ความสำเร็จของงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 29 ที่คนในแวดวงเรียกว่า “งานหนังสือเดือนตุลา” หรือ “งานหนังสือปลายปี” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 ถึง 20 ตุลาคม พ.ศ.2567 นั้นกลายเป็นปรากฏการณ์และการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการจัดงานขายหนังสือ
จากการเปิดเผยของ คุณสุวิช รุ่งวัฒนไพบูลย์ นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) สรุปได้ว่า มีนักอ่านและผู้สนใจทั้งชาวไทยและต่างชาติสนใจเข้าร่วมงานมากกว่า 1.4 ล้านคน มูลค่าเม็ดเงินที่หมุนเวียนในงานกว่า 438 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% และเป็นการจัดงานหนังสือที่มีผู้เข้าร่วมสูงที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดงานหนังสือที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งแต่ก่อนปรับปรุง และแม้แต่ก่อนช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระบาดด้วย โดยหนังสือกลุ่มที่ขายดีที่สุดของงานหนังสือรอบนี้ อันดับ 1 คือการ์ตูนมังงะ 40% ตามด้วยนิยาย 30% และหนังสือแนวจิตวิทยาพัฒนาตัวเองและหนังสือแนวประโลมปลอบโยนจิตใจ 20% และหนังสืออื่นๆ ในสัดส่วน 10%
เรื่องนี้ถ้าใครจำได้ คงนึกออกว่า ในคอลัมน์นี้เคยตั้งข้อสังเกตไว้สำหรับงานสัปดาห์หนังสือเดือนเมษายน หรืองานหนังสือต้นปีว่า งานหนังสือในคราวนั้นมีสภาพ “หนักท้าย” กล่าวคือ แม้ว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานอย่างล้นหลาม มีสภาวะ “หนักท้าย” กล่าวคือการกระจายตัวของผู้เดินชมงานนั้นค่อนข้างบางเบาในตอนหน้าของงานและตอนกลางบางส่วน แต่จะไปหนักกันที่ “ส่วนท้าย” ซึ่งเป็นโซนของสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่ และบูธที่ขายหนังสือกลุ่มการ์ตูน นิยายวัยรุ่น และไลต์โนเวล รายละเอียดอยู่ในคอลัมน์นี้ที่ลงและเผยแพร่ในวันที่ 17 เมษายน ตอน งานสัปดาห์หนังสือ และแวดวงการอ่านที่ “หนักท้าย”
ซึ่งเรื่องนี้รู้สึกดีใจเป็นการส่วนตัวที่ได้ทราบจากมิตรสหายที่อยู่ในสมาคมผู้จัดพิมพ์ว่า ข้อสังเกตนี้ถูกนำไปพิจารณาเพื่อนำมาวางแผนปรับปรุงการจัดงานหนังสือรอบนี้ด้วย โดยผลที่ปรากฏนั้นผู้ที่ได้แวะเวียนไปร่วมงานหนังสือรอบนี้คงเห็นตรงกันว่า งานหนังสือไม่ “หนักท้าย” แล้ว แต่ “หนักทุกส่วน” คือคนเยอะมากและกระจายตัวเต็มพื้นที่งาน แทบไม่มีจุดไหนที่เบาบางหรือคนโล่งเป็นพิเศษเลย มีแค่ตรงไหน “แน่นมาก” หรือตรงไหน “แน่นน้อย” ก็เท่านั้น
