หน้าแรก คอลัมนิสต์ ดุลยภาพดุลพิน...

ดุลยภาพดุลพินิจ : การย้ายถิ่นหาคู่-คนไทยในสวีเดน

8.11.24 | 12:22 น.

ดุลยภาพดุลพินิจ : การย้ายถิ่นหาคู่-คนไทยในสวีเดน

สวีเดนเป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลกอันดับ 4 ตามการจัดอันดับโดยนิตยสารฟอร์บส์ ปี 2567 (รองจากฟินแลนด์ เดนมาร์ก และไอซ์แลนด์) จึงเป็นประเทศในฝันของคนเอเชียและคนไทยหลายคนที่อยากไปใช้ชีวิตที่นั่นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนย้ายถิ่นหาคู่ (Marriage migration) บทความนี้อาศัยประสบการณ์ตรงของผู้เขียน (กระจ่างศรี) ซึ่งไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 13 ปี มาแบ่งปันกัน

สวีเดนเป็นประเทศในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย ซึ่งประกอบไปด้วย นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ก ฟินแลนด์ และไอซ์แลนด์ ตั้งอยู่ในยุโรปเหนือ มีพื้นที่ประมาณ 450,000 ตารางกิโลเมตร (ประมาณร้อยละ 90 ของพื้นที่ประเทศไทย (513,120 ตร.กม.)) ก็นับว่าไม่เล็กเพราะมีประชากรเพียง 11 ล้านคน สวีเดนจึงนับเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มนอร์ดิกและใหญ่ที่สุดเป็นอันดับห้าในทวีปยุโรป ภาษาที่ใช้เป็นภาษาสวีดิช

การที่สวีเดนมีประชากรไม่มากนักทำให้ตลาดในประเทศเล็กจึงต้องพึ่งพาการส่งออก สวีเดนจึงเป็นแหล่งกำเนิดของบริษัทที่ประสบความสำเร็จในตลาดโลกจำนวนมาก เช่น วอลโว่ (Volvo) ซาบ (Saab) อีริกส์สัน (Ericsson) อีเลคโทรลักซ์ (Electrolux) อิเกีย/อิเคยะ (IKEA) โฮเอ็ม (H&M) เป็นต้น ในปี 2562 คนสวีเดนประมาณ 2.6 ล้าน (25.5%) มีพื้นเพเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งเกิดในต่างประเทศหรือเกิดกับบิดา มารดาที่เกิดในต่างประเทศ ในแต่ละภูมิภาคของสวีเดนมีอุณหภูมิแตกต่างกัน ด้านที่อยู่ติดขั้วโลกเหนือ ฤดูหนาวอากาศจะหนาวมาก และฤดูร้อนจะสั้น สวีเดนจัดเป็นรัฐสวัสดิการขนานแท้ที่มีการดูแลคนในประเทศตั้งแต่เรื่องสุขภาพ การศึกษา การทำงาน จนกระทั่งขนส่งสาธารณะ ด้วยเงินจากการเก็บภาษีที่ค่อนข้างสูง (ร้อยละ 30 สำหรับรายได้ปีละไม่เกิน 615,300 สวีดิชโครนหรือโครนาสวีเดน (SEK) และร้อยละ 50 สำหรับรายได้
ปีละเกิน 615,300 SEK)

การเข้าเมืองของสวีเดนมีอยู่ 5 ประเภท คือ (1) แรงงานต่างด้าว (2) คู่สมรส (3) การเข้าเมืองตามข้อตกลง EU/EEA (ซึ่งถือว่าคนในประเทศกลุ่ม EU เป็นคน EU จึงสามารถเข้าประเทศ EU ทุกประเทศได้อย่างเสรี) (4) นักเรียน และ (5) ผู้ลี้ภัย

