เมื่อโลก ‘หันขวา’ มาทางนี้
แล้วเรา ‘หันตาม’ หรือ ‘หันหนี’ ไปทางไหน
ชัยชนะในการเลือกตั้งของ โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นการตอกย้ำอีกเป็นรอบที่เท่าไรก็ไม่ต้องนับว่ากระแสการเมืองระดับโลกนั้นยังคงกระแส “หันขวา” อยู่
ซึ่งหากเราเอาคำหลักที่ว่า “การเมืองโลกหันขวา” เข้าไป Google ดูแล้ว จะพบว่าเรื่องนี้ถูกพูดถึงมาเกือบ 10 ปี ตั้งแต่การชนะการเลือกตั้งขึ้นเป็นประธานาธิบดีของทรัมป์ในสมัยแรกเลยด้วยซ้ำ
คำว่า “ขวา” และ “ซ้าย” ในทางการเมืองเป็นเรื่องเลื่อนไหลตามแต่บริบททางการเมืองของแต่ประเทศ แต่ถ้าจะให้หานิยามที่พอจะสรุปได้ให้เข้าใจตรงกันแล้ว แนวคิดการเมืองแบบ “ขวา” คือความคิดในเชิงจารีตนิยมอนุรักษนิยมที่เชื่อในความเป็นชาตินิยม ทุนนิยมเสรีแบบใครดีใครได้ ไปจนถึงแนวคิดต่อสังคมวัฒนธรรมรูปแบบดั้งเดิม เช่น ความเชื่อว่ามนุษย์มีสองเพศ การเลือกปฏิบัติต่อเพศ ชาติกำเนิด และปัจจัยภายนอกอื่นๆ เป็นเรื่องเข้าใจได้ โดยความคิดทางวัฒนธรรมแบบขวานั้นมักจะสอดคล้องกับแนวคิดเชิงศาสนาแบบดั้งเดิมด้วย เช่นการไม่ยอมรับการสมรสเท่าเทียมและการทำแท้ง
ส่วนแนวคิดทางการเมืองแบบ “ซ้าย” คือความเชื่อในอีกทางหนึ่งที่เป็นแนวทางที่ลดขอบเขตความเป็นรัฐชาติ โดยในทางเศรษฐกิจแม้จะเชื่อในการแข่งขันอย่างเสรีแต่ก็อยู่ภายใต้เงื่อนไขว่ารัฐต้องเข้ามามีบทบาทในการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจด้วย ในทางสังคมก็จะเชื่อในความหลากหลายทางเพศ ส่วนแนวคิดเกี่ยวกับสังคมวัฒนธรรมนั้น “ฝ่ายซ้าย” จะเชื่อในศีลธรรมที่ไม่ผูกกับศาสนาแต่จะเชื่อมโยงกับคุณค่าของเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน จึงยอมรับในความหลากหลายทั้งเพศและเชื้อชาติ การสมรสเท่าเทียมของคนทุกเพศ รวมถึงการยอมรับในการทำแท้งที่เหมาะสมตามหลักการยอมรับในทางเลือกของบุคคล
แนวคิดหรืออุดมการณ์ทางการเมืองแบบซ้ายขวาอาจจะแยกหยาบๆ ได้ดังนี้
สัญญาณของการ “หันขวา” ของโลกอาจจะเริ่มตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 2010 ไล่เรียงกันมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ชัยชนะของพรรคฝ่ายขวาหรือการเติบโตของพรรคฝ่ายขวาจัดระดับชาตินิยมในยุโรป การแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ (Brexit) และชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์ ในรอบแรกเมื่อปี 2016 และขึ้นรับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีในปี 2017