เรื่องนี้นอกจากความพยายามแก้ปัญหาของผู้จัดงานในการวางรูปแบบการจัดเรียงบูธแบบใหม่เพื่อไม่ให้ผู้เข้าร่วมงานไปรวมกันที่โซนใดโซนหนึ่งมากเกินไปแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าผู้คนที่ไปเยี่ยมเยือนงานหนังสือนี้มีแนวทางการซื้อการอ่านหนังสือที่หลากหลายขึ้น แม้ตามสถิติจะปรากฏว่า หนังสือการ์ตูนมังงะ ไลต์โนเวล และนิยาย จะเป็นหนังสือขายดีถล่มทลายสิ้นสงสัยก็จริง แต่สำหรับบูธของ “สำนักพิมพ์มติชน” ซึ่งเน้นหนังสือในทางวิชาการ สารคดี และประวัติศาสตร์ ก็ปรากฏว่ามีผู้สนใจซื้อหนังสือกันล้นหลามจนของแถมที่ระลึกซึ่งเตรียมไว้สำหรับผู้มาซื้อหนังสือนั้นหมดไปตั้งแต่ช่วงยังไม่ถึงกลางงานจนต้องผลิตเพิ่ม เช่นเดียวกับสำนักพิมพ์ที่พิมพ์และขายหนังสือแนววิชาการ การเมือง และประวัติศาสตร์อื่นๆ ก็ทราบมาว่าขายดิบขายดีเช่นกัน หรือแม้แต่บูธของ “สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย” ซึ่งปกติจะขายหนังสือนิยายแนววรรณกรรมจริงจัง ก็ปรากฏว่ายอดขายในงานหนังสือปีนี้สูงขึ้นกว่ายอดขายเฉลี่ยในงานหนังสือเกินกว่าสองเท่า
ปรากฏการณ์ในงานหนังสือที่ได้กล่าวไปนี้ คงไม่ต้องสงสัยแล้วว่าข้อสังเกตหรือข่าวที่ว่าแวดวงการอ่าน และการอ่านหนังสือเป็นรูปเล่มกำลังจะกลับมา โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่และวัยรุ่น
ซึ่งข้อนี้ก็มีที่รู้สึกแปลกใจอยู่ คือคนที่พยายามที่จะ “ไม่เชื่อ” ในเรื่องที่คน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่กลับมาอ่านหนังสือเป็นเล่มนี้ หรือแม้แต่พยายามดิสเครดิตความสำเร็จของงานหนังสือนั้น เป็นคนกลุ่มที่อ้างว่าเป็นคนรักหนังสือ รักการอ่าน ไปเสียอย่างนั้น
เรื่อง “วัยรุ่นและคนรุ่นใหม่นิยมอ่านหนังสือ และอ่านแบบหนังสือเป็นรูปเล่ม” นี้ ถ้าใครมีลูกมีหลานในวัยรุ่น หรือได้มาเดินเที่ยวงานหนังสือบ่อยๆ คงไม่แปลกใจ เพราะเรารู้ว่าพวกเขาเป็นอย่างนั้นจริงๆ คือ ทั้งชอบอ่านหนังสือ และชอบการซื้อการจับหนังสือที่เป็นรูปเล่ม
