ในอมตะนิยายมหากาพย์ชุด เดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ ของ เจ อาร์ อาร์ โทลคีน พูดถึงการแย่งชิงแหวนวิเศษวงหนึ่ง ซึ่งตามท้องเรื่องเคยเป็นของพญามารเซารอน ผู้ครองอำนาจเยี่ยงทรราชปกครองทั่วพิภพมัจฉิมโลก ก่อนที่จะพลาดท่าเสียทีให้แก่มนุษย์ และเอกธำมรงค์ที่ว่านั้นสาบสูญไป
ประวัติของแหวนครองพิภพที่ปูมาอย่างยิ่งใหญ่ ทำให้ผู้อ่าน (หรือผู้ชมภาพยนตร์) คาดหวังว่า แหวนวิเศษนี้เมื่อสวมใส่แล้วจะต้องมีพลังอำนาจมหาศาลเยี่ยงจอมมารผู้เป็นเจ้าของเป็นแน่ ทว่าตามท้องเรื่องแล้วเมื่อมันอยู่ในมือของสิ่งมีชีวิตอื่น คุณวิเศษของมันมีเพียงทำให้ผู้ใส่นั้นล่องหนได้หายตัวไปได้เท่านั้น
ข้อนี้ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า แค่ “หายตัวได้ ไม่มีใครมองเห็น” นั้นมันวิเศษขนาดที่เป็นคุณสมบัติของเอกธำมรงค์ที่มีอำนาจครองพิภพเลยหรือ
หากเราทบทวนกันดีๆ แล้ว จะพบว่าการ “หายตัว” ได้ นั้นเป็นคุณวิเศษในระดับสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะกับคนธรรมดา หรือแม้แต่ผู้ประสงค์ครองอำนาจอันล้นพ้น
เพราะการเร้นพ้นไปจากสายตาผู้คน หมายถึงการมีอำนาจที่จะกระทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบกับผลของการกระทำของตัวเอง เพราะการกระทำนั้นจะไม่อาจมองเห็นหรือตรวจสอบได้
คิดเล่นๆ ว่า ถ้าท่านมีของวิเศษที่สวมใส่แล้วสามารถหายตัวได้ หรือนาฬิกาที่หยุดเวลาไว้ยกเว้นเฉพาะตัวผู้ใช้เหมือนในการ์ตูนเรื่องโดราเอมอนหรือนิยายวิทยาศาสตร์ ลองตอบตัวเองอย่างซื่อสัตย์ว่า ในสถานการณ์ที่สามารถทำอะไรก็ได้ที่ไม่มีใครรู้เห็นว่าผู้ใดเป็นคนทำ เราจะเร้นสายตาผู้คนเพื่อไปทำเรื่องอะไร ระหว่างเรื่องดีๆ ที่ไม่ต้องเกรงกลัว หรือเรื่องร้ายลับเร้นที่ไม่อยากให้ใครเห็น
เพราะการที่มนุษย์จะไม่กระทำตามอำเภอใจไปในทางเบียดเบียนผู้อื่นหรือทำทุจริตคิดไม่ซื่อ นอกจากมโนธรรมอันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวส่วนตัวของใครของมันแล้ว สิ่งสำคัญอันหนึ่งคือเครื่องเหนี่ยวรั้งจากปัจจัยภายนอก คือการถูกจับจ้องมองเห็นจากสายตารอบข้าง เพราะอย่างน้อยก็จะทำให้เกิดความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเมื่อตระหนักว่าการกระทำของตนนั้นมีผู้อื่นรับรู้ ไปจนถึงเป็นพยานในการดำเนินคดีตามกฎหมายบ้านเมือง
ในทางกลับกัน การไม่ถูกมองเห็นจึงหมายถึงการไม่ต้องรับผิดชอบ ปลอดพ้นจากการตรวจสอบ เช่นที่การ
กระทำไม่ถูกต้องดีงามตลอดจนอาชญากรรมทั้งหลายนั้นมักจะกระทำในที่มืดหรือที่ลี้ลับตาคนซึ่งผู้กระทำมั่นใจว่าจะไม่มีใครเห็นการกระทำของตัว หรือไม่อาจจดจำหรือระบุตัวผู้กระทำได้
การไม่ถูกมองเห็นนี้จึงเป็นอำนาจหรือพลังที่พิเศษยิ่ง
