การอ่านไม่ใช่รากฐานวัฒนธรรมของไทยมาแต่โบราณกาล ดูง่ายๆ จากอักษรไทยมีใช้ (เขียนภาษาไทย) ช้ากว่าอักษรอื่นๆ เช่น อักษรมอญ อักษรเขมร อักษรกวิ (ทางมลายู)
หลังมีอักษรไทยก็ใช่ว่าการอ่านจะแพร่หลาย เพราะเป็นที่รับรู้อยู่เฉพาะในหมู่คนชั้นมีปัญญา เช่น นักบวช, เจ้านาย ฯลฯ ส่วนสามัญชนคนทั่วไปอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้
วัฒนธรรมตาดู หูฟัง
คนพื้นเมืองของสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ รวมคนไทย รู้เรื่องราวนอกชีวิตประจำวัน ผ่าน “ตาดู หูฟัง” การละเล่น หรือการแสดง เช่น ละครชาวบ้าน (ละครชาตรี, ละครนอก), เพลงชาวบ้าน (ขับไม้, ลำแคน, ฉ่อย, ปรบไก่ ฯลฯ) และคำบอกเล่า เช่น ตำนานต่างๆ และนิทาน
ทุกวันนี้การศึกษากว้างขวางมาก แต่คนจบการศึกษาทุกระดับยังติดละครโทรทัศน์ (พอๆ กับคนแต่ก่อนติดลิเกตามวิกต่างๆ) รวมถึงเล่าข่าว และวิเคราะห์ข่าวผ่านทีวีและ โซเชียล
โดยเฉพาะขณะนี้แพร่หลายกว้างขวางมากที่ทั่วไปเรียกขานว่า “เฟซบุ๊ก ไลฟ์” (ขอประทานโทษ ถ้าผมเรียกผิด เขียนผิด เพราะล้าหลังทางเทคโนโลยี เปิดไม่เป็น ไม่มีเครื่องมือ จึงไม่เคยดู)
เล่าข่าวทางทีวี หรือทางเครื่องมืออื่นๆ เป็นสภาพแวดล้อมใหม่ทางการแบ่งปันความรู้ผ่านหูและตา แล้วโน้มน้าวชักจูงให้คนที่ดูและฟังตามไปอ่านจากแหล่งข้อมูลข่าวสารและหนังสืออย่างอื่นเพิ่มเติมตามสภาพตามสมควร ผมเชื่ออย่างนั้น
อย่างถอนตัวไม่ขึ้น ทุกวันนี้ผมเสพติด Voice TV ตั้งแต่เช้าตรู่ Wake Up News จนเข้านอนตอนกลางคืน Tonight Thailand (ถ้าหลับก่อน ก็ตื่นดูตอนตีห้าครึ่ง ที่ออกอากาศซ้ำ) จนต้องตามไปดูตลอดเช้าเสาร์-อาทิตย์ รวมรายการอื่นๆ ที่เกี่ยวกับข่าวและวิเคราะห์ข่าว
พื้นฐานสติปัญญาของผมไม่ฉลาด จึงไม่สามารถค้นคว้าหาความรู้ด้วยตัวเองได้ทุกอย่าง ถึงอ่านได้ในหลายอย่างก็เข้าใจไม่ได้ ต้องพึ่งพาอาศัยเสพติดคำบอกเล่าผ่าน Voice
ฟังไปอ่าน
นักเรียนเขียนผิด และใช้คำผิดความหมายค่อนข้างมาก ทั้งสะกดคำ, คำควบกล้ำ, การันต์, จนถึงใช้ศัพท์สแลง ฯลฯ เป็นผลสอบข้อเขียนหรืออัตนัย ของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ซึ่งไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย
ถ้าอ่านบ่อยๆ เขียนบ่อยๆ ผิดบ่อยๆ แก้ไขบ่อยๆ มีประสบการณ์สักระยะหนึ่งจะดีขึ้นเอง โดยเชื่อว่าความผิดพลาดจะลดลง ถ้าไม่บังคับ ขู่เข็ญ และไม่กะเกณฑ์เกรี้ยวกราด เยาะเย้ยถากถาง