จริงอยู่ แม้ถ้าอยากจะหาเรื่องมาตั้งตำหนิก็คงจะโต้แย้งได้อยู่ว่า ไอ้ที่อ่านหนังสือ ก็อ่านแต่หนังสือการ์ตูนมังงะไลต์โนเวล หรือนิยายวัยรุ่น ซึ่งเรื่องนี้ส่วนหนึ่งก็เป็นตามสถิติที่สมาคมผู้จัดพิมพ์เปิดเผยออกมาไม่เถียงเลย แต่หากใครได้เดินงานหนังสือ ไปเลือกซื้อหนังสือในสำนักพิมพ์ที่พิมพ์หนังสือแนววิชาการ สารคดี ประวัติศาสตร์ เช่นสำนักพิมพ์มติชนที่ได้กล่าวไปแล้ว หรือแม้แต่สำนักพิมพ์อย่าง “ฟ้าเดียวกัน” หรือ “ยิปซี” ก็จะพบว่าเต็มไปด้วยนักอ่านวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวเป็นสัดส่วนที่มากพอกัน หรือเห็นโพสต์หนึ่งผ่านๆ จากสำนักพิมพ์ที่ขายหนังสือแนววรรณกรรมหนักๆ ว่ามีเด็กนักเรียนหญิงชั้นมัธยมสาม มาตามเก็บผลงานของ “นายผี” กลับไปอ่าน
เช่นนี้ก็ควรยอมรับได้แล้วว่าคำพูดประเภท “คนรุ่นใหม่ไม่อ่านหนังสือ” หรือ “ถึงอ่านก็อ่านแต่การ์ตูน” นั้นเป็นเพียงมายาคติที่ควรจะละเลิกแล้วหันกลับมามองภาพตามจริงกันบ้าง หากผู้พูดนั้นหวังจะปลูกฝังวัฒนธรรมการอ่านและเป็นคนรักการอ่านรักหนังสืออย่างแท้จริง เว้นแต่จะแค่มีความเป็น “คนอ่านหนังสือ-รักหนังสือ” เอาไว้คุยเขื่องข่มคนอื่นก็อีกเรื่องหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม เทรนด์หรือไลฟ์สไตล์ ในการ “กลับมาอ่านหนังสือ” และ “อ่านหนังสือเล่ม” นั้นก็มีข้อสังเกตสำคัญที่คนรักการอ่านรุ่นเก่าอาจจะต้องทำความเข้าใจเพิ่มเติมอยู่เช่นกัน
เรื่องหนึ่งคือ เมื่อการอ่านหนังสือเล่มเป็นส่วนหนึ่งของ “ไลฟ์สไตล์” แล้ว มุมมองต่อหนังสือของคนรุ่นนี้ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน นั่นคือพวกเขาไม่ได้มองหนังสือเป็นเพียง “สื่อ” ที่พิมพ์ตัวอักษรเนื้อหาภายในเพียงอย่างเดียว แต่เขามองว่า “หนังสือ” เป็น “สินค้าไลฟ์สไตล์” ด้วย
ดังนั้น งานหนังสือ จึงไม่ใช่แค่งาน “ขายหนังสือ” หรืองานที่คนอ่านหนังสือและนักเขียน คนทำหนังสือมาเจอกันเท่านั้น เช่นนี้ ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือรู้สึกไม่ชอบใจไม่เห็นด้วย แต่ “งานหนังสือ” จากนี้ไป จะต้องมีความเป็น “เทศกาล” หรือ “เฟสติวัล” ด้วย เรื่องนี้พิสูจน์ได้จากการความสำเร็จของการจัดงานหนังสือรอบนี้ที่ใช้แนวคิดหลักว่า “อ่านกันยันโลกหน้า” ซึ่งหมายถึงโลกแห่งความตายของภูตผี โดยมี “ผีกระสือ” เป็นแมสคอตหลัก
ถ้าเราจำได้ ในตอนที่ผู้จัดงานเปิดเผยแนวทางของงานและโปสเตอร์ และงานศิลปะโปรโมตต่างๆ ออกมานั้นก็ถูก “คนหนังสือ” ส่วนหนึ่งสวดยับไปตามๆ กัน ว่างานแบบนี้จะสื่อสารอะไรกันแน่ ไม่เห็นจะเข้าท่า โปสเตอร์ก็ไม่เห็นจะสวย ทำไมต้องผีกระสือ ฯลฯ
