หน้าแรก คอลัมนิสต์ 2016-จุดเปลี่...

2016-จุดเปลี่ยนของระบบราง โดย สมเกียรติ พงษ์กันทา

24.02.16 | 16:35 น.

จากการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 21 (Conference of Parties, COP21) ของ 196 ประเทศที่กรุงปารีสเมื่อ 12 ธันวาคม 2558 ปีที่ผ่านมา มีการตกลงกันในที่ประชุมว่า จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นประเภทคาร์บอนและคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อไม่ให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มสูงไปกว่าที่เป็นอยู่นี้เกินสององศาเซลเซียส แต่ตั้งเป้าไว้ที่อยากได้จริง (ideally) คือ 1.5 องศา ถือเป็นข่าวที่ชื่นชมยินดีไปทั่วโลก เพราะประเทศในทุกภูมิภาคของโลกเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนของสภาวะอากาศจากในอดีตจนมาถึงปัจจุบัน ที่เชื่อกันว่าจะร้อนเพิ่มขึ้นที่ 5 องศาในปลายทศวรรษนี้อย่างแน่นอน และหากเมื่อถึงจุดนั้นแล้ว จะมีหลายภูมิภาคของโลกที่จะร้อนเกินกว่าจะอาศัยอยู่ได้

ถือเป็นบันไดขั้นสำคัญในการเดินหน้าลดอุณหภูมิของโลกในภาพรวม ถึงแม้จะมีมาตรการให้แต่ละประเทศสำรวจหาสาเหตุของมลพิษและมาตรการในการลดมลพิษเหล่านั้นแต่ประเทศเหล่านั้นก็มิได้พาดพิงถึงการขนส่งและระบบรางเลย

ในกรอบของการประชุมสหประชาชาติ (UN Framework Conventions) ที่ผ่านมามีผลสรุปร่วมกันได้ว่า ภาคการขนส่งเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างมลพิษส่งอากาศเสียเข้าสู่บรรยากาศมากที่สุดเป็นอันดับสองรองลงมาจากภาคอุตสาหกรรม ประมาณกันว่าร้อยละ 23 ของคาร์บอนไดออกไซด์ของอากาศเสียทั้งหมดทั่วโลกมาจากภาคการขนส่ง และคาดว่าจะเพิ่มเป็นร้อยละ 33 ใน ค.ศ.2050 จึงจำเป็นอย่างมากที่จะต้องทำให้ปริมาณของอากาศเสียในส่วนนี้ลดลงให้ได้ เป็นสาเหตุให้มีการจัดประชุมต่อเนื่องเป็นระยะๆ และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 21

หลังจากการพยายามผลักดันตลอดมาหลายสิบปี ก็ตกลงเป็นที่ยอมรับในการประชุมของสหประชาชาติว่า ระบบรางเป็นส่วนหนึ่งของการขนส่งคนและสินค้าที่สะอาดและลดมลพิษได้มากที่สุด แต่จะต้องได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัยและเชื่อถือได้ ประมาณว่าปริมาณของระบบรางมีร้อยละ9 ของการขนส่งทั้งหมด มีสัดส่วนร้อยละ 3 ในการส่งอากาศเสียเข้าสู่บรรยากาศ

การยอมรับว่าการขนส่งระบบรางช่วยลดสภาวะโลกร้อนของสหประชาชาติส่งผลให้สถาบันการเงินใหญ่ๆ ของโลก เช่น ธนาคารโลก ธนาคารแห่งการพัฒนาเอเชีย และธนาคารเพื่อการอุตสาหกรรมของยุโรป ยอมรับเป็นนโยบายสนับสนุนการพัฒนา ขยายระบบรางไปด้วย