Advertisement

ในปี 2567 มีคนไทยในสวีเดนกว่า 7 หมื่นคนซึ่งรวมคนไทยที่อยู่ในสวีเดนและถือ 2 สัญชาติด้วย เป็นผู้หญิงประมาณร้อยละ 80 ซึ่งในกลุ่มนี้ร้อยละ 90 เป็นผู้สมรสกับคนสวีดิช รองลงมาร้อยละ 7 เป็นแรงงานซึ่งส่วนใหญ่เข้าไปรับจ้างเก็บผลไม้ป่า (ประมาณ 6 พันคน) และร้อยละ 0.4 หรือราวๆ 250-600 คน เป็นพนักงานนวดสปา

เนื่องจากผู้เขียน (กระจ่างศรี) เป็นผู้เข้าเมืองประเภทผู้สมรสกับคนสวีดิชหรือ “ผู้ย้ายถิ่นหาคู่” (Marriage migrant) จึงขอแชร์ประสบการณ์การทำงานในส่วนนี้เป็นหลัก และเนื่องจากได้ไปอยู่สวีเดนเมื่อ 20 ปีกว่าแล้ว ข้อมูลบางส่วนอาจมีการเปลี่ยนแปลงแต่ก็ได้ปรับให้เป็นปัจจุบันเท่าที่พอทำได้แล้ว

การเข้าไปอยู่อาศัยในสวีเดนของคนต่างด้าว หรืออินวาลดราแร๊ะ (invandrare) ในภาษาสวีดิช ต้องได้รับใบอนุญาตอยู่อาศัย (Residence permit) ก่อนจึงจะสามารถทำงานได้ เนื่องจากภาษาราชการของประเทศสวีเดนคือภาษาสวีดิช ผู้ที่ย้ายเข้ามาที่มีอายุมากกว่า 16 ปี จะได้รับสิทธิในการเรียนภาษาสวีดิชสำหรับชาวต่างชาติ เอสฟีหรือเอสเอฟไอ (SFI : Svenska För Invandrare) ซึ่งเป็นการสอนภาษาสวีดิชขั้นพื้นฐานให้กับผู้ใหญ่ที่ไม่ได้ใช้ภาษาสวีดิชเป็นภาษาแม่ โดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน

ประเทศสวีเดนไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ ทำให้คนไทยที่เป็นผู้ใหญ่และย้ายไปอยู่ที่นั่นจำเป็นต้องเรียนภาษาสวีดิชเพื่อการสื่อสารขั้นพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม เด็กสวีเดนจะเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่ ป.1 หรือ ป.2 และเรียนภาษาที่ 3 ใน ป.5 หรือ ป.6 ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงเรียน คนสวีเดนพูดภาษาอังกฤษได้ดีพอๆ กับการพูดภาษาแม่ แต่ก็เลือกที่จะพูดภาษาสวีดิชมากกว่าเพราะเป็นภาษาราชการ คนต่างชาติบางคน (รวมทั้งกระจ่างศรี) จบปริญญาโทแล้วย้ายไปอยู่ที่นั่น ด้วยพื้นฐานทางการศึกษาที่สูงทำให้เรียนเอสฟีจบภายในปีแรกและสามารถเรียนศึกษาผู้ใหญ่จนจบระดับมัธยมศึกษาตอนปลายแต่ก็ยังค่อนข้างมีปัญหาในการสื่อสาร ออกเสียงไม่ถูก สื่อสารลำบาก เนื่องจากไปเรียนอย่างเดียวและสื่อสารกับเพื่อนต่างชาติด้วยโดยเฉพาะคนเอเชียด้วยกัน ทำให้ฟังสำเนียงกันเองการพูดก็จะแปร่งๆ แต่คนไทยที่ได้เข้าสู่ระบบทำงานแล้วก็ไม่อยากที่จะออกมาเรียนศึกษาผู้ใหญ่ เพราะสามารถพูดและฟัง สื่อสารได้เพียงแต่ยังขาดทักษะด้านการอ่านและการเขียน ทำให้ขาดความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน หรือการเปลี่ยนสายอาชีพ หากคนใดมีความพยายามในการศึกษาเพิ่มเติม ก็จะทำให้สามารถเปลี่ยนสายอาชีพได้ หรือในสายงานทำความสะอาด ก็จะขึ้นเป็นระดับหัวหน้างานได้ไม่ยาก

นอกจากการเรียนภาษา หญิงไทยที่เข้าไปอยู่สวีเดนหลายคนก็ต้องการทำงานเป็นอันดับแรกเพื่อให้มีเงินใช้รวมทั้งการส่งเงินกลับไปเมืองไทย ซึ่งในสวีเดนจะมีสำนักงานจัดหางานเป็นศูนย์กลางการติดต่อระหว่างนายจ้างและผู้ต้องการหางาน โดยมีหน้าที่ในการจัดหางานให้กับชาวต่างชาติที่เข้ามาใหม่เพื่อให้สามารถปรับตัวให้เข้ากับตลาดแรงงานของประเทศสวีเดนได้โดยเร็วที่สุด ด้วยความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งเรื่องการเรียนภาษาสวีเดน

อาชีพที่หญิงไทยในสวีเดนส่วนใหญ่นิยมทำและหาได้ไม่ยากคือพนักงานทำความสะอาด หรือการทำงานในร้านอาหาร ซึ่งในสวีเดนอาชีพทุกอาชีพมีความสำคัญไม่ต่างกัน ไม่มีการแบ่งชั้น เนื่องจากสวีเดนมีสวัสดิการที่ดีที่มาจากการเก็บภาษีแรงมากจากประชาชน และเงินภาษีที่เก็บไปโดยเฉลี่ยร้อยละ 42 จะใช้เพื่อการประกันสังคม ร้อยละ 27 เพื่อการศึกษาและการรักษาพยาบาล ในขณะที่ร้อยละ 5 ใช้ด้านการทหาร คนที่ทำงานและเสียภาษีจึงภูมิใจในงานของตนเพราะการนำภาษีไปใช้ระบบสวัสดิการอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยไม่ว่าจะเป็นเงินประกันสุขภาพที่รักษาฟรี การศึกษาฟรี เงินช่วยเหลือในการดูแลเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนอายุครบ 18 ปี เงินบำนาญให้ผู้สูงอายุ เงินประกันการว่างงาน ขนส่งสาธารณะ และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ

แม้หญิงไทยที่ไปสวีเดนส่วนใหญ่มีข้อด้อยในเรื่องของภาษาแต่ก็มีข้อเด่นในลักษณะที่มีความเป็นแม่บ้านแม่เรือน มีความละเอียดลออ พิถีพิถัน ความเอาใจใส่ อันเป็นลักษณะเฉพาะของหญิงไทยที่ถูกใจพ่อบ้านต่างแดน ดังนั้นงานทำความสะอาดก็คืองานบ้านนั่นเองที่หญิงไทยเรามีความถนัดและชำนาญมาก และทำได้ดีเมื่อเทียบกับชาติอื่นบวกกับมีความอดทนจึงเป็นที่ยอมรับและเป็นที่ต้องการของสถานประกอบการ ทำให้หญิงไทยในสวีเดนจะมีเครือข่ายในการทำงานที่แนะนำฝากฝังกันแบบทำดีบอกต่อ ท่านผู้อ่านที่มีโอกาสเดินทางไปสวีเดนและเข้าพักในโรงแรมก็จะมีโอกาสสูงที่จะพบพนักงานที่เป็นคนไทย ส่วนในกรณีของงานในร้านอาหาร การทำอาหารเป็นทักษะติดตัวของคนไทย และอาหารไทยไม่แพ้อาหารชาติใดในโลก ยกตัวอย่างในงานโรงเรียนของลูกหรืองานสังสรรค์ในที่ทำงานแล้วให้มีการนำอาหารนานาชาติมา ทุกคนในงานจะคาดหวังและรอชิมอาหารไทย เช่น เปาะเปี๊ยะทอด ต้มยำกุ้ง ต้มข่าไก่ เป็นต้น ซึ่งเป็นอาหารที่คนไทยในต่างแดนส่วนใหญ่ทำเป็น จึงไม่ต้องแปลกใจหากอาชีพทำความสะอาด และการทำงานในร้านอาหาร จะเป็นอาชีพยอดฮิตของหญิงไทยในต่างแดน