กลับมาที่การใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ที่เมื่อถูกตั้งคำถามขึ้นมาครั้งใด ก็จะมีคำตอบสำเร็จรูปออกมาจากฝ่ายที่เป็นผู้ใช้ หรือเห็นด้วยกับการใช้อำนาจดังกล่าวว่า การมีอยู่และการบังคับใช้อำนาจตามมาตรานี้มันมี “ปัญหา” อะไร จึงต้องเดือดร้อนกัน
มาตรา 44 มีข้อความเต็มๆ ว่า “ในกรณีที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปในด้านต่างๆ การส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อย หรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอำนาจสั่งการ ระงับยับยั้ง หรือกระทำการใดๆ ได้ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำ รวมทั้งการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว เป็นคำสั่งหรือการกระทำหรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้ และเป็นที่สุด ทั้งนี้ เมื่อได้ดำเนินการดังกล่าวแล้ว ให้รายงานประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและนายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว”
ข้อแรกที่เราจะเห็นฤทธานุภาพของอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรานี้ อยู่ที่การมอบอำนาจให้บุคคลคนเดียว อาจใช้อำนาจเบ็ดเสร็จในทางนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ได้
เพราะโดยหลักการที่มนุษยชาติมีบทเรียนมาจากประวัติศาสตร์ร่วมกันนั้น คือการที่ให้ใครสักคนถืออำนาจไว้ล้นพ้นทั้งหมดเป็นอันตรายยิ่งต่อการบิดเบือนการใช้อำนาจ เราจึงแยกแบ่งอำนาจรัฐออกเป็นสามรูปแบบ และแยกตัวผู้ใช้อำนาจหรือหน้าที่นั้นไม่ให้อยู่กับใครเพียงคนเดียว
เราจึงให้ผู้ใช้อำนาจบริหารหรือฝ่ายปกครองนั้นมีอำนาจได้เพียงเท่าที่จำกัดไว้ตามกฎหมายที่ฝ่ายอำนาจนิติบัญญัติตราไว้ และฝ่ายที่ออกกฎหมายหรือกฎเกณฑ์นั้นก็จะต้องผูกพันกับกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ที่ตัวเองเป็นผู้กำหนดขึ้นด้วย และเมื่อใดก็ตามที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้น ก็ควรจะให้คนกลางที่ไม่ใช่ทั้งคนที่ออกกฎหมายและใช้กฎนั้นเป็นผู้ตัดสิน คืออำนาจตุลาการ เหนือสิ่งอื่นใดคือการใช้อำนาจทั้งสามประการนั้นจะชอบธรรมก็ต่อเมื่อผู้ใช้อำนาจนั้นมีที่มาหรือมีความเชื่อมโยงกับประชาชน ผู้เป็นเจ้าของอำนาจ และมีส่วนได้เสียร่วมกันกับการใช้อำนาจรัฐทั้งปวงนั้น
แต่การที่ให้อำนาจแก่บุคคลใดเบ็ดเสร็จเช่นนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องที่ “อันตรายที่สุด” เพราะในทางความเป็นจริงแล้วเราก็ยอมรับว่า ก็เป็นไปได้เช่นกันที่จะมีสภาวะอันจำเป็นที่ควรจะยกเว้นหลักการเพื่อประโยชน์ที่สำคัญกว่าได้บ้าง เช่นในภาวะที่เกิดอันตรายร้ายแรงต่อส่วนรวม การบริหารอำนาจอย่างรวดเร็ว เด็ดขาด และเบ็ดเสร็จก็อาจจะจำเป็น