Advertisement

มีการอ้างถึงตัวเลขสองพันล้านเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาวะของสภาวะภูมิอากาศว่าในอีก 20 ปีข้างหน้าจะมีประชากรสองพันล้านคนอพยพย้ายถิ่นฐานจากภูมิภาคชนบทเข้าไปอยู่ในชุมชนเมือง ในจำนวนนี้มีหนึ่งพันล้านคนของจีนรวมอยู่ด้วย ปัจจุบันมีประมาณสองพันล้านคนที่ยังเข้าไม่ถึงบริการของการขนส่งมวลชนสาธารณะ และมีประมาณสองพันล้านคนมีรายได้ต่ำกว่าหนึ่งดอลลาร์ต่อวัน และจากการศึกษาพบว่าในอีกยี่สิบปีข้างหน้าจะมีประชากรเพิ่มขึ้นอีกสองพันล้านคน

การเคลื่อนย้ายของประชากรเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของโลกอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ และการไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจเป็นแรงขับให้ประชากรย้ายถิ่นฐานที่อยู่จากชนบทเข้าไปสู่ชุมชนเมือง ทุกเมืองในโลกจึงต้องพัฒนา บริหารจัดการ การเดินทาง การคมนาคม ขนส่งให้ทั่วถึงกันทุกพื้นที่ของประเทศและให้กระจายไปทั่วทุกภูมิภาคของโลกโดยมีการปลดปล่อยมลพิษหรืออากาศเสียให้น้อยที่สุด

สหภาพสากลของการรถไฟซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศ ยูไอซี (International Union of Railways, หรือ Union Internationale des Chemins de Fer, UIC) ได้จัดให้มีพิธีลงนามร่วมกันรับผิดชอบต่อสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น (Railway Climate Responsibility Pledge) ของตัวแทนจากระบบรางทั่วโลกรวม 66 องค์กร จากทั่วโลกเข้าร่วมลงนามโดยให้สัตยาบันในชื่อว่าการท้าทายสภาวะโลกร้อนของระบบราง (Low Carbon Rail Transport Challenge) ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากการประชุมของสมาชิกยูไอซี ใน ค.ศ.2014 ที่ลงมติให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง ร้อยละ 50 และ ภายใน ค.ศ.2050 ให้ลดการใช้พลังงานลงร้อยละ 50 โดยยึดตัวเลขจากปี ค.ศ.1990 เป็นหลักในการเปรียบเทียบ (baseline)

และในการประชุมเดือนธันวาคม 2015 ที่ผ่านมานั้น ยูไอซีได้จัดรายการโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการลดโลกร้อนที่ยั่งยืน เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2015 จัดให้มีการอภิปรายโดยสมาคมการรถไฟท้องถิ่นของฝรั่งเศส (Fer de France) ถือวันที่ 6 ธันวาคม 2015 เป็นวันแห่งการขนส่ง (Transport Day) มีการประชุมของสมาชิกยูไอซี 540 คน ที่สำคัญงานใหญ่ของยูไอซี จัดโดยองค์กรที่เรียกตนเองว่า กลุ่มเพื่อนของการลดโลกร้อนที่ยั่งยืน (Partnership on Sustainable Low Carbon Transport) และมีการจัดรถไฟขบวนพิเศษจากกรุงปักกิ่งสำหรับผู้แทนที่เดินทางเข้าร่วมประชุมไปยังกรุงปารีส มีเส้นทางผ่านมองโกเลียและรัสเซีย

เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายและวัตถุประสงค์ โดยไม่ต้องไปแข่งกับระบบหรือภาคใดวงการขนส่งคงจะต้องปฏิรูปด้วยการสร้างรูปลักษณ์ของงาน (model) ขึ้นเองเพื่อให้ได้ผลดีที่สุด (Compliance Optimal Model) โดยให้ทุกภาคหน่วยของการขนส่งมีส่วนร่วม

