หน้าแรก คอลัมนิสต์ สะพานแห่งกาลเ...

สะพานแห่งกาลเวลา : เมื่อหวัดนกกลายพันธุ์

11.11.24 | 12:34 น.
(ภาพ-wikimedia)

สะพานแห่งกาลเวลา : เมื่อหวัดนกกลายพันธุ์

สํ านักงานเพื่อการควบคุมและป้องกันโรค (ซีดีซี) ของสหรัฐอเมริกา เผยแพร่รายงานผลการศึกษาวิจัยล่าสุดว่าด้วยการปรับตัวของเชื้อไวรัส เอช5เอ็น1 หรือที่เรารู้จักกันทั่วไปในชื่อ ไวรัสไข้หวัดนก ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ พบว่าเชื้อไข้หวัดนกเริ่มปรับตัว กลายพันธุ์ เพิ่มขีดความสามารถในแพร่ระบาดในหมู่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้ดีมากขึ้น จนสามารถระบาดในหมู่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมด้วยกันได้แล้ว แม้จะยังไม่ง่ายดายเหมือนกับการระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (อินฟลูเอนซา ไวรัส) ก็ตามที

สาเหตุที่ต้องมีการศึกษาวิจัยดังกล่าวขึ้นนั้น เป็นเพราะซีดีซีพบว่าจำนวนคนอเมริกันที่ติดเชื้อไข้หวัดนก มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกที เฉพาะในปี 2024 นี้ ก็มีผู้ติดเชื้อ เอช5เอ็น1 ถึงอย่างน้อย 46 คนเข้าไปแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องชวนให้ผิดสังเกต แม้ว่าผู้ป่วยเหล่านั้นไม่ได้แสดงอาการป่วยหนักแต่อย่างใดก็ตามที

นอกจากนั้น จำนวนชนิดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ตรวจพบว่ามีเชื้อไข้หวัดนกอยู่ในตัว ก็เพิ่มขึ้นเป็นราว 50 ชนิด ก่อให้เกิดคำถามสำคัญตามมาว่า เชื้อไข้หวัดนกที่เดิมแพร่ระบาดอยู่เฉพาะในหมู่สัตว์ปีกนั้น ปรับตัวกลายพันธุ์จนสามารถขยายตัวได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแล้วหรืออย่างไร และสามารถแพร่ไปสู่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดใหม่อื่นๆ เช่น มนุษย์ ได้หรือไม่

ในการศึกษาวิจัยด้วยการทดลอง ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการเนเจอร์ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา ทีมวิจัยของซีดีซีใช้ตัวเฟอร์เรตเป็นสัตว์ทดลองในกรณีนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่าเฟอร์เรตเป็นสัตว์ที่ไวต่อไวรัสสายพันธุ์อินฟลูเอนซา ในมนุษย์มากที่สุด ทั้งยังแสดงอาการออกมาในลักษณะที่คล้ายคลึงกันด้วยอีกต่างหาก เนื่องจากปอดของเฟอร์เรตและมนุษย์มีการกระจายตัวของตัวรับ (receptors) ที่ไวรัสไข้หวัดนกใช้เป็นช่องทางในการเข้าสู่เซลส์ คล้ายคลึงกันนั่นเอง

Advertisement

ผลจากการทดลองพบว่าไวรัสไข้หวัดนกสามารถแพร่จากเฟอร์เรตตัวหนึ่งไปสู่เฟอร์เรตตัวอื่นๆ ได้โดยง่าย ภายใต้สถานการณ์จำเพาะจำนวนหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ไวรัสไข้หวัดนกไม่เพียงสามารถแพร่จากสัตว์ปีกมาสู่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเท่านั้น ยังสามารถแพร่กระจายในหมู่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมด้วยกันเองได้โดยง่ายแล้วด้วย

