8มีนาคม เป็นวันสตรีสากล เพิ่งผ่านมาสองวัน ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับสตรีต่างดำเนินการเรียกร้อง “สิทธิสตรี” เพื่อให้โลกซึ่งยังเป็นเรื่องของบุรุษยอมรับเรื่องของสิทธิสตรีเพิ่มมากขึ้น กระทั่งถึงขั้น “เท่าเทียมกัน”
“สิทธิสตรี” สำหรับผู้หญิงไทยอย่างเป็นทางการมีกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทั้งฉบับที่อยู่ระหว่างรอรับพระราชทานกลับคืนมาเพื่อประกาศใช้ต่อไป และฉบับก่อนหน้านี้ ความว่า
“บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน” ทั้งระบุไว้ชัดเจนว่า “ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน”
“การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมือง อันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเหตุอื่นใด จะกระทำมิได้”
การคุ้มครองให้บุคคลมีสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมกันทางกฎหมาย อาจไม่จำเป็นต้องกำหนดไว้ว่า
“ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน”
เพราะเรื่องของเพศสภาพไม่ว่าชายจริงหญิงแท้ หรือสภาพตามกำหนดไว้ในทะเบียนราษฎร ทุกวันนี้ เรื่องของสิทธิเสรีภาพมิได้มีความแตกต่างกันแม้แต่น้อย
เว้นแต่สภาพทางเพศซึ่งเป็นเรื่องของธรรมชาติ และอาจมาปรุงแต่งภายหลัง เป็นสิทธิและเสรีภาพของแต่ละบุคคล ซึ่งมิใช่เรื่องของสิทธิเสรีภาพตามความหมายที่แท้จริง
เป็นอันว่า ทุกวันนี้ประเทศไทยเรื่องสิทธิเสรีภาพของหญิงและชาย หรือเพศสภาพอื่นย่อมมีสิทธิเท่าเทียมกัน เว้นแต่จะมีกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ เช่น การอุปสมบทในพุทธศาสนา ขณะที่เฉพาะเพศหญิงเท่านั้นจะอุปสมบทมิได้ ส่วนผู้ที่มีเพศสภาพผิดแผกไป ขณะยังมีกำหนดไว้ว่าเป็นผู้ชาย อุปสมบทได้ตามปกติ
วรรคห้าของมาตรานี้ กำหนดว่า “บุคคลผู้เป็นทหาร ตำรวจ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ และพนักงานหรือลูกจ้างขององค์กรของรัฐย่อมมีสิทธิและเสรีภาพเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป เว้นแต่ที่จำกัดไว้ในกฎหมายเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเมือง สมรรถภาพ วินัย หรือจริยธรรม”
ด้วยเหตุนี้ ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช จึงเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีกฎหมายเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเมือง
ขณะที่บุคคลมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เคารพและไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น และไม่กระทำการใดที่อาจก่อให้เกิดการแตกแยกหรือเกลียดชังในสังคม ทั้งที่แม้มีสิทธิและเสรีภาพความเชื่อทางศาสนา แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพผู้อื่น และไม่กระทำการใดที่อาจก่อให้เกิดความแตก แยกหรือเกลียดชังในสังคม
ประเทศไทยอาจเหมือนกับหลายประเทศที่ประกอบด้วยอาณาจักรและศาสนาจักร ขณะที่ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก
หมายความว่า นอกจากจะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแล้ว พระมหากษัตริย์ยังทรงเป็นพุทธมามกะที่พระสงฆ์ในบวรพุทธศาสนาต้องปฏิบัติตามกฎหมายและพุทธวินัยอันเป็นกฎหมายของประเทศและกฎหมายของสงฆ์ มิใช่จะกระทำการใดโดยถือเอาวินัยสงฆ์เพียงอย่างเดียวมิได้
ดังนั้น การที่สงฆ์จะดำเนินการใดก็ตาม แม้แต่การอบรมสั่งสอนประชาชน จึงต้องดำเนินไปตามกฎหมายของบ้านเมืองและวินัยสงฆ์อย่างเคร่งครัด มิให้แตกหน่อแตกกอออกไปตามใจตนเอง หรือกำหนดลัทธิของตัวเองขึ้นมา แม้จะกระทำได้ด้วยสิทธิเสรีภาพอันไม่ขัดต่อกฎหมายก็ตาม
กรณีธรรมกายจะเป็นประการใดต่อไป ขอพุทธศาสนิกชนพึงสำเหนียกให้จงหนักเถิด สาธุ
เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์