หลังจากนั้นกระแสการเมือง “ขวาหัน” ก็ยังดำเนินต่อเนื่องไปแบบที่อาจจะไม่เรียกว่าก้าวกระโดด แต่ก็เรียกว่ามีการเติบโตที่มีนัยยะ ทั้งชัยชนะของพรรคขวาจัดในสเปน เนเธอร์แลนด์ และอิตาลี รวมถึงชัยชนะของกลุ่มพรรคการเมืองฝ่ายขวาในสภายุโรป ซึ่งส่งผลลามไปจนถึงการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคขวาจัด Rasemblement National ที่นำโดย มารีน เลอเปน ได้ชัยชนะจนเกือบได้เสียงข้างมากในสภา จนกระทั่งพรรคฝ่ายซ้ายและขวาจำเป็นต้องจับมือกันเป็นพันธมิตรเพื่อไม่ให้พรรคดังกล่าวได้ชัยชนะในการเลือกตั้งรอบสอง ยังไม่ต้องกล่าวถึงว่าตัวของมารีน เลอเปนนั้น เข้าชิงรอบสุดท้ายของการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสมาแล้วถึงสองสมัย และหวั่นเกรงกันว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งหน้าอาจจะเป็นโอกาสของเธอ
ชัยชนะรอบสองของโดนัลด์ ทรัมป์ จึงเป็นแค่การยืนยันอีกครั้งว่ากระแสการเมืองหันขวานี้ยังคงดำรงอยู่ต่อไปในประเทศชาติตะวันตก ซึ่งเป็นเหมือนผู้กำหนดกระแสทิศทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของสากลโลก
ถ้าจะให้วิเคราะห์ว่าชัยชนะของพรรคฝ่ายขวาไปจนถึงขวาจัดนี้เกิดจากสาเหตุใดนั้น แม้ว่าปัจจัยการเมืองของแต่ละประเทศที่กล่าวมาจะมีความแตกต่างอย่างที่ไม่ควรเหมารวม แต่หากจะลดทอนหาสาเหตุก็พอจะมองได้ว่าเกิดจากปัญหาทางเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้คนในประเทศชาติประชารัฐเหล่านั้นรู้สึกว่าการบริหารประเทศของฝ่ายการเมืองที่ “ไม่ขวา” นั้นให้ผลน่าผิดหวังทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคม เช่นนี้แล้วแนวทางแบบ “ขวา” ไปจนถึง “ขวาจัด” น่าจะเป็นทางออกหรือแก้ปัญหาได้
ประเด็นสำคัญที่เป็นปัญหาร่วมกันของประเทศทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา คือเรื่องผู้อพยพและคนต่างด้าว โดยเฉพาะในยุโรปที่เกิดขึ้นจากสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ยืดเยื้อยาวนานกว่าที่คิด ซึ่งเดิมทีแล้วประเทศในยุโรปก็มีปัญหาระดับหนึ่งอยู่จากกรณีผู้อพยพจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งไม่ใช่เพียงปัญหาทางเศรษฐกิจที่ผู้คนเชื่อกันว่าเกิดจากการที่รัฐประเทศของตนจำเป็นต้องโอบอุ้มช่วยเหลือบรรดาผู้อพยพลี้ภัยจากทุกทิศทุกทางจนส่งผลกระทบต่อคนในชาติเดิมแล้ว ยังมีปัญหาอาชญากรรมที่เชื่อว่าเกิดจากการกระทำของผู้อพยพด้วย ตัวอย่างเช่นเหตุการณ์ทำร้ายคนจนถึงแก่ความตายในประเทศอังกฤษในช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่เชื่อว่าผู้ก่อเหตุนั้นเป็นกลุ่มผู้อพยพ ซึ่งมาจากการปั่นกระแสความเกลียดชังในโลกออนไลน์ที่นำมาซึ่งเหตุการณ์จลาจลครั้งใหญ่ในอังกฤษ และการประท้วงที่นำโดยพรรคขวาจัดในอาชญากรรมที่ใกล้เคียงกันที่เมืองโซลิงเงิน ในเหตุการณ์คล้ายกันที่ประเทศเยอรมนีในปลายเดือนเดียวกันนั่นเอง