แต่แถวของนักอ่านที่ต่อคิวเข้าชมนิทรรศการบ้านผีสิงหนังสือ ที่ต้องใช้ใบเสร็จรวมกัน 500 บาท เพื่อเข้าชมนั้นก็ยาวเหยียดจนคนส่วนใหญ่พลาดชมเพราะคิวยาวมากแบบรอถึงสามทุ่มก็ไม่ได้เข้า หรือ “หัวกระสือ” ที่เป็นแมสคอตของงานก็เป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยม ไม่รวมถึงบูธขายหนังสือต่างๆ ก็ต้องจัดเต็ม อย่างที่มีสำนักพิมพ์นิยายจีนรายหนึ่งจัดบูธแบบเล่นใหญ่เหมือนยกศาลเจ้าจีนย่อมๆ มาตั้งในงานหนังสือ
นี่คือความเป็น “เทศกาล” เป็น “เฟสติวัล” ของการอ่านและการซื้อหนังสือแบบที่นักอ่านรุ่นใหม่เขาสนุกไปด้วย ความสำเร็จนี้ก็อดนึกกดดันเบาๆ แทนผู้จัดงานหนังสือเดือนเมษาปีหน้า ว่าจะจัดในธีมไหนไม่ให้แพ้เทศกาล “อ่านกันยันโลกหน้า” นี้
ความเปลี่ยนแปลงอีกอย่างที่คนทำหนังสือและขายหนังสือจากนี้ไปจะต้องเข้าใจและเตรียมตัวคือ เมื่อ “หนังสือ” เป็น “สินค้าไลฟ์สไตล์” แล้วสำหรับนักอ่านรุ่นใหม่นั้น ความคาดหวังของพวกเขาต่อ “ตัวเล่มหนังสือ” ก็สูงขึ้นว่าหนังสือต้องเป็นวัตถุที่สวยงามน่าจับถือหรือนำไปเรียงรออ่านอยู่บนชั้น
เช่นนี้การ “ยอมรับ” ในความชำรุดบกพร่องเล็กน้อยในการจัดพิมพ์หรือจัดส่งจึงต่ำลงมาก หรืออีกทางหนึ่ง การคาดหวังในคุณภาพและความสมบูรณ์ของ “ตัวเล่มหนังสือ” นั้นมีสูงขึ้น
ก่อนนี้คนในวงการสำนักพิมพ์และการขายหนังสือ เคยออกมาปรับทุกข์กันว่า มีลูกค้าที่ซื้อหนังสือไปขอเปลี่ยนสินค้า ในเรื่องที่เคยคิดว่าเป็นความชำรุดบกพร่องที่จุกจิกหยุมหยิม เช่น มีรอยกาวเปื้อนเล็กน้อยที่สันหนังสือ มีรอยขีดไม่ถึงสองเซนติเมตรที่หน้าปก มีหน้าที่กระดาษติดที่เพียงเอาคัตเตอร์ปาดนิดเดียวก็อ่านได้ตามปกติ หรือแม้แต่เหตุผลที่ขอคืนหนังสือเพียงเพราะในการส่งนั้น ผู้ส่งไม่ได้ห่อบับเบิลกันกระแทกให้ โดยความชำรุดบกพร่องในการจัดพิมพ์หรือจัดส่งที่กล่าวไปนี้ นักอ่านรุ่นก่อนหน้านี้ไม่ได้ถือเป็นสาระสำคัญ เพราะไม่ได้รบกวนการอ่านแต่อย่างใด
ก่อให้เกิดเป็นความรู้สึกและการบ่นกันว่า คนรุ่นใหม่ เด็ก หรือวัยรุ่น ซื้อหนังสือมากขึ้น ยินดีจ่ายค่าหนังสือที่สูงก็จริง แต่ก็เรื่องมากและจุกจิกหยุมหยิมยากต่อการรับมือ
แต่ถ้าเรามองในแง่มุมที่ว่า สำหรับผู้ซื้อหนังสืออ่านยุคใหม่ เขามอง “หนังสือ” เป็น “สินค้าไลฟ์สไตล์” แล้ว ความสมบูรณ์ของตัวสินค้าจึงเป็นเรื่องที่เพ่งเล็งเป็นสำคัญ เหมือนเวลาเราไปซื้อแจกันมาใส่ดอกไม้ประดับในห้อง เราก็ไม่อยากได้แจกันที่มีรอยสีเลอะหรือมีรอยโปนไม่สม่ำเสมอ แม้จะเล็กน้อยมันก็รบกวนจิตใจ เพราะเราไม่ได้อยากได้แค่ “อะไรก็ได้” มาปักดอกไม้ (ไม่อย่างนั้นขวดน้ำอัดลมก็น่าจะใช้ได้) แต่เราต้องการ “แจกันปักดอกไม้” ที่มีความสวยงามในระดับที่ควรคาดหวัง