ทรอย ซัตตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยในสัตว์ของมหาวิทยาลัยเพนน์ สเตท ระบุว่า ผลวิจัยดังกล่าวเพียงสะท้อนให้เห็นว่าเชื้อไข้หวัดนกได้กลายพันธุ์จนมีขีดความสามารถในการแพร่ระบาดในหมู่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมด้วยกันได้แล้ว แต่ยังไม่ได้หมายความว่าจะมีความสามารถในการแพร่ระบาดในหมู่ประชากรมนุษย์ได้แต่อย่างใด

ทั้งนี้ ทีมวิจัยของซีดีซีใช้ตัวอย่างเชื้อไข้หวัดนกในการทดลองจากตัวอย่างที่ได้จากที่พบแพร่ระบาดในฟาร์มนมแห่งหนึ่งในรัฐเท็กซัส เชื้อไข้หวัดนกดังกล่าวนี้ ถูกตรวจพบว่ามีการกลายพันธุ์ที่เรียกว่า E627K ซึ่งเหมือนกับการกลายพันธุ์ที่เคยเกิดขึ้นกับเชื้อไข้หวัดใหญ่ เมื่อปี 1918, 1957 และ 1968 มาแล้ว

E627K เป็นการกลายพันธุ์ที่ทำให้โปรตีนชนิดหนึ่ง ซึ่งช่วยให้เชื้อไวรัสสามารถแยกตัว ขยายพันธุ์ได้มีประสิทธิภาพดีกว่าเดิมในสภาวะอุณหภูมิต่ำๆ ผลก็คือ ทำให้มันสามารถแพร่ขยายได้ในตัวสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้ดี แทนที่จะขยายพันธุ์ได้เฉพาะในตัวสัตว์ปีก ซึ่งมีอุณหภูมิในร่างกายสูงกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ราว 2-3 องศาเซลเซียส ดังนั้น การกลายพันธุ์ E627K นี้ จึงสามารถช่วยให้ไวรัสไข้หวัดนกสามารถแพร่ระบาดเข้าสู่มนุษย์ได้ง่ายขึ้นด้วยนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เมื่อศึกษาวิจัยต่อไป ทีมวิจัยยังไม่พบข้อบ่งชี้ที่แสดงให้เห็นว่า เกิดการแพร่ระบาดจากคนสู่คนเกิดขึ้นแล้ว เพียงพบว่าเกิดขึ้นระหว่างตัวเฟอร์เรตในการทดลองเท่านั้น

ทั้งนี้ เมื่อทีมวิจัยฉีดเชื้อให้กับตัวเฟอร์เรต ด้วยการฉีดเข้าจมูกโดยตรง ตัวเฟอร์เรตที่ได้รับเชื้อจะแสดงอาการป่วยรุนแรงออกมา อาทิ ท้องร่วง หายใจติดขัด และมีไข้สูง และบางตัวก็ถึงแก่ชีวิต ตรงกันข้าม การติดเชื้อในคนในสหรัฐจนถึงขณะนี้
อาการที่แสดงออกมีเพียงเบาบางมาก แค่เกิดอาการตาแดงเท่านั้น

ซัตตันตั้งข้อสังเกตว่า อาจเป็นไปได้ว่า การที่ตัวเฟอร์เรตป่วยหนักนั้นอาจเป็นเพราะได้รับเชื้อโดยตรงเข้าไปในปริมาณมาก ตรงกันข้ามกับมนุษย์ที่ติดเชื้อแต่เพียงปริมาณน้อย แต่ที่น่าสนใจก็คือ
ซัตตันระบุว่า ในน้ำนมดิบจากวัวนมในฟาร์มที่มีการแพร่ระบาด จะมีเชื้อในปริมาณที่สูงกว่าที่ตัวเฟอร์เรตได้รับถึง 100 เท่า

ดังนั้นจึงควรอย่างยิ่งที่ต้องบริโภคนมชนิดที่ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยกรรมวิธีพาสเจอไรซ์แล้วเท่านั้นในช่วงที่เกิดการระบาดเช่นนี้

ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์