นอกจากนี้ในระดับสังคมก็มีประเด็นปลีกย่อยที่มีการต่อสู้กันมาที่เคยเขียนถึงหลายครั้งแล้วในคอลัมน์นี้ เช่นการต่อสู้ระหว่างผู้ผลิตสื่อเพื่อความบันเทิงที่มีแนวความคิด “ตื่นรู้” (Woke) ที่ยอมรับความหลากหลายและนับรวมทุกคนอย่างเท่าเทียมกันในสังคม (DEI : Diversity, Equity, Inclusion) ที่มีความพยายามแทรกใส่เรื่องนี้เข้าไปในสื่อทั้งภาพยนตร์ การ์ตูน และเกมคอมพิวเตอร์ ส่วนฝ่ายที่เหมือนจะอยู่ตรงข้ามคือฝ่ายผู้บริโภคสื่อเหล่านั้นที่แสดงออกด้วยการไม่ซื้อ ไม่สนับสนุน รวมถึงการกระหน่ำด้อยค่า จนทำให้ทั้งภาพยนตร์และวิดีโอเกมส์ที่ใช้แนวคิดแบบ Woke และ DEI นั้นล้มเหลวพ่ายแพ้ ขาดทุนยับเยินไปจนต้องเลื่อนวันฉายหรือวันวางจำหน่ายไป
กล่าวได้ว่าในตอนนี้แนวคิดแบบ “ขวา” นั้นแทรกซึมและได้ชัยในการต่อสู้แทบทุกระดับในทุกสนามการต่อสู้แล้ว
ถ้าเราพิจารณาแคมเปญหรือ “คำขวัญ” ในการประท้วงหรือการหาเสียงของผู้คนและพรรคการเมืองในประเทศที่เริ่มหันขวาหรือมีทีท่าว่าจะหันขวาได้ต่อไปนั้น จะพบว่ามี “คำหลัก” ที่ตรงกัน คือ “คนของชาติเราต้องมาก่อน” เช่นเดียวกับคำขวัญหลักในการหาเสียงของทรัมป์ในสมัยที่แล้วว่า “อเมริกันต้องมาก่อน” (American First)
อาจเพราะเรื่องหนึ่งที่เราอาจจะต้องยอมรับไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ก็คือ แนวคิดแบบ “ขวา” นั้นสอดคล้องกับสิ่งที่อาจจะเรียกว่า “ความเชื่อตั้งต้น” ของผู้คนได้มากกว่า
“ความเชื่อตั้งต้น” เหล่านี้ก็เช่น “ประเทศชาติ” เป็นของสมาชิกคือคนในชาตินั้น ดังนั้นรัฐบาลที่บริหารประเทศจึงมีหน้าที่ต้องรักษาประโยชน์และโอกาสต่างๆ ให้แก่คนในชาติหรือที่มีเชื้อชาติเดียวกับ “ประเทศชาติ” นั้นเป็นหลัก อย่างที่รัฐบาลฝรั่งเศสต้องทำเพื่อคนฝรั่งเศส รัฐบาลสหรัฐก็ต้องอเมริกันมาก่อน ส่วนพวกคนต่างชาติหรือผู้อพยพนั้นหากจะดูแลก็ต้องเมื่อคนในชาติของตนอยู่ดีมีสุขแล้วเท่านั้น และการดูแลนั้นก็ต้องไม่ให้คนนอกเหล่านั้นมาได้รับสิทธิประโยชน์ทัดเทียมหรือเปลี่ยนมาเป็นสมาชิกในรัฐประเทศได้โดยง่าย
ความเชื่อตั้งต้นนี้ยังรวมถึงความคิดในทางเศรษฐกิจที่เชื่อในเรื่องใครดีใครได้ ใครทำงานมากหรือทำงานอย่างฉลาดและตลาดตอบสนองก็สมควรได้รับค่าตอบแทนที่มากหรือได้รับความมั่งคั่งจากการทำงานนั้นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไปจนถึงความเชื่อในทางสังคมและวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม อย่างเชื่อว่ามนุษย์มีเพียงสองเพศคือชายกับหญิง ความแตกต่างของมนุษย์นั้นเป็นความชอบธรรมที่ทำให้การเลือกปฏิบัติต่อกันเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลกว่าความเชื่อว่าคนเหมือนกันหรือเท่ากัน ตลอดจนความคิดความเชื่อปลีกย่อยอื่นๆ เช่นความสวยความงามนั้นมีค่ามาตรฐานบางประการ และผู้คนที่มีความสวยหล่อหรืองดงามตามค่ามาตรฐานนั้นมีความชอบธรรมที่จะถือใช้เป็นแต้มต่อในเรื่องอื่นๆ ก็ได้ไม่ผิดอะไร