ต้องเข้าใจว่า ระบบรางนั้นมีต้นทุนสูง ทั้งการก่อสร้าง การเดินรถ การบริหารจัดการและไปถึงไม่ถึงประตูบ้านของผู้โดยสาร ถ้ามีผู้ใช้บริการน้อยก็ไม่คุ้มค่าการลงทุน ระบบรางอาจช่วยลดโลกร้อน แต่มันจะต้องมีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ตรงต่อเวลา เชื่อถือได้ ราคาค่าโดยสารไม่แพงมาก เพื่อให้ประชาชนยอมรับ ใช้ในการเดินทางของตน เป็นกระดูกสันหลังของการขนส่ง ในเมือง ชานเมือง ระหว่างเมือง และระหว่างประเทศ ของทั้งคนและสินค้าและเพื่อสนับสนุนระบบราง รัฐต้องจัดประสานการขนส่งทางถนนให้ลงตัว เสริมด้วยระบบการขนส่งบนถนนด้วยรถประจำทางเป็นยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า แบตเตอรี่ หรือเชื้อเพลิงที่ลดมลพิษ

วิธีนี้ถือเป็นตัวอย่างในการบริหารจัดการ การขนส่งทั้งระบบ ที่จะสามารถลดการปลดปล่อยมลพิษและไอเสียของภาคการขนส่งให้ได้ผล

ความสำคัญต่อมาของการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 21 (COP21) คือปรากฏการณ์ของความร่วมมือในองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization For Economic Cooperation and Development, OECD) ที่คาดการณ์ไว้ว่า การขนส่งสินค้าจะเพิ่มขึ้นสี่เท่าในยี่สิบปีข้างหน้า และการขนส่งคนจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 50 เพื่อให้เข้าเป้าของการลดการปลดปล่อยมลพิษ ลดโลกร้อน เพื่อลดอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นของโลกลงให้ได้ 2 องศาเซลเซียสนั้น จะต้องใช้งบลงทุนสำหรับการขนส่งทั้งหมดประมาณ 11 ล้านล้านเหรียญ (11 trillion US dollars) และประมาณ 5 ล้านล้าน หรือร้อยละ 40 สำหรับระบบราง

จอน ปิแอร์ ลูบิน๊อกซ์ (Jean-Pierre Loubinoux, UIC Secretary General) ให้ความเห็นว่าโครงการนี้จะประสบผลสำเร็จได้เท่าใดนั้นคงจะขึ้นอยู่กับการระดมทุนปล่อยเงินกู้ของสถาบันการเงินใหญ่ๆ ของโลก และขณะเดียวกัน มาธาร์ ลอเร็นซ์ จากธนาคารโลก (Martha Lawrence Senior Transport Specialist with World Bank) ได้ให้ความเห็นว่ายังมีปัญหาและช่องว่างของการขนส่งอยู่ในอีกหลายประเทศ และทางธนาคารโลกก็ได้พยายามแนะชี้ช่องทางการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นอยู่ เช่น ประเทศอินเดีย พยากรณ์ว่าใน ค.ศ.2032 ผู้โดยสารจะเพิ่มจากปัจจุบัน 10 ล้านล้านคน-กิโลเมตร เป็น 169 ล้านล้านคน-กิโลเมตร (from 10to 169 trillion passenger-kilometers) และการขนสินค้าจะเพิ่มขึ้นจาก 2 เป็น 13 ล้านล้านตัน-กิโลเมตร (from 2 to 13 trillion ton-Kilometers) ซึ่งอยู่ในโครงการขับเคลื่อนอินเดียสู่ ค.ศ.2032 นี้ (Moving lndia to 2032) จะต้องเพิ่มการขนส่งสินค้าทางราง จากปัจจุบันร้อยละ 33 เป็นร้อยละ 50 ในขณะที่ภาคการขนส่งคนนั้นเต็มที่ทุกระบบแล้ว การเพิ่มการพัฒนาและขยายโครงการโครงสร้างของระบบรางจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง และธนาคารโลกก็ยินดีให้การสนับสนุนโดยเสนอแนะให้อินเดียตั้งกองทุนระบบราง (Railways of India Development Fund) เพื่อที่จะดึงดูดภาคเอกชนให้มาร่วมลงทุน และในขณะเดียวกันที่ประเทศจีนก็จัดให้มีการการลงทุนที่ต่อเนื่อง โดยแสดงให้เห็นว่าระบบรางนั้นมีรายได้เข้าอย่างสม่ำเสมอ