หากสิ่งที่น่ากลัวและเป็นอันตรายมากกว่าอำนาจเบ็ดเสร็จ คืออำนาจเด็ดขาดที่ตรวจสอบหรือควบคุมในทางใดไม่ได้
ถ้าจะเล่าแบบเป็นเทพนิยาย การยอมให้ผู้ใดมีอำนาจเบ็ดเสร็จ นั้นเหมือนการที่คนทั้งเมืองมอบคทาวิเศษที่ใช้สร้างหรือทำลายอะไรก็ได้ไว้ให้แก่อัศวินผู้หนึ่งที่มารับอาสาดูแลบ้านเมืองให้ (หรือในเรื่องเล่าอีกสำนวนหนึ่งก็อัศวินนั้นว่าไปแย่งชิงมาจากเจ้าของเดิมผู้ชอบธรรม) ซึ่งเขาอาจจะใช้คทาวิเศษนั้นสร้างสระบ่อแหล่งน้ำในยามแล้ง บันดาลพืชพันธุ์เพื่อเป็นผลาหารแก่ชาวเมือง หรือเอาไปต่อสู้กับศัตรูหรือมังกรร้ายที่จะเข้ามาคุกคามโจมตีก็ได้
แต่ถ้าผู้ถือคทาอาญาสิทธิ์นั้นเกิดมีแหวนวิเศษที่ใส่แล้วหายตัวได้ขึ้นมา เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า เขาจะใช้ “พลังพิเศษ” นั้นเพื่อประโยชน์ของชาวเมืองเท่านั้น ในเมื่อเราไม่อาจเห็นได้ว่าเขาใช้อำนาจวิเศษที่มีอยู่ในมือนั้นทำอะไรลงไปแล้ว หรือจะทำอะไรต่อไปบ้าง
ไม่มีหลักประกันอันใดเลยว่าอัศวินจะเอาคทานั้นไปใช้เพื่อฟาดฟันกับมังกรไฟที่มารุกราน โดยไม่เผลอเอามาตีหัวศัตรูผู้ไม่เห็นด้วยกับเขา หรือนอกจากที่อัศวินนั้นจะใช้คทาเพื่อเนรมิตสิ่งอันเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมของผู้คนในดินแดนแล้ว จะเอาไปใช้เสกทรัพย์สินมีค่าให้มิตรสหายของพวกเขาบ้างหรือไม่
เช่นนิทานอุปมาข้างต้น ข้อความที่ทรงอานุภาพที่สุดของมาตรา 44 จึงอยู่ที่ประโยคว่า “ให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำ รวมทั้งการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว เป็นคำสั่งหรือการกระทำหรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้ และเป็นที่สุด”
การใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 44 จึงไม่ใช่ “ของร้าย” ในตัวมันเอง (อย่างน้อยในตัวบทของมันเองก็กำหนดเงื่อนไขว่า “เพื่อความจำเป็นและประโยชน์ ฯลฯ”) เพราะอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดนั้นอาจจะนำไปใช้เพื่อให้เป็นประโยชน์หรือเป็นโทษก็ได้ แต่ข้อร้ายคือการที่มาตรานี้กำหนดไว้ล่วงหน้าว่า ให้การใช้อำนาจใดๆ นั้นถือว่าดีแล้ว ชอบแล้ว และไม่อาจฟ้องร้องในทางใดได้อีก นี่ต่างหากที่เหมือนกับการมีแหวนวิเศษที่ทำให้การใช้อำนาจพิเศษเช่นนั้นล่องหนหายไปได้
ซึ่งการที่กำหนดให้มันชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญและเป็นที่สุด ก็เท่ากับทำให้ข้อความอันเป็น “เงื่อนไข” ของการใช้อำนาจ คือความจำเป็นและเพื่อประโยชน์ต่างๆ นานา นั้นไม่มีความหมายเลย เพราะถึงทำไปโดย “ไม่จำเป็น” หรือ “ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์” ทั้งหลายทั้งปวงตามเงื่อนไขของตัวบทก็ไม่มีใครมาตรวจทานชี้ขาดได้อยู่ดี