ความเชื่อตั้งต้นพวกนี้ส่วนใหญ่มาจากการสั่งสอนบ่มเพาะและส่งมอบสืบทอดกันมาในสังคมผ่านระบบความเชื่อ ศาสนา หรือศีลธรรมอย่างยาวนาน นานเสียจนฝ่ายขวาเชื่อว่า ความคิดความเชื่อเหล่านั้นคือ “สามัญสำนึก” หรือสัจธรรมที่มนุษย์ที่สติดีปัญญาไม่พร่องจะต้องเห็นตรงกัน เรื่องนี้แสดงออกผ่านปฐมสัมภาษณ์ที่ทรัมป์ที่กล่าวไว้ต่อสำนักข่าวแห่งหนึ่งหลังชนะการเลือกตั้งว่า ภารกิจของเขาคือการนำ “สามัญสำนึก” ของสังคมอเมริกันกลับคืนมา
ความเชื่อแบบ “ขวา” นี้จะเป็น “สามัญสำนึก” จริงหรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกันต่อไป แต่เสน่ห์ที่ทำให้ “ฝ่ายขวา” นั้นสามารถเข้ามาเป็นกระแสหลักได้ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจและสังคมของรัฐประเทศมีปัญหาหรือเกิดความวุ่นวายนั้น เป็นเพราะความคิดแบบขวานั้นเป็นสิ่งที่ทำความเข้าใจได้ง่ายกว่า
โดยมนุษย์ทั่วไปมีแนวโน้มที่จะเชื่อว่าคนที่พูดภาษาเดียวกันหรือมีหน้าตาผิวพรรณใกล้เคียงกันนั้นคือ “พวกพ้อง” ที่จะช่วยเหลืออุ้มชูกันได้มากกว่าคนต่างชาติต่างภาษา การทำความเข้าใจว่ามนุษย์มีเพียงสองเพศโดยดูจากรูปลักษณ์ภายนอกอันบ่งเพศนั้นเป็นความเข้าใจที่ง่ายกว่าความเข้าใจในเพศที่หลากหลายที่เป็นความรู้สึกภายใน และ “สัญญา” ที่ระบบเศรษฐกิจแบบ “ขวา” ให้ไว้ก็ทำความเข้าใจได้ง่ายกว่าว่าการสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของแต่ละคนนั้น ใครทำมากกว่าและเป็นสิ่งที่ตลาดต้องการก็ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งที่มากกว่า
ความ “เข้าใจง่ายกว่า” ที่สอดคล้องกับความเชื่อตั้งต้นของความคิดแบบขวานี้เอง ทำให้เมื่อผู้คนในสังคมเกิดความรู้สึกขาดแคลนฝืดเคือง ความไม่มั่นใจไม่ปลอดภัย หรือความวุ่นวายแล้ว หากฝ่ายที่มีอำนาจรัฐในขณะนั้นไม่สามารถแก้ไขได้อย่างเหมาะสม ก็ไม่แปลกที่การกลับไปหาความคิดและคุณค่าแบบดั้งเดิมที่เคยชินจะเป็นตัวเลือกแรก และพรรคการเมืองฝ่ายขวาก็อาศัยช่องทางนี้ในการสร้างความได้เปรียบทางการเมือง
สำหรับประเทศไทยนั้นอาจจะยังไม่สามารถชี้วัดได้ว่าเราได้ “หันไปทางไหน” แม้จะมีพรรคที่เชื่อว่าเป็น “ฝ่ายซ้าย” อย่างพรรคก้าวไกลที่ปัจจุบันกลายเป็นพรรคประชาชนสามารถเอาชนะได้เสียงมากที่สุดในการเลือกตั้งเมื่อกลางปีที่แล้ว เหนือพรรคการเมืองที่ถูกมองว่าเป็น “ขวา” อย่างเพื่อไทย และพรรคแนวขวาถึงขวาจัดพรรคอื่นๆ แต่การเลือกตั้งดังกล่าวก็ไม่อาจสรุปