หน้าแรก คอลัมนิสต์ พิชญ์ พงษ์สวั...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : ความท้าทายของประชาธิปไตยในวันนี้

29.10.24 | 13:20 น.

แม้ว่าการดำเนินคดีเรื่องตากใบจะสิ้นสุดลงในแบบที่เป็นอยู่คือหมดอายุความ และสังคมดูจะเต็มไปด้วยความแตกแยกแบ่งฝักฝ่าย

บทเรียนในเรื่องนี้ทำให้ต้องมานั่งคิดหลายเรื่องหลายราว โดยเฉพาะในเรื่องของความรุนแรง กับประชาธิปไตย

ที่สำคัญยิ่งความรุนแรงที่รัฐเป็นผู้ก่อขึ้น

และเงื่อนไขที่ระบอบประชาธิปไตยจะต้องใช้ความรุนแรง เมื่อเผชิญกับสงคราม และการก่อการร้าย ซึ่งความซับซ้อนมันเกิดขึ้นเมื่อความรุนแรงและความไม่สงบนั้นเกิดขึ้นในดินแดนของตัวเอง โดยพลเมืองของระบอบประชาธิปไตยเอง

ด้วยความพยายามทำความเข้าใจจุดยืนและความลำบากใจของทั้งสองฝ่ายนั่นแหละครับ

Advertisement

ประการแรก ในความเป็นจริง ระบอบประชาธิปไตยก็ไม่ได้หลุดพ้นจากความท้าทายในเรื่องของความรุนแรงจากรัฐ และการลอยนวลพ้นผิดของรัฐเอง

แน่นอนว่าความรุนแรงของรัฐในระดับอาชญากรรม และการลอยนวลพ้นผิดมักเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นและรับรู้ได้ในระบอบเผด็จการ แต่ในกรณีของตากใบเองนั้น ก็จะเห็นว่าไม่ได้เกิดขึ้นในระบอบเผด็จการสมบูรณ์แบบ แต่เกิดในระบอบประชาธิปไตย และในช่วงที่ประเด็นตากใบจะหมดอายุความก็เกิดขึ้นในตอนที่ประเทศกลับเข้าสู่ประชาธิปไตยอีกครั้งหนึ่ง

สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าประชาธิปไตยคือทางออกไหม แต่สิ่งที่ท้าทายอยู่ที่ว่าประชาธิปไตยที่เป็นอยู่นั้นยังจะต้องมีเงื่อนไขอะไรที่จะพัฒนาคุณภาพของประชาธิปไตยให้ลึกซึ้งกว้างขวางเพิ่มขึ้นไหม

ในอีกภาษาหนึ่งเมื่อพิจารณาประชาธิปไตยจึงจะต้องมีเงื่อนไขปัจจัยอื่นมาเพิ่มเติมจากความเข้าใจว่าประชาธิปไตยเป็นเรื่องการของการปกครองโดยประชาชน และโดยเฉพาะเป็นเรื่องการตัดสินใจโดยเสียงข้างมาก

เพราะเงื่อนไขอีกประการหนึ่งของประชาธิปไตยก็คือ เรื่องของการเคารพสิทธิ เสรีภาพ และความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะกับผู้ที่มีความเห็นต่าง ซึ่งอาจจะเป็นคนกลุ่มน้อย คนอื่น หรือคนข้างน้อย

ในอีกส่วนหนึ่ง ที่เพิ่มไปจากแนวคิดก็คือเรื่องของการตั้งคำถามว่า ประชาธิปไตยนอกจากเรื่องของการทำความเข้าใจความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งของหลักการเสรีนิยมที่เคารพความเป็นมนุษย์ และหลักประชาธิปไตยที่เคารพเสียงข้างมาก และความเป็นประชาชนแล้ว ประชาธิปไตยสมัยใหม่ยังต้องคำนึงถึงเงื่อนไขเชิงสถาบันในการใช้อำนาจของรัฐด้วย

ถอดออกมาเป็นคำและแนวคิดที่เข้าใจกันในบทสนทนาในสาธารณะที่ปรากฏบ่อยๆ ก็คือเรื่องของ “การปฏิรูปรัฐ” โดยเฉพาะในเงื่อนไขของการปฏิรูปด้านความมั่นคงของรัฐ ทั้งในส่วนของหน่วยงานความมั่นคงแบบตำรวจ และหน่วยงานความมั่นคงอย่างกองทัพ ที่เมืองไทยนั้นคุมทั้งในและนอกประเทศ และยังรวมถึงการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

บางครั้งประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ไม่สามารถควบคุม กำกับตรวจสอบ หน่วยงานความมั่นคงและหน่วยงานที่ควรจะต้องอำนวยความยุติธรรมทั้งหมดของประเทศได้

ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยเลือกตั้งจะต้องให้คำมั่นสัญญาก็คือการเร่งปฏิรูประบบความมั่่นคง และความยุติธรรม เพื่อให้บรรลุหลักการประชาธิปไตยที่ไม่ใช่มีแต่เรื่องของการเลือกตั้งและการอ้างที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น

เรื่องนี้ก็ไม่ได้ง่ายนักในหลายสังคม เรื่องประเทศไทยนั้นไม่ต้องพูดถึงเลยว่ายากเย็นแค่ไหน สถาบันประชาธิปไตยไม่ใช่สถาบันเดียว และเงื่อนไขเดียวในระบบการเมืองของประเทศอยู่แล้ว แถมสิ่งที่เห็นก็คือเรื่องว่าประชาธิปไตยเลือกตั้งที่เป็นอยู่กลายเป็นต้องพยายามปรับตัวเข้ากับเงื่อนไขนอกประชาธิปไตยอื่นๆ ด้วยคำอธิบายเรื่อง “ความเป็นจริงทางการเมือง” มาตลอด