และแนะว่ารัฐจะต้องมีนโยบายที่ชัดเจน ออกระเบียบ กฎหมาย ข้อบังคับ รวมทั้งสร้างสภาวะแวดล้อมเพื่อเอื้ออำนวยให้ภาคเอกชนมาร่วมลงทุนกับรัฐด้วย

ธนาคารแห่งการพัฒนาเอเชีย เอดีบี (ADB Asian Development Bank) ให้ความเห็นว่าแต่ละประเทศในเอเชียต่างก็มีการพัฒนาที่ขาดดุลกัน ต้องเจียดงบประมาณไปให้ด้านที่ขาดแคลนและจำเป็น จึงควรต้องมีวิธีในการหาเงินมาเพื่อการพัฒนาระบบการขนส่ง เช่น

1.พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพิ่มราคาที่ดินเมื่อการขนส่งเข้าไปถึง

2.เก็บภาษีเพิ่มสำหรับเขตพื้นที่ที่ได้รับผลประโยชน์จากการขนส่ง3.ให้เอกชนร่วมลงทุน (Public Private Partnership,PPP)

ในการประชุม COP21 ที่ผ่านมา มีร้อยละ 90 ของประเทศที่เข้าร่วมประชุมตกลงเห็นพ้องกันว่า การขนส่งสาธารณะเป็นภาคหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อการปล่อยอากาศเสียขึ้นสู่บรรยากาศส่งผลให้โลกร้อนขึ้น (Intended Nationally Declared Contributions, INDC) และมีบางประเทศแจ้งว่า ได้วางแผนรับมือเรียบร้อยแล้ว การปรับปรุงและขยายระบบรางเพื่อเพิ่มปริมาณการขนส่งถือเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งในการสู้กับสภาวะโลกร้อน (Mitigating Greenhouse Gas Emissions) และสถาบันการเงินต่างๆ เช่น ธนาคารโลก ก็ตกลงที่จะเพิ่มทุนเพื่อการลดโลกร้อน (Climate Finance) ธนาคารแห่งการพัฒนาเอเชีย ตั้งชื่อโครงการนี้ว่ายุทธศาสตร์ 2020 (Strategy 2020) พร้อมเพิ่มงบให้ทั้งหมดปีละ 20 พันล้านเหรียญ (20 billion dollars) จนถึง ค.ศ.2020 หรือประมาณว่า ปีละ 1.5 พันล้านเหรียญ สำหรับระบบรางสำหรับสถาบันการเงินของสหภาพยุโรป และภูมิภาคอื่นๆ ต่างก็มีนโยบายให้การสนับสนุนโครงการขยายการขนส่งมวลชนระบบรางนี้เช่นกัน

การสนับสนุนของสถาบันการเงินเหล่านั้นคงยังไม่พอที่จะสร้างความมั่นใจให้รัฐบาลแต่ละประเทศได้ องค์กรการขนส่งระบบรางเองอาจจะต้องออกมาเคลื่อนไหวสร้างความเชื่อมั่นให้เห็นชัดในรูปของการขนส่งที่มั่นคงและยั่งยืน สหภาพการขนส่งนานาชาติ เช่น ยูไอซี (UIC) จะต้องเป็นผู้นำในการเพิ่มความรู้ เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการศึกษา วิจัย และปฏิบัติ เช่น การเดินรถอัตโนมัติ การลดพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนขนส่งผู้โดยสารและสินค้าส่งคืนพลังงานเมื่อรถชะลอความเร็ว (Braking Technology) การพัฒนาเครื่องยนต์ใหม่ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ชาวโลก ว่าจะทำกันจริง

ในปี 2016 นี้เราทั้งโลกจะเริ่มโครงการขยายและปรับปรุงระบบรางเพื่อลดโลกร้อนให้เห็นเด่นชัด เป็นกรรมวิธีที่ต่อเนื่อง การตกลงกันในที่ประชุม COP21 ที่กรุงปารีสเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2015 จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของการต่อสู้เพื่อการอยู่รอดร่วมกันของประชากรชาวโลกและพวกเราชาวไทยทุกคน