต่จุดตั้งต้นในอเมริกา โดยนาย Ponzi มาจนถึงกรณีเมื่อสักสิบว่าปีก่อนคือ Madoff
หลายคนตั้งคำถามกับ “ปัจจัย” ที่ชักพาผู้คนเข้าไปสู่ระบบแชร์ลูกโซ่ ซึ่งเป็นกิจการที่ผิดกฎหมาย เพราะเป็นกิจการ หรือธุรกิจที่หลอกลวงเอาผู้คนเข้าสู่ระบบโดยการเน้นไปที่การรับสมาชิกเข้าไปมากกว่าการขายสินค้า (ในรายละเอียดคือ รูปแบบการดำเนินธุรกิจที่มุ่งประสงค์ เพื่อหารายได้จากการระดมทุนเป็นหลัก โดยมีการสัญญาว่าจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนในรูปแบบต่างๆ ที่สูงกว่าปกติอย่างมาก โดยผู้ประกอบการมักอ้างถึงการนำเงินไปลงทุนในรูปแบบต่างๆ ที่มีรายได้สูงเพียงพอที่จะปันรายได้แจกจ่ายผู้ร่วมธุรกิจได้อย่างทั่วถึง
แต่ในวันนี้เรากำลังเผชิญกับเส้นแบ่งที่บาง หรือการผสมผสานการขายตรง และการตลาดออนไลน์บังหน้า เพราะทั้งการขายตรง และการตลาดออนไลน์นั้นโดยตัวของมันเองไม่ใช่ธุรกิจที่ผิดกฎหมาย เพราะมีสินค้าจริง ยังไม่ใช่การชักชวนไปลงทุนโดยที่ไม่เห็นสินค้า
ประเด็นแรกที่น่าอภิปรายเพิ่มเติมคือ ปัจจัยสำคัญอะไรที่ทำให้กิจการอย่างแชร์ลูกโซ่ ซึ่งไม่เคยยั่งยืน และล่มลงไม่ว่าจะก่อนจับได้ หรือล่มลงเมื่อถูกจับได้ (แต่มันจะส่งกลิ่นจนเกิดการร้องเรียน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดธุรกิจเหล่านั้น)
คำตอบง่ายๆ ก็คือมันเกิดจากอาการเชื่อคน หรือข้อมูลง่าย หรือถูกหลอกง่าย (gullibility) ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการที่เรามักจะทำเรื่องบางเรื่องที่ดูแล้วว่ามันสุ่มเสี่ยง ทั้งที่มีสัญญาณให้เห็นแล้วก็ตาม แต่เราก็ยังทำมันต่อไป
มีการตั้งข้อสังเกตกันว่ามีปัจจัยสี่ประการที่อาจนำผู้คนไปสู่การที่เชื่อคนง่ายๆ และเชื่อข้อมูลง่ายๆ จนเข้าไปสู่ธุรกิจแชร์ลูกโซ่
1.สถานการณ์พาไป: สถานการณ์ที่นำพาผู้คนเข้าสู่ห่วงโซ่ของแชร์ลูกโซ่ หรือการฉ้อโกงเงินมันจะเริ่มจากการที่คนที่จะกลายเป็นเหยื่อนั้นเผชิญหน้ากับประเด็นท้าทายว่าเขาจะลงทุนกับธุรกิจ หรือเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายนี้ดีไหม ทั้งที่ธุรกิจนี้มันเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยง ซึ่งมีข้อค้นพบหนึ่งก็คือคนจะหลงเชื่อและเข้าสู่ธุรกิจเหล่านี้ได้ง่ายเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่มีแรงกดดันอย่างรุนแรง ในกรณีของการโกงอย่างมโหฬารของ Madoff ในประวัติศาสตร์ของอเมริกานั้น ถูกพิจารณาว่ามาจากแรงกดดันทางสังคม เพราะตัว Madoff มีชื่อเสียงทางสังคมมานานว่าเป็นคนที่ใจบุญสุนทานชอบช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก
2.การขาดการตระหนักรู้ หรือการคิดที่รอบคอบถี่ถ้วน ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ในบางสถานการณ์ หรือจังหวะของชีวิต ไม่ใช่ว่าคนที่ฉลาดจะไม่ตกหลุมพรางดังกล่าว อาทิ การตัดสินใจลงทุนแม้ไม่มีความรู้ในเรื่องการเงินอย่างถ่องแท้ แต่แก้ปัญหาด้วยการเชื่อถือไว้ใจคนที่เราเชื่อว่าเป็นผู้รู้ เช่น ที่ปรึกษาด้านการเงิน หรือคนที่เราเชื่อว่ามีความรู้และประสบการณ์ในด้านนั้นๆ โดยที่เราไม่ได้ระแวดระวังอย่างเพียงพอ
3.ความไว้เนื้อเชื่อใจที่ถูกวางไว้กับเรื่องบุคลิกภาพ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเราไว้ใจคนที่มาชักชวน หรือแม่ข่ายเหล่านั้นจนไม่กล้าหรือไม่คิดจะตั้งคำถาม และทำให้เราไม่กล้าที่จะปฏิเสธและหยุดความสัมพันธ์ต่างๆ ลง
4.บทบาทของอารมณ์ความรู้สึกที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง ซึ่งวางอยู่บนความมุ่งมาดปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะสร้างความมั่งคั่งจนกระทั่งอารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้เข้ามากระทบต่อการคิดด้วยเหตุด้วยผล และทำให้ตัดสินใจเข้าร่วมเครือข่ายแชร์ลูกโซ่
ในประเด็นที่สอง เป็นเรื่องประเด็นเสริมเข้ามาว่าต่อให้คนที่คิดว่าตนมีเหตุมีผลพวกเขาก็อาจจะถูกชักจูง หรือตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้นำธุรกิจเหล่านี้ได้โดยเงื่อนไขหลายประการ หรืออาจตีความได้ว่านี่คือปัจจัยที่แรงกดดันให้เข้าร่วมทำงานนั้นได้
1.อาจมีหลายกรณีที่การเข้าร่วมธุรกิจนี้มาจากความรู้สึกว่าต้องตอบแทนบุญคุณ หรือเป็นเรื่องของการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเครือข่ายทางสังคม เช่น ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง ผู้ใหญ่ ฯลฯ มาขอให้ไปเป็นเครือข่าย หรือรู้สึกว่าเราอยู่ในทีมเดียวกันต้องช่วยเหลือกัน
2.ความยึดมั่นในคำสัญญาและความเสมอต้นเสมอปลาย หมายถึงว่า การไม่ได้ถอนตัวออกจากเครือข่ายธุรกิจอาจจะมาจากความเชื่อว่าเป็นเรื่องที่เราให้สัจจะวาจาไว้แล้ว และมันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง (หรืออาจจะปลอบใจตัวเอง) ว่าเราจะยังอยู่ด้วยกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขช่วยเหลือกันในเครือข่าย
3.ความไว้เนื้อเชื่อใจต่อบุคคลที่เป็นผู้นำขององค์กรนั้นๆ ด้วยเหตุผลเพราะเขาเป็นที่ยอมรับในสังคม
4.การเดินตามผู้มีสิทธิอำนาจ หมายถึงว่า ผู้คนมักจะเชื่อมั่นในผู้นำองค์กรด้วยเหตุผลที่ว่าเขามีอำนาจสูงสุดในองค์กรที่จะดลบันดาลทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีให้กับเรา แม้ว่าในการทำตามผู้นำเหล่านั้นบางครั้งจะเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะต้องทำตาม หรือน่าคัดค้านก็ตาม