แต่ต้องโน้มน้าวชักจูงอย่างต่อเนื่องไม่มีหยุด ให้อ่านบ่อยๆ เขียนบ่อยๆ ฯลฯ ด้วยวิธีสร้างสภาพแวดล้อมชวนอ่านสารพัดหนังสือ เช่น ผ่านตาดูหูฟังเล่าข่าว ฯลฯ
ถ้านักเล่าข่าวที่มีประสิทธิภาพ ช่วยกระตุ้นให้คนดูคนฟังไปอ่านหนังสือเพิ่ม ก็ยิ่งวิเศษนัก
การศึกษา 4.0 ไม่ควรคับแคบแค่อ่านเท่านั้น ต้องกว้างขวางถึงตาดูหูฟัง มิฉะนั้นล้าหลังตกขอบ
ปิดกั้น-เปิดกว้าง
รายการทีวีมีหลากหลาย ให้คนเลือกเสพตามสะดวก
แต่รัฐบาลเผด็จการในโลกไม่ต่างกัน คือปิดกั้นข้อมูลข่าวสารความรู้ก้าวหน้าเป็นสากล แต่เปิดกว้างรายการน้ำเน่ามอมเมาคนดู ไม่คิดถึงความเดือดร้อนทางสังคมและเศรษฐกิจรอบตัวที่ก่อขึ้นโดยรัฐบาลเผด็จการ
ผมมีประสบการณ์ตรง ตั้งแต่ พ.ศ. 2500-2516 ใต้อำนาจเผด็จการทหารสฤษดิ์-ถนอม-ประภาส ตอนนั้นก็เตลิดเพลิดเพลินบันเทิงเริงรมย์กับสื่อที่เต็มไปด้วยข่าวดารากับนักร้อง รวมถึงข่าวเสพสามัคคีรส ไม่ต้องรู้อย่างอื่น เพราะถูกห้ามรู้ จึงไม่มีในสื่อ จนท้ายสุดคนทั้งหลายก็ไม่อยากรู้ไปเอง แล้วถูกมอมเมาว่าการเมืองเป็นเรื่องสกปรกสืบจนบัดนี้
กระทั่งราวหลัง พ.ศ. 2510 ถึงเริ่มมีความเคลื่อนไหวทางสังคมการเมือง นำเข้าสู่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
สังคมไทยบัดนี้ย้อนยุค พ.ศ. 2500 หรือไม่? ผมไม่สันทัดจัดเจน แต่ขอให้อ่านข่าวจากมติชน มีความโดยสรุปว่า
ในการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ที่ประชุมบอร์ด พิจารณาการออกอากาศเนื้อหารายการ Wake Up News ทางช่องวอยซ์ทีวี เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ได้นำเสนอประเด็น “ดีเอสไอเผยคลิปนาทีเจ้าหน้าที่สาวถูกพระธรรมกายตบกล้อง” และ “โพลล์เผย 2 ปี 6 เดือน ประชาชนปลื้มบิ๊กตู่น้อยลง” โดยนำความเห็นของผู้ชมมาอ่านในรายการ ซึ่งเป็นเนื้อหาที่อาจเข้าข่ายขัดต่อประกาศ คสช. บางฉบับ รวมทั้งอาจขัดต่อข้อกำหนดในบันทึกข้อตกลงที่ได้ทำไว้ร่วมกับสำนักงาน กสทช. และมาตรา 37 แห่งพ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551
โดยภายหลังการพิจารณาแล้ว บอร์ด กสท. ได้มีมติให้คณะอนุกรรมการด้านผังและเนื้อหารายการไปพิจารณาข้อกฎหมายเพิ่มเติมว่าผิดหรือไม่ และให้นำเสนอบอร์ด กสท. ภายในสัปดาห์หน้า
(มติชน ฉบับวันอังคารที่ 7 มีนาคม 2560 หน้า 10)
วอยซ์ทีวีโดนหลายคดีต่อเนื่องจากพวกคนดีทั้งหลาย จนผมเองจำไม่ได้ว่ากี่คดี?
จะรังแกและรังควานกันไปถึงไหน? อะไรๆ ก็เอาไปเกือบไม่มีเหลือแล้ว ยังไม่พออีกหรือ? ขอไว้ดูอะไรที่ไม่งี่เง่ามั่งไม่ได้หรือไงวะ?

