ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แสดงทรรศนะต่อกรณีที่นายธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการสาธารณะวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทยภายใต้การบริหารงานของแม่น้ำ 5 สายว่า เชื่อมั่นว่าการขับเคลื่อนจะสำเร็จ เหมือนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งเป้าเอาไว้ ทั้งเรื่องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาคอร์รัปชั่น และการศึกษา
นอกจากสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในตัวบุคคลแล้ว น่าจะรวมถึงความมั่นใจในกลไก กระบวนการทำงาน ที่แม่น้ำห้าสายร่วมกันคิดค้นขึ้นมาด้วย
ทั้งย้ำอีกว่า ที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์อยากได้ประชาธิปไตยของปวงชนชาวไทย ไม่ใช่ประชาธิปไตยของกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด
ครับ ตรงวลีที่ว่า ประชาธิปไตยของปวงชนชาวไทย ไม่ใช่ประชาธิปไตยของกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดนี่แหละ มีคำถามและนัยให้คิดต่อมากมาย
กลุ่มหนึ่งกลุ่มใดหมายถึงใคร นักการเมืองทั้งเลือกตั้งและลากตั้ง นายทุนขุนศึก นักธุรกิจการเมือง ข้าราชการทหาร ตำรวจ พลเรือน คนรวย คนชั้นกลาง คนจน
สภาพการณ์ที่เป็นอยู่ปัจจุบันและจะดำเนินต่อไปอีกนานเท่าไหร่ไม่มีใครตอบได้ เข้าข่ายประชาธิปไตยของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งด้วยหรือไม่
ในทางหลักการไม่ว่าใครต่างล้วนเห็นด้วยทั้งสิ้นว่า ประชาธิปไตยควรเป็นของปวงชนชาวไทย ทั้งคนส่วนใหญ่และส่วนน้อยที่เห็นต่างกันแต่อยู่ร่วมกันได้
ประเด็นที่ต้องหาบทสรุปร่วมกันจึงไม่ใช่เพียงแค่ประชาธิปไตยของปวงชนชาวไทย รูปร่าง หน้าตา องค์ประกอบ เป็นอย่างไร แต่รวมเลยไปถึงประเด็นที่ว่า หนทางก้าวไปสู่ประชาธิปไตยของปวงชนชาวไทยควรเป็นอย่างไร ควรได้มาด้วยวิธีการใด ประการหลังนี่แหละเป็นปัญหา
ผู้มีอำนาจอยากเห็น อยากได้ประชาธิปไตยของปวงชนชาวไทย แต่ขณะเดียวกันก็เชื่อว่าความคิดของตัวเองถูกต้อง ประชาธิปไตยของปวงชนชาวไทยจะได้มาก็ต่อเมื่อทำตามโมเดลของแม่น้ำ 5 สาย ความเป็นจริงเช่นนี้ขัดแย้งกันในตัวมันเองหรือไม่
ประชาธิปไตยของปวงชนชาวไทยจะได้มาก็ต่อเมื่อ ต้องมีกลุ่มคนพิเศษ อำนาจพิเศษ ภายใต้ข้ออ้างสถานการณ์พิเศษ อย่างน้อยก็ 5 ปีเป็นอย่างต่ำ คอยควบคุม กำกับ ติดตามให้เป็นไปตามกลุ่มคนเหล่านี้คิดและเชื่อ
สะท้อนจากรัฐธรรมนูญที่อ้างได้ว่าผ่านการลงประชามติให้ความเห็นชอบจากประชาชนส่วนใหญ่มาแล้วต้องการเช่นนั้น การจะก้าวไปสุู่ประชาธิปไตยของปวงชนชาวไทยต้องผ่านขั้นตอนพิเศษ มีกลไก กระบวนการพิเศษในช่วงเปลี่ยนผ่าน ต้องมีองค์กรและกลุ่มคนเป็นผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ พิทักษ์ประชาธิปไตย