5.การถูกชักจูงจากคนที่ผู้คล้อยตามนั้นหลงใหล ชอบพอ
ในประเด็นที่สาม มีการอธิบายว่าแชร์ลูกโซ่นั้นเป็นอาชญากรรมประเภทที่เรียกว่าอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์/ความผูกพัน หรืออาจเรียกว่า การฉ้อโกงโดยใช้ความสัมพันธ์ (affinity fraud) อาทิ อาศัยความเป็นกลุ่มพวกเดียว ชาติพันธุ์ เชื้อชาติ ภูมิภาค หรือกลุ่มศาสนาเดียวกัน ความรู้สึกถึงความผูกพันระหว่างกันส่งผลทำให้เกิดความเชื่อมั่นต่อคนฉ้อโกงเหล่านั้นได้ เพราะคิดว่าคนที่มีพื้นเพภูมิหลังเหมือนกัน ไม่ว่าจะจนมาเหมือนกัน หรือนับถือศาสนาเดียวกัน จะไม่โกงกัน และด้วยความเชื่อมโยงแนบแน่นระหว่างกันนี้ทำให้เกิดความเกรงอกเกรงใจที่จะไม่ตั้งคำถามที่ตรงไปตรงมาเมื่อมีข้อสงสัยในธุรกิจเหล่านั้น ซึ่งในอีกด้านหนึ่งเจ้าคนฉ้อโกงก็รู้ถึงจุดเปราะบางเหล่านี้จึงสามารถเอาตัวรอดไปได้ หรือซ่อนตัวเองอยู่เบื้องหลังความเชื่อถือศรัทธาดังกล่าว
ตรงนี้ต้องตั้งคำถามให้ดีว่าการที่คนไม่ได้ตั้งข้อสงสัยต่อการฉ้อโกงนั้นไม่ใช่เพราะว่าเขาโง่ หรืองมงาย แต่บางทีมันเป็นเรื่องของความไว้เนื้อเชื่อใจ อันเกิดมาจากการที่พวกเขาผูกพันกับสมาคมบางอย่างที่อาจจะเป็นสมาคมสมัยใหม่ที่ช่วยเหลือสังคมก็ได้ ไม่ใช่กลุ่มที่วางอยู่บนความงมงาย หรือองค์ประกอบทางสังคมก่อนสมัยใหม่เสมอไป
ในประเด็นที่สี่ ปัจจัยที่สำคัญที่นำไปสู่การสร้างคนที่จะหลอกลวงเราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของแชร์ลูกโซ่ มีอยู่สามประการ
1.ความรู้สึกที่ไม่ยอมรับความล้มเหลว คนเหล่านี้จึงกล้าที่จะฉ้อโกงคนอื่น โดยการสร้างมายาภาพว่าพวกเขาสามารถควบคุมความเป็นไปของโลกได้ พวกเขาไม่ใช่คนล้มเหลว พวกเขาไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา พวกเขาสู้มาถูกทาง พวกเขากล้าได้กล้าเสีย และกล้าเสี่ยง และพวกเขาที่ผ่านมาประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ทำบุญช่วยเหลือสังคมเป็นจำนวนมาก และมีชีวิตที่หรูหรา
2.เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากที่จะต้องตั้งประเด็นก่อนว่า คนที่ฝ่าฝืนกฎหมายจำนวนไม่น้อยเป็นคนที่เชื่อมั่นในกฎหมายเหมือนคนอื่นๆ นี่แหละ ดังนั้นสำหรับพวกเขาเองการทำผิดกฎหมายจึงเป็นสิ่งที่พวกเขายอมรับไม่ได้