แต่ถึงอย่างนั้น ก็อย่าเพิ่งเข้าใจเหมาเอาว่า นักอ่านและนักซื้อหนังสือรุ่นใหม่นั้นจะซื้อหนังสือแค่เพราะมันสวยดี หรือซื้อแล้วก็เอาไปเก็บไว้ไม่อ่านเข้าให้เชียว เพราะ “เนื้อหา” ของหนังสือที่สวยงามน่าจับถือนั้น ก็จะต้องเป็นเนื้อหาที่เขาอยากอ่านด้วย และหนังสือสภาพแทบไร้ตำหนิที่เขาซื้อไปเขาก็เอาไปอ่านนั่นแหละ แต่เป็นการอ่านที่มุ่งเน้นสุนทรีย์รสอื่นๆ อย่างความสวยงามของการพิมพ์ กระดาษ รูปเล่ม และปกประกอบด้วย
ไม่ต่างจากคนที่ฟังเพลงจากแผ่นเสียง ที่ไม่ได้จะฟังแค่ “เพลง” เพราะหาไม่แล้วเปิดหาใน YouTube ก็มีทุกเพลง แต่คนฟังเพลงจากเครื่องเสียงและแผ่นเสียงนั้นต้องการ “สุนทรียะ” ในการจับถือแผ่น การวางเข็ม เดินสายพานจานหมุน และมองดูแสงอุ่นจากหลอดสุญญากาศของเครื่องขยายเสียงด้วย
“สุนทรียะ” ของการอ่านหนังสือในลักษณะไม่ต่างกันนี้นั่นแหละ ทำให้ “หนังสือเล่ม” กลับมาเป็นที่นิยม พร้อมกับการเรียกร้องมาตรฐานและคุณภาพของ “ตัวเล่มหนังสือ” ในฐานะของวัตถุหรือสินค้าไลฟ์สไตล์ด้วย เรื่องนี้คนทำหนังสือบางท่านมีประสบการณ์เล่าไว้ว่า เคยพิมพ์หนังสือเล่มหนึ่งด้วยกระดาษคุณภาพแค่พอยอมรับได้เพื่อจะได้ขายราคาถูก แต่กลับขายไม่ค่อยได้ แต่เมื่อเปลี่ยนมาพิมพ์ด้วยกระดาษดีขึ้น ออกแบบดีขึ้น มีแบบปกแข็งและตั้งราคาสูงขึ้น กลายเป็นว่าขายดิบขายดีกว่า และแบบที่พิมพ์ปกแข็งขายหมดก่อน
ด้วยเหตุนี้มาตรฐานในการควบคุมคุณภาพการพิมพ์และการจัดทำ รวมถึงหลักเกณฑ์พิจารณาว่าหนังสือเล่มใดถือว่า “ชำรุดบกพร่อง” นั้นก็อาจจะต้องปรับตามความคาดหวังของผู้ซื้อ ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลต่อต้นทุนและการตั้งราคาขายหนังสือ ซึ่งก็จะส่งผลให้เกิดปัญหาในอีกทางหนึ่งคือการเข้าถึงหนังสือสำหรับผู้คนในประเทศที่รายได้ไม่ได้สูงนักเมื่อเทียบกับราคาของหนังสือ ดังที่ได้ยิน“เสียงบ่น” มาบ้างแล้วว่า ถึงงานหนังสือจะคึกคัก แต่หนังสือโดยรวมก็ “แพงขึ้น”
ถึงอย่างนั้นก็เถอะ การที่มีคนกลับมาอ่านหนังสือมันมากขึ้นอย่างครึกครื้น จะอย่างไรมันก็น่าจะดีกว่าความซบเซาเงียบเหงา ส่วนปัญหาอื่นก็น่าจะพอหาทางแก้ไขหรือหนุนเสริมกันต่อไปได้