กรณีของบราซิลเองก็มีปัญหาเรื่องของประชาธิปไตยที่ยังเต็มไปด้วยความรุนแรงโดยรัฐโดยเฉพาะเรื่องของการที่รัฐยังไม่สามารถปฏิรูปองค์กรตำรวจได้ และตำรวจกลายเป็นองค์กรที่ยังมีความรุนแรงต่อประชาชนแม้แต่ในระบอบประชาธิปไตย และความสำคัญในเรื่องของความรุนแรงโดยรัฐก็คือการที่รัฐไม่ต้องรับผิด (ดู Y.Gonzalez and D.M. Silva. Democracy’s Debt: State Violence and the Persistence of Impunity in Brazil. LISA Forum. 55:2, 16-19)

ประการที่สอง ความย้อนแย้งของระบอบประชาธิปไตยเองก็เป็นเรื่องที่ต้องตระหนักเอาไว้ให้มาก เพราะการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนของตัวเองนั้นสุ่มเสี่ยงที่จะเสียความชอบธรรมได้ เว้นแต่ต้องหันไปใช้กลไกเชิงอุดมการณ์อื่นๆ เพื่อเรียกร้องการสนับสนุนจากข้ออ้างที่ไม่ได้เกี่ยวโดยตรงกับเรื่องของความเป็นมนุษย์ หรือแทนที่จะสร้างอำนาจและหารือจากประชาชน กลายเป็นครอบงำ ปลุกระดมประชาชนให้เชื่อตามสิ่งที่รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงต้องการทำ

และทำให้การใช้ความรุนแรงของรัฐที่มาจากประชาธิปไตยนี้ใช้เป็นเงื่อนไขในการอยู่ในอำนาจต่อไปเรื่อยๆ มี “สงคราม” กับเรื่องนู้นเรื่องนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้ได้การสนับสนุนจากประชาชน

เรื่องที่ผมนำเสนอนี้อาจจะซับซ้อนสักนิด อย่าลืมว่าบางทีนั้นประชาธิปไตยนั้นไม่ได้หล่นมาจากต้นมะม่วง แต่หลายครั้งประชาธิปไตยอาจมาจากความรุนแรงทั้งกายภาพและวาจา ในการต่อสู้ที่ยาวนาน ซึ่งในแง่นี้ประชาธิปไตยนั้นจึงงอกเงยมาจากความรุนแรง ไม่ใช่เกิดจากสันติวิธีเสมอไป เงื่อนไขเช่นนี้ยิ่งทำให้ประชาธิปไตยที่ได้มาอ้างเงื่อนไขในการใช้ความรุนแรงกับศัตรูของตัวเองได้เช่นกัน เพราะโดนมาเยอะ

ในเงื่อนไขนี้การเมืองแบบประชาธิปไตยกับการใช้ความรุนแรงโดยรัฐจึงอาจเป็นแนวร่วมด้านกลับซึ่งกันและกันได้ คือประชาธิปไตยตั้งมั่นอยู่ได้ด้วยการที่รัฐบาล หรือพรรคบางพรรคใช้เงื่อนไขการสร้างมิตร-ศัตรูในแง่ของการเป็นข้ออ้างในการรักษาอำนาจ และป้องกันประชาธิปไตยเอาไว้ซึ่งเป็นการจัดการศัตรูทางการเมืองไปพร้อมๆ กัน ด้วยเงื่่อนไขของการนำเอามิติชาตินิยมมาใช้เป็นเครื่องมือในการแยกมิตร ศัตรู และจูงใจให้คล้อยตามรัฐบาล

การมีประชาธิปไตยจึงไม่ใช่เรื่องเดียวกับการสิ้นสุดลงของความรุนแรงโดยรัฐและการที่รัฐไม่ต้องรับผิดต่อความรุนแรงของตนอีกต่อไป บางที่อาจจะยังเกิดควบคู่กัน แต่กระนั้นก็ตาม ประชาธิปไตยก็ยังเอื้อให้เกิดโอกาสของการถกเถียงกันในเรื่องเหล่านี้ และสามารถสืบค้นที่มาสาเหตุที่ทำให้เกิดความไม่สงบได้มากไปกว่าเรื่องของการอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการที่เสียงที่แตกต่างกันไม่สามารถปรากฏได้ เว้นแต่ต้องนำด้วยความรุนแรงต่อต้านเป็นหลัก

ดังนั้นอาจจะต้องคิดกันให้หลายตลบว่า ความรุนแรงของรัฐที่มีแนวโน้มไม่ต้องรับผิดคือเรื่อง และเงื่อนไขเดียวกับความไร้ประสิทธิภาพของรัฐในพื้นที่ในการอำนวยความยุติธรรม พัฒนาพื้นที่ผ่านความเข้าใจพื้นที่ และสร้างเครือข่ายการร่วมใช้อำนาจและให้ประชาชนในพื้นที่ตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐได้มากน้อยแค่ไหนมากไปกว่าเรื่องของการเลือกตั้งในพื้นที่ที่ยังเต็มไปด้วยความรุนแรง และเป็นพื้นที่ที่ยังมีความท้าทายอีกหลายประการ

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์