ด้วยเหตุนี้เอง หากพวกเขาจะทำสิ่งที่เรียกว่าการผิดกฎหมาย พวกเขาจะต้องสามารถให้เหตุผลบางอย่างที่ทำให้การกระทำผิดกฎหมายของเขาดูเป็นเรื่องจำเป็น หรือหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยการอธิบายว่าการกระทำที่ผิดกฎหมายของเขาเป็นสิ่งที่ไม่ผิด หรือควรจะเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ หรือเรียกว่าเป็นการทำให้เป็นเรื่องที่ดูเป็นกลาง (neutralization) อาทิ
2.1 ปฏิเสธความรับผิดชอบ โดยการอ้างว่ามีปัจจัยบางอย่างนอกตัวเขาที่ทำให้เขาต้องทำอย่างนั้น ซึ่งทำให้เขาไม่รู้สึกผิดเพราะเขาถูกกดดันให้ทำ
2.2 ปฏิเสธความเสียหาย เช่น ไม่มีผู้ที่เสียหายในเรื่องนี้ในระยะสั้น หรือความเสียหายนั้นสามารถถูกชดใช้ชดเชยได้ในระบบประกัน ซึ่งอาจจะรวมไปถึงรีบจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแบบคืนเงินให้เลยในบางราย โดยไม่ยอมให้ไปถึงขั้นการเรียกร้องค่าเสียหายที่มากไปกว่าเงินลงทุนเฉพาะในบางกรณี
2.3 ปฏิเสธข้อกล่าวหาจากเหยื่อ โดยมองว่าเหยื่อพวกนั้นที่ออกมาร้องเรียน ฟ้องร้องเป็นพวกศัตรู เป็นฝ่ายตรงข้าม เป็นผู้ที่จ้องจะทำลายเขา
2.4 กล่าวหาพวกที่เข้ามากล่าวหาเขา โดยมองว่าคนที่มากล่าวหานั้นไม่มีความชอบธรรม หรือไม่สามารถตัดสินเขาได้ รวมไปถึงการอ้างว่า ทำไมไม่ไปจัดการเรื่องอื่นๆ มาจ้องจัดการเขาทำไม
2.5 การเรียกร้องความภักดีในกลุ่มก้อน รวมไปถึงเรื่องที่ว่าทำลงไปเพราะเพื่อนชวนให้ทำ ไม่ทำจะเสียเพื่อน
3.การพยายามหาทางประนีประนอมในเรื่องความรับรู้ที่ขัดกันเอง (cognitive dissonance) หมายถึงว่า พวกเขามีความรู้สึกขัดกันเองเสมอ เช่น คิดว่าพวกเขาเป็นคนดี แต่ในอีกด้านหนึ่งก็คือ รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นเป็นสิ่งที่ผิด ซึ่งบางครั้งพวกเขาก็ต้องแสดงออกอย่างมากว่าพวกเขาเป็นคนดี และพยายามปฏิเสธว่าสิ่งที่เขาทำนั้นไม่ได้ผิด เพราะมันเป็นการช่วยคน เป็นต้น
อธิบายง่ายๆ ก็คือในการที่จะเป็นทั้งคนดีและเป็นคนที่ไม่ทำผิดกฎหมาย ถ้าเขาไม่เลิกการกระทำสิ่งที่ผิดดังกล่าว สิ่งที่เขาทำก็คือการเปลี่ยนแปลงความคิดของเขาด้วยชุดเหตุผลคำอธิบายมากมายที่หลายฝ่ายที่ยืนตรงข้ามพวกเขา รวมทั้งเหยื่อมองว่าเป็น “ข้อแก้ตัว” ที่ฟังไม่ขึ้นนั่นแหละครับ
และกฎพื้นฐานอีกข้อของแชร์ลูกโซ่ก็คือ การสร้างเส้นแบ่งที่เบลอระหว่างความเป็นมิตรแท้ กับการพยายามเข้าหาเราด้วยผลประโยชน์ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ว่ากันว่าเป็นบทเรียนและเป็นสิ่งที่ยังเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่มีที่สิ้นสุดในโลกวันนี้
(เก็บความจาก P.Jacobs and L.Schain. 2011. The never ending attraction of the Ponzi Scheme. Journal of Comprehensive Research. 9: 40-46)
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

