หน้าแรก คอลัมนิสต์ ภาพเก่าเล่าตำ...

ภาพเก่าเล่าตำนาน : คนไม่นับถือศาสนา เทรนด์ใหม่ของชาวโลก

28.10.24 | 12:31 น.

ภาพเก่าเล่าตำนาน : คนไม่นับถือศาสนา เทรนด์ใหม่ของชาวโลก


The Pew Research Center’s Forum on Religion & Public Life ได้เปิดรายงานการสำรวจอัตราการนับถือศาสนาเมื่อ ปี 2019 : จำนวน “คนไม่นับถือศาสนา” ทั่วโลกมีมากถึง 1,100 ล้านคน มากที่สุด คือ ประเทศจีน 700 ล้านคน โดยกลุ่มคนไม่มีศาสนาทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น ในช่วง 100 ปีที่ผ่าน

รองลงมาคือ ประเทศญี่ปุ่น 72 ล้านคน และสหรัฐอเมริกา 51 ล้านคน ในไทยจะไม่มีสถิติที่แน่ชัด

ภาษาอังกฤษ คือ คำว่า Atheist (เอธิอิสท) คือ ผู้ที่ไม่เชื่อในการมีอยู่ของเทพเจ้า (พระเจ้า) สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือเรื่องเหนือธรรมชาติ และหมายรวมถึงการไม่นับถือศาสนาด้วย…

Advertisement

ที่น่าสนใจ คือ มีคนอีก 1 กลุ่มที่เรียกกันเองว่า SBNR นั้น ย่อมาจาก Spiritual But Not Religious หรือ “อศาสนิก” ที่เชื่อในเรื่อง “ธรรม” และ “จิตวิญญาณ” แต่ “ไม่นับถือศาสนา” ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในสังคมโลก

ข้อมูลของ PEW ยังเผยตัวเลขที่น่าสนใจ คือ ศาสนาคริสต์ 2,100 ล้านคน ศาสนาอิสลาม 1,500 ล้านคน SBNR 1,100 ล้านคน ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู 900 ล้านคน ศาสนาพุทธนิกายมหายาน 400 ล้านคน ศาสนาพุทธนิกายหินยาน 375 ล้านคน และศาสนาซิกข์ 23 ล้านคน… นับถือผีอีกราว 300 ล้านคน

ตุลาคม 2567 ทีมนักวิจัยสหวิทยาการ ซึ่งประกอบด้วยมหาวิทยาลัย Brunel แห่งลอนดอน และนำโดยมหาวิทยาลัย Queen’s Belfast ได้เปิดตัวผลลัพธ์เบื้องต้นของโครงการระดับโลกที่สำคัญชื่อว่า “Explaining Atheism” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปัจจุบันสหราชอาณาจักรมี “ผู้ไม่เชื่อในพระเจ้า” มากกว่า “ผู้เชื่อในพระเจ้า” กำลังแพร่หลายมากขึ้นทั้งในสหราชอาณาจักรและทั่วโลก

ดร.ลอยส์ ลี จากภาควิชาศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยเคนต์ กล่าวว่า สหราชอาณาจักรกำลังเข้าสู่ยุค “อเทวนิยม” เป็นครั้งแรก แม้ว่า อเทวนิยมจะมีบทบาทโดดเด่นในวัฒนธรรมมาระยะหนึ่งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผ่านคาร์ลมาร์กซ์ จอร์จ เอเลียต หรือริกกี เจอร์เวส แต่เพิ่งจะมาถึงตอนนี้เองที่ “อเทวนิยม” เริ่มมีจำนวนมากกว่า “เทวนิยม” เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเรา

ทีมวิจัยสำรวจผู้คนเกือบ 25,000 คนจาก 6 ประเทศ (บราซิล จีน เดนมาร์ก ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา) ทั่วโลก เพื่อค้นหาสาเหตุที่ผู้คนหันมานับถือศาสนาอื่นๆ และไม่เชื่อในพระเจ้า

การวิจัยยังพบข้อมูลบางประการที่สำคัญ เช่น…

ผู้ที่ไม่เชื่อในพระเจ้าและผู้ที่ไม่นับถือศาสนา ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับ ค่านิยมทางศีลธรรมที่ชัดเจน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิที่ติดตัวมาโดยกำเนิด ตลอดจน “คุณค่าที่ลึกซึ้ง” ของธรรมชาติ ในอัตราที่ใกล้เคียงกับประชากรทั่วไป

ผู้ไม่เชื่อในพระเจ้าและผู้ที่ไม่นับถือศาสนามีความคล้ายคลึงกับคนทั่วไปในการมองว่า “ครอบครัว” และ “อิสรภาพ” เป็นสิ่งสำคัญมากในการค้นหาความหมายในโลกและในชีวิตของตนเอง