โดยเฉพาะวุฒิสมาชิก 50 บวก 194 194 คนถึงแม้จะมาจากการเลือกกันเองของกลุ่มอาชีพและประชาชนในจังหวัดต่างๆ แต่ก็ต้องผ่านความเห็นชอบจาก คสช. กับอีก 6 คน แม่ทัพ นายกอง ทหาร ตำรวจ เป็นโดยตำแหน่ง
เป็นความเชื่อของแม่น้ำห้าสายที่คิดสร้างเครื่องมือขึ้นมาเพื่อควบคุม กำกับ ป้องกันฝ่ายที่เห็นต่าง และฝ่ายบริหารในอนาคตที่เดินออกนอกกรอบแห่งความถูกต้องที่วางไว้ แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นฐานรองรับความมั่นคงของฝ่ายบริหารที่อาจจะมาจากกลุ่มอำนาจพิเศษ
ประเด็นนี้เองทำให้ถูกวิจารณ์มาตลอดว่าเป็นโมเดลเพื่อสืบทอดอำนาจภายใต้ข้ออ้างความหวังดี ซึ่งแม่น้ำห้าสายโต้แย้งว่า สืบทอดงานเพื่อนำไปสู่ประชาธิปไตยของปวงชน ไม่ใช่สืบทอดอำนาจ
สภาพการณ์ดังที่กล่าวมานี้หรือไม่ ถึงทำให้แนวทางการวิเคราะห์ของนายธีรยุทธออกมาอย่างตรงไปตรงมา การดำเนินนโยบายต่างๆ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเป็นการเพิ่มอำนาจแก่ข้าราชการและศูนย์กลางมากกว่ากระจายอำนาจ มีคณะกรรมการปฏิรูปต่างๆ แต่ไม่มีผลงานที่ให้ความมั่นใจได้ว่าจะแก้ปัญหาได้จริง
ยกกรณีที่เป็นรูปธรรมการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ทั้งๆ ที่มีการตั้งซุปเปอร์บอร์ดศึกษาการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจแต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นคือการแต่งตั้งประธานและกรรมการรัฐวิสาหกิจเป็นนายทหารเหล่าทัพต่างๆ จำนวนมาก
ประเด็นที่เป็นคำถามของสังคมทำนองนี้ต่างหากที่ควรจะมีคำตอบจากผู้มีอำนาจ ว่าการปฏิบัติต่างจากที่ผ่านมาตรงไหน
การป่าวประกาศถึงผลงานมากมาย 27 วาระปฏิรูป 42 ประเด็น ย้ำแล้วย้ำอีก แต่คนไม่เห็น สื่อมวลชนตาบอด ไปเชื่อและตกเป็นเครื่องมือของอีกฝ่ายหนึ่ง
ครับ คิดถึงคำกลอนสอนใจของสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส ผิดคนอื่นมองเห็นเป็นภูเขา ผิดของเรามองเห็นเท่าเส้นขน
นายกรัฐมนตรีแจกแจงในรายการค่ำวันศุกร์ 17 กุมภาพันธ์ 2560 ยาวเหยียด 35 รายการผลงาน บวกอีกหนึ่ง สมานฉันท์ ปรองดอง
ผลงานมีแต่ประชาสัมพันธ์ไม่ดี หรือผลงานไม่มีที่เป็นรูปธรรม เพราะกระจัดกระจาย ไม่จัดหมวดหมู่ ไม่มีจุดเน้น ปฏิรูปการเมืองอะไร ปฏิรูปเศรษฐกิจอะไร ปฏิรูปการศึกษาอะไร ฯลฯ จึงกลายเป็นเรื่องเชิงปริมาณ สถานการณ์เป็นเช่นเดียวกับทุกรัฐบาลที่ผ่านมา
ข้อเสนอของนายธีรยุทธจึงชัดเจนถึงยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนหรือทิศทาง ต้องให้ภาคสังคม ประชาชน เข้ามามีสิทธิอำนาจควบคู่กับความรับผิดชอบมากขึ้น โดยสร้างความเข้มแข็งเพื่อถ่วงดุลกับภาคการเมือง
ถ้าความเห็นต่าง ไม่ว่าของนายธีรยุทธหรือของใครก็ตาม ยังตกอยู่ภายใต้บรรยากาศแห่งความกลัว ความไม่ปลอดภัย เอามือซุกหีบดีกว่า ประชาธิปไตยของปวงชนชาวไทยที่อยากเห็นก็ยังห่างไกลเต็มที
สมหมาย ปาริจฉัตต์