ซ้ำว่าในตัวบทของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่รอจะใช้บังคับเป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรต่อไป ก็ยังมีบทคุ้มครองให้การกระทำหรือการใช้อำนาจใดๆ ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนี้ ถือว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่อไปอีกด้วย
ลองสมมุติสถานการณ์เพื่อสอบทานมโนธรรมของตัวเองว่า หากท่านมี “อำนาจพิเศษ” ให้ไปค้นบ้านใครก็ได้ที่ท่านสงสัยว่าเขาจะกระทำความผิดโดยไม่ต้องขออนุญาตใคร โดยที่หากเกิดความเสียหายใดๆ ท่านก็ไม่ต้องรับผิดชอบ เช่นนี้ลองถามใจตัวเองดูว่าท่านจะเลือกใช้อำนาจนั้นกับใครอย่างไร และท่านจะปฏิบัติการค้นบ้านผู้อื่นตามอำนาจที่มีนั้นด้วยความระมัดระวังตามสมควรหรือไม่ หากท่านไม่จำต้องรับผิดชอบใดๆ เลยแม้จะมีความเสียหายใหญ่โตแค่ไหนเกิดขึ้น
ย้อนกลับไปที่อมตะนิยายเดอะลอร์ด ออฟ เดอะริงส์ ที่ยกเล่าไว้ตอนแรกสุด ผลข้างเคียงหรือ “โทษสมบัติ” ของแหวนเอกธำมรงค์ที่มีอำนาจวิเศษให้หายตัวได้เมื่อสวมใส่นั้น คือเพียงการยึดถือมันไว้เท่านั้น อำนาจแห่งแหวนก็จะเข้าครอบงำจิตใจของผู้ครอบครอง ให้บ้าคลั่งหวงแหนในแหวนแห่งอำนาจนั้น เปลี่ยนแปลงแม้ฮอบบิตน้อยที่ใสซื่อบริสุทธิ์อย่าง “สมิกอล” ให้กลายเป็น “กอลลัม” ตัวประหลาดน่ารังเกียจที่เฝ้าพร่ำหาแต่ “ของรักของข้า”
คล้ายเป็นอุทาหรณ์ว่า เมื่อผู้ใดได้ครอบครอง “อำนาจ” มากมายล้นพ้นเท่าไรไว้แก่ตัว ทั้งโดยที่อำนาจนั้นปราศจากการตรวจสอบ อำนาจนั้นย่อมครอบงำผู้ใช้อำนาจนั้นให้มีสภาพเป็นปีศาจที่น่าเกลียดน่ากลัว เฝ้าแต่ทวงถามยืนยันถึงความมีอำนาจ และความจำเป็นที่ตัวเองต้องมีอำนาจเอาแก่ผู้อื่นอยู่ร่ำไปซ้ำไปซ้ำมา เหมือนประโยคติดปากเจ้ากอลลัมอย่างนั้น
อย่างไรก็ดี หากใครรู้สึกตัวว่าคล้ายกำลังติดหลงอยู่ในโลกของเทพนิยายยุคกลาง ที่ปกครองโดยอัศวินกับคทาวิเศษที่เล่าไปตอนกลางเรื่อง ก็มีข้อปลอบใจอยู่เรื่องหนึ่งว่า นักรบครองพิภพตามท้องเรื่องผู้นั้นไม่ได้มีแหวนที่ทรงอำนาจถึงขนาดที่ทำให้ล่องหนไปได้เหมือนเอกธำมรงค์ในมหากาพย์ เดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะริงส์ เพราะอำนาจพิเศษที่เขามีในเรื่องนี้ เป็นแต่เพียงม่านพลังลึกลับคุ้มครองป้องกันให้ปลอดจากความรับผิด และพ้นจากภาระการถูกตรวจสอบใดๆ ทั้งปวงเพียงเท่านั้นเอง แต่เรายังพอมองเห็นได้บ้างว่าเขากำลังใช้ “อำนาจวิเศษ” นั้นทำอะไรอยู่บ้าง
เช่นนี้แม้จะทำอะไรเขาไม่ได้ แต่อย่างน้อยผู้คนในนิทานนั้น ก็ยังพอ “มองเห็น” ได้อยู่ ว่าในขณะนี้ ผู้นั้นถูกครอบงำด้วยอำนาจจนเริ่มเปลี่ยนร่างเป็นอสุรกายที่พร่ำร้องขู่คำรามแต่เรื่อง “อำนาจ” ที่ตัวมีไปแล้วหรือยัง