อีกอาชีพหนึ่งคือร้านนวดไทยก็เป็นที่ยอมรับและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศจนนวดไทยได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจากยูเนสโกเมื่อปี พ.ศ.2562 เนื่องจากเราอยู่กับภูมิปัญญาการนวดมาแต่โบราณ สมัยก่อนเวลาปู่ ย่า ตา ยาย รู้สึกเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวมักใช้ให้ลูกๆ หลานๆ ขึ้นไปเหยียบๆ นวดๆ ให้หายเมื่อยล้า จากจดหมายเหตุลาลูแบร์ ยังมีการกล่าวถึงการนวดไว้ด้วยว่า “ในกรุงสยามนั้นถ้าใครป่วยไข้ลง ก็จะเริ่มให้ยืดเส้นยืดสาย โดยมีผู้ชำนาญในทางนี้ขึ้นไปแล้วใช้เท้าเหยียบ” ในสวีเดนนอกจากร้านอาหารไทยที่เป็นที่ได้รับความนิยมแล้ว ร้านนวดไทยก็เป็นอีกร้านที่ได้รับความนิยมไม่น้อยเช่นกันที่แม้จะมีจำนวนไม่มากซึ่งมีบางส่วนที่เป็นแรงงานนอกระบบ คือ การมาใช้วีซ่าท่องเที่ยวเพื่อมาทำงานในร้านอาหารไทยหรือร้านนวดไทยที่มีเจ้าของเป็นคนไทย โดยรับเป็นเงินดำคือเงินสดที่ไม่มีการเสียภาษี โดยจะมีค่าแรงที่ถูกมากๆ

จากที่กล่าวมาข้างต้นเป็นแรงงานไทยที่ได้รับใบอนุญาตอยู่อาศัยซึ่งจะแตกต่างจากแรงงานไทยที่ไปเก็บผลไม้ป่าที่สวีเดนซึ่งจะมาตามฤดูกาล เมื่อหลายสิบปีก่อนการไปเก็บผลไม้ป่าที่สวีเดนมีรายได้ต่อเดือนเมื่อเทียบกับเงินไทยแล้วประมาณแสนกว่าบาท แต่ปัจจุบันแรงงานเก็บผลไม้ป่าดังกล่าวประสบปัญหาหลายประการซึ่งในบทความนี้ไม่มีเนื้อที่พอจึงขอผ่านไปก่อน

สำหรับหญิงไทยที่ไปอยู่ในสวีเดนก็มีเรื่องที่ต้องระวัง ซึ่งงานวิจัยโดยองค์กรด้านสุขภาพสตรี (BMC Women’s Health : Pongthippat 2024) ได้เตือนว่า ในระยะหลัง การย้ายถิ่นหาคู่ (Marriage migration) ของผู้หญิงที่ไปแถวๆ สวีเดนนั้นมีความเสี่ยงต่อความผิดหวังไม่น้อย ต้องประสบกับการเลือกปฏิบัติ การแสวงหาประโยชน์ทางเพศหรือถูกบังคับให้ขายตัว การค้ามนุษย์และการถูกทารุณกรรม และเกิดโรคต่างๆ ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวได้ศึกษากรณีของหญิงไทยพบว่าต้องประสบปัญหาโรคหลายอย่าง ทั้ง สุขภาพจิต สุขภาพกาย ปัญหาสังคม และความบกพร่องของสุขภาพทางปัญญา (Spiritual health dilemmas)

การหวังน้ำบ่อหน้าในสวีเดนสมัยนี้ต้องคิดให้รอบคอบ การลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยง