หน้าแรก คอลัมนิสต์ พิชญ์ พงษ์สวั...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : ว่าด้วยทนายหน้าสื่อกับสังคมประชาธิปไตย

12.11.24 | 13:01 น.

ข่าวคราวของการฟ้องร้อง การกล่าวหา และการจับกุม ทนายดัง ไปถึงเรื่องราวอื่นๆ ที่เกี่ยวกับความสงสัยเคลือบแคลงกับความพัวพันของ “ทนายหน้าสื่อ” ต่างๆ ที่มีต่อธุรกิจสีเทาที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเรื่องแชร์ลูกโซ่ ทำให้เกิดข้อสังเกตหลายประการต่อความเป็นไปในสังคมนี้

ประการแรก บทบาทของทนายหน้าสื่อในปัจจุบันมีอยู่มาก

ถ้ามองในเชิงบวก ผมคิดว่าความเป็นที่นิยมนับถือของทนายหน้าสื่อเหล่านี้ สะท้อนถึงสภาวะบางประการในสังคม และการขาดแคลนหน้าที่บางประการในกระบวนการยุติธรรม

เพราะเรามักมองกระบวนการยุติธรรมในสองส่วน ส่วนแรกคือระบบศาล

และส่วนที่สองคือระบบก่อนเข้าถึงศาล คือระบบตำรวจ

Advertisement

สิ่งที่เราเห็นในเรื่องของบทบาทของทนายเหล่านี้ก็คือ การเชื่อมต่อกับกระบวนการยุติธรรม เป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชน และพาคดีเข้าสู่ระบบตำรวจ และศาล

ใครหลายคนที่เคยประสบปัญหากับเรื่องของการไปสถานีตำรวจเพื่อแจ้งความ หรือลง
บันทึกประจำวัน ย่อมจะเข้าใจดีว่า ระบบราชการที่โรงพักเองนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะง่ายนักที่เราจะพึ่งพาและเชื่อใจได้ทั้งหมด เพราะทุกคำพูด และการเจรจากับตำรวจนั้นอาจมีผลต่อเนื่องไปที่การดำเนินคดีต่างๆ ที่เราจะสามารถฟ้องได้ หรือฟ้องไม่ได้

การมีทนายที่ทำงานกับเราก็จะช่วยเป็นสิ่งที่เสริมอำนาจของเราในระบบความยุติธรรม
แบบไทยๆ ได้

ยิ่งเมื่อสื่อทั้งออนไลน์และสื่อเดิมมีอิทธิพลในการกำหนดประเด็นข่าวด้วยแล้ว ทนายหน้าสื่อเหล่านี้มีบทบาทสำคัญที่จะโน้มน้าวให้สื่อ และสังคมจับตามอง ซึ่งอาจมีผลกดดันทั้งตำรวจและศาลได้มากบ้างน้อยบ้าง โดยธรรมชาติของแรงกดดันทางสังคม

ทนายจึงไม่ใช่คนที่เก่งในศาล หรือเจรจากับตำรวจเท่านั้น แต่ต้องมีความชำนาญในการโน้มน้าวให้ประชาชนผู้ชมมีความรู้สึกมีส่วนร่วมในการจับตามอง รวมกระทั่งบางครั้งอาจเลยไปถึง “พิพากษา” ไปด้วย

ประการที่สอง ด้วยบทบาทที่ทรงอิทธิพลเหล่านี้ของทนายหน้าสื่อ บางครั้งก็ไม่น่าแปลกใจว่าการต่อสู้ที่เรียกว่าการต่อสู้ทางกฎหมายจริงๆ แล้ว อาจจะมีส่วนของการต่อสู้ในปริมณฑลอื่นๆ ด้วย เช่นสื่อ ก็ทำให้ทนายเหล่านี้เริ่มทรงอิทธิพลมากขึ้น เป็นที่พึ่งพามากขึ้นของหลายฝ่าย และเริ่มเชื่อมโยงกับนักการเมือง และตำรวจมากขึ้นเรื่อยๆ ตามระบบอุปถัมภ์แบบไทยๆ

และอีกทางหนึ่งในความเป็นจริงในกระบวนการต่อสู้ทางกฎหมาย ย่อมจะต้องเกี่ยวเนื่องกับการประนีประนอมและเรียกร้องค่าเสียหาย ดังนั้นก็ย่อมจะต้องมีเรื่องที่ทำให้เราสงสัยว่าตกลงมีการเรียกร้องอะไรบ้าง และการเรียกร้องนั้นมีส่วนแบ่งอะไรยังไง ส่วนจะมากจะน้อย จะเกี่ยวพันกับอะไรบ้าง เรื่องเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่สังคมเริ่มตั้งข้อสงสัยว่าตกลงทนายหน้าสื่อหลายคนนั้นตั้งใจช่วยประชาชนที่เดือดร้อน หรือเข้ามาทำมาหากินจนเกินเส้นความพอดี

ประการที่สาม เมื่อพิจารณาบทบาทของทนายหน้าสื่อนี้จะพบว่าเรื่องที่เขาเล่น หรือมีบทบาทส่วนใหญ่นั้นอาจจะไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของสิทธิเสรีภาพ โดยเฉพาะสิทธิเสรีภาพทางการเมืองของประชาชน แต่ก็สะท้อนถึงความรู้สึกนึกคิดของประชาชนที่รู้สึกว่าตนนั้นเข้าไม่ถึงความยุติธรรมในชีวิตประจำวัน

แต่ต้องให้ความเป็นธรรมและตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ทนายหน้าสื่อเหล่านี้เติบโตมาในยุคที่ประชาธิปไตยพักร้อน แต่สื่อยังทำงานโดยเฉพาะสื่อโซเชียล ดังนั้นก็กลายเป็นว่าในสังคมที่ประชาธิปไตยพักร้อนไปหลายปี เรื่องราวในหน้าสื่อถึงเรื่องความอยุติธรรมในสังคม โดยเฉพาะในระดับข่าวชาวบ้าน หรือข้อสงสัยเรื่องคดีต่างๆ นั้นถูกขับเคลื่อนโดยสื่อ โดยเฉพาะสื่อสังคม และทนายหน้าสื่อเหล่านี้ที่ไม่ได้แตะกับความอยุติธรรมในระดับโครงสร้างอำนาจรัฐแบบแตกหัก และบ่อยครั้งการทำงานที่เข้าตาของทนายหน้าสื่อและสื่อโซเชียลในหลายเรื่องก็ทำให้ระบบการเมืองและโครงสร้างอำนาจในยุคประชาธิปไตยพักร้อนนั้นดำรงอยู่ได้ในฐานะที่ลอยตัวและปล่อยให้ความยุติธรรมในบางเรื่องที่ตกเป็นข่าวนั้นคลี่คลายตัวไป โดยไม่ต้องตั้งคำถามกับเรื่องใหญ่ๆ เช่นการปฏิรูประบบความยุติธรรม การปฏิรูปกฎหมาย ฯลฯ

ลองเทียบดูเมื่อสมัยก่อน เราจะได้ยินเรื่องของทนายคนยาก หรือทนายคนจนที่ได้รับรางวัลระดับนานาชาติ พวกเขาไม่ได้เป็นปากเป็นเสียงแค่กับคนยากไร้เป็นเรื่องๆ ไป แต่เขาต่อสู้กับความอยุติธรรมของรัฐ ในวันนี้คนกลุ่มเหล่านี้ยังมีอยู่ และมีการตั้งเป็นกลุ่มเป็นก้อนเช่นกัน แต่ด้วยบรรยากาศทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา สังคมอาจจะมองว่าทนายเหล่านี้อยู่กับฝักฝ่ายทางการเมืองที่ต่างกับตน และทำให้คดีทางการเมืองต่างๆ นั้นไม่ได้ถูกสนใจจากอีกฝ่ายหนึ่ง

รวมไปถึงการที่ทนายหลายคนที่ต่อสู้คดีทางการเมือง และสุดท้ายกลายเป็นผู้ต้องหาเสียเอง และมีหลายคนพยายามที่ลืมเลือนคนเหล่านี้ หรือลืมเลือนไปเอง ทั้งที่เขายังสู้อยู่หลังกำแพง

ประการที่สี่ เมื่อพูดถึงความเชื่อมโยงของประเด็นกฎหมายกับการเมืองในภาพใหญ่ ก็ยังมีสิ่งที่อยู่ใกล้เคียงแต่ไม่ได้รับความนิยมในหมู่ประชาชนเท่ากับบรรดานักการเมือง หรือชนชั้นนำทางการเมืองอีกกลุ่มหนึ่ง นั่นก็คือบรรดา “นักร้อง” ที่ก็อาศัยมุมทางกฎหมายหลายเรื่องในการใช้ร้องคดีเข้าสู่กระบวนความยุติธรรม และหลายครั้งก่อให้เกิดผลสะเทือนต่อการขับเคลื่อนประชาธิปไตยในสังคมไทยเช่นกัน โดยทำให้เกิดการสิ้นคุณสมบัติทางการเมือง ในลักษณะที่หลายฝ่ายกังขาว่าเป็นเส้นแบ่งที่บางมากเมื่อพิจารณากับเรื่องของการดำเนินคดีทางการเมือง กับการกลั่นแกล้งทางการเมือง

ประเด็นของทนายหน้าสื่อ (รวมไปถึงเรื่องนักร้อง) จึงมีทั้งเรื่องที่ทำให้เราคิดถึงความขาดแคลนบางอย่างในสังคมประชาธิปไตย อาทิ การขาดการเชื่อมต่อของประชาชนกับกระบวนการยุติธรรม แต่อีกด้านหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่ายังมีประเด็นท้าทายอีกมากมายที่ทำให้เราต้องคิดในการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมในหลายๆ ด้านให้มันดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่