อิทธิพลที่แข็งแกร่งที่สุดต่อความเชื่อ คือ การเลี้ยงดูของผู้ปกครองและความคาดหวังของสังคมเกี่ยวกับความเชื่อในพระเจ้า

หลายๆ คนเป็นพวกไม่มีศาสนาเพราะพวกเขาคิดว่า “ไม่มีหลักฐานใดๆ” ที่สามารถพิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้าหรืออย่างน้อยก็ไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือ พวกเขาโต้แย้งว่า คนเราควรเชื่อเฉพาะในสิ่งที่ตนมีหลักฐาน
ยืนยันเท่านั้น

ย้อนอดีตไปหลายพันปี.. มีบันทึกรายชื่อ ผู้ประกาศตนว่า ไม่มีศาสนา ไม่นับถือพระเจ้า มาก่อนแล้ว โดยเฉพาะในโลกตะวันตก

บทวิเคราะห์ในอดีตที่เจาะจงไปที่ “นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำ” ของโลก เช่น…

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยกล่าวว่า “ผมไม่ใช่นักอนาธิปไตย และผมไม่คิดว่าสามารถเรียกตัวเองว่าเป็นผู้นับถือพระเจ้าในหลายๆ ด้านได้ … ผมเชื่อในพระเจ้าของสปิโนซาผู้ซึ่งเผยพระองค์เองในความกลมกลืนที่มีระเบียบของสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่ในพระเจ้าผู้ซึ่งห่วงใยชะตากรรมและการกระทำของมนุษย์”

“คนฉลาด” มักจะใช้การคิดแบบวิเคราะห์ (ไม่ใช่สัญชาตญาณ) ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่า บั่นทอนความเชื่อทางศาสนาได้

คนฉลาดอาจไม่จำเป็นต้องนับถือศาสนาหรือปฏิบัติตามศาสนามากนัก เนื่องจากปัญหาบางอย่างในทางศาสนา สามารถรู้ได้จากการใช้สติปัญญาแทน

ตั้งแต่มีมนุษย์เกิดมาบนโลกใบนี้… พระเจ้า คือ คำอธิบายที่ดีที่สุดในการดำรงอยู่และธรรมชาติรอบตัวเรา

พวกอเทวนิยม กล่าวว่า…พระเจ้า ไม่ใช่คำอธิบายที่ดีสำหรับโลก แต่กลับเป็นพระเจ้าเองต่างหาก ที่ต้องได้รับการอธิบาย

สังคมบางแห่งเห็น ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด น้ำท่วม น้ำแล้ง สภาพอากาศ พระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก สุริยุปราคา จันทรุปราคา ดาวหาง ตาวตก ถือเป็นผลงานของเทพเจ้าหรือวิญญาณ หรือแม้กระทั่ง งูเผือก จิ้งจกสองหัว น้ำที่ผุดขึ้นมาจากบ่อส้วม นางแมวขอฝน ต้นไม้ให้หวยเป็นเรื่องที่ต้องเคารพบูชาเสมอ ห้ามละเลย ห้ามโต้เถียง ห้ามรื้อถอน

ทุกสถานที่ ทุกทางแยก มีเจ้าป่า เจ้าเขา เทพยดา รักษาต้นไม้ มีศาลเจ้า มีศาลเพียงตา ปกปักรักษาทั้งนั้น

ความเป็นไปต่างๆ บนโลกนี้ ล้วนมี “พระเจ้าควบคุม” พระเจ้า คือผู้ กำหนด-ทำงาน ให้เกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติทั้งหมด

(ในยุคสมัยของผู้เขียนเองในต่างจังหวัด ยังเคยได้รับคำชักชวนให้ นำมีดไปฟันต้นขนุน ต้นผลไม้ทั้งหลายให้เป็นแผล เพื่อให้ลูกดกในขณะที่เกิดราหูอมจันทร์ ต้องนำหม้อ นำวัสดุโลหะมาเคาะเสียงดังเพื่อให้ราหูตกใจปล่อยดวงจันทร์ออกจากปากโลกจะได้สว่าง การกระทำต่างๆ ทั้งปวง ก็ก้มหน้าก้มตาทำไป ทำให้สบายใจ ว่าได้ทำตามคำแนะนำแล้ว แม้จิตใจจะต่อต้านและที่สำคัญ คือ ไม่เสียเงิน)

ประเทศต่างๆ ที่มีการสำรวจผู้ไม่นับถือศาสนา เวียดนาม-28 ล้านคน เกาหลีใต้-23 ล้านคน รัสเซีย-21.19 ล้านคน เยอรมนี-21.15 ล้านคน ฝรั่งเศส-20.8 ล้านคน เกาหลีเหนือ-18 ล้านคน

ทุกศาสนจักร มีเรื่องไม่ดี ไม่งาม น่ารังเกียจตลอดมา

สิงหาคม 2561 สื่อในอเมริกาแฉ…นักบวชคาทอลิกในรัฐเพนซิลเวเนีย กว่า 300 คน ก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศเด็กนับพันคนตลอดระยะเวลากว่า 70 ปี

อัยการของรัฐเพนซิลเวเนีย กล่าวว่า นี่เป็นรายงานเรื่องอื้อฉาวที่สุด และครอบคลุมการล่วงละเมิดทางเพศในคริสตจักรคาทอลิกที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ โดยที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ของคริสตจักรคาทอลิกมักจะให้การโดยใช้คำที่ “เลี่ยง” การล่วงละเมิด
ทางเพศ และแทนด้วยคำเรียกกิจกรรมต่างเช่น มวยปล้ำ ขี่ม้า แทนที่จะระบุอย่างตรงๆ ว่าเป็นการล่วงละเมิดทางเพศ

สำหรับสังคมไทยที่เป็น ดินแดนเสรี ในการนับถือศาสนา ข่าวไม่ดีงามของ ความผิดทางวินัย ผิดกฎหมายของพระสงฆ์ปรากฏอยู่ในสื่อต่อเนื่อง เสมอมา แถมเจ้าตัวที่มีสภาพเป็นผู้สืบทอดพุทธศาสนา ยังนำภาพต่างๆ ออกมาเผยแพร่ในสื่อแบบระริกระรื่น บ่อนทำลาย ทำร้ายจิตใจของพุทธศาสนิกชนให้แปรเปลี่ยนไปแบบไม่มีวันหวนคืนกลับมาได้ ความเสื่อมถอยบังเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

พิธีกรรมสารพัดรูปแบบ ที่มิได้เกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธ หากแต่ถูกเชื่อมโยงเข้าหากัน ที่สังคมไทยได้เห็นแบบอุจาด น่ารังเกียจ มีพลังแห่งการทำลายล้างอย่างมหันต์ แต่ที่น่าฉงน คือ ยังมีคนไทย
อีกมหาศาลที่ยินยอมพร้อมใจ เบิกบาน ที่จะได้เข้าทำพิธีทั้งเสียเงิน เสียตัว เพื่อจะได้รับพรวิเศษจาก “ผู้วิเศษ”

การแสวงหาอำนาจ ต้องการมีอิทธิพลเหนือจิตใจ และ แสวงหาทรัพย์สิน เงินทอง คือ สิ่งที่ผสมมากับ การขายความเชื่อเสมอ และพิธีกรรม ศัพท์ที่คนไทยคุ้นชิน คือ พุทธพาณิชย์ ที่ยังเฟื่องฟูมิรู้จบ

ในประเทศญี่ปุ่นก็ไม่ธรรมดา…ปราบปรามจริง

ในอดีต ญี่ปุ่นกำหนดให้ “ชินโต” เป็นศาสนาประจำชาติและบังคับให้ประชาชนในดินแดนที่กองทัพญี่ปุ่นไปยึดครอง เช่น เกาหลี ไต้หวัน ต้องนับถือลัทธิชินโตและถือว่าพระจักรพรรดิเป็นสมมุติเทพ

หลังจากแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 กองกำลังสัมพันธมิตรที่นำโดยสหรัฐ ได้ลดบทบาทของลัทธิชินโตลงอย่างมาก เพราะเห็นว่าลัทธิชินโตเกี่ยวพันโดยตรงกับระบบจักรวรรดินิยมทหารของญี่ปุ่น
สุดโหด

ผลจากการพ่ายแพ้สงคราม ทำให้ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากกลายเป็นคนไร้ศาสนา

ปี 1984 นายโชโกะ อาซาฮาระ (Shoko Asahara) ก่อตั้งลัทธิโอมชินริเกียว เป็นลัทธิวันสิ้นโลกของญี่ปุ่น มีสมาชิกที่มีการศึกษา มีหน้าที่การงานดีราว 10,000 คน เชื่อฟังหัวหน้าเคร่งครัด

ปี 1994 สมาชิกลัทธิโอมชินริเกียว ใช้สารซาริน (sarin) โจมตีผู้คนในสถานีรถไฟใต้ดินกรุงโตเกียว ตำรวจจับกุมตัวได้ทั้งหมด โดยอ้างว่าลงมือทำเอง ผู้บริหารและสาวกทั่วไปไม่รู้เห็นด้วย แต่ตำรวจสืบทราบว่า นายอาซาฮาระ คือ ผู้สั่งการ

6 กรกฎาคม ค.ศ.2018 หลังอุทธรณ์คำพิพากษาครบทุกศาลแล้ว อาซาฮาระกับพวกอีก 6 คนก็ถูกประหารด้วยการแขวนคอ

ความเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์ เมื่อมนุษย์ได้มีโอกาสพิสูจน์แล้วว่า มันไม่จริง ไม่มีตัวตน ก็ไม่นับถือ-ไม่เชื่อ-ไม่สนใจ…ก็แค่นั้นเอง

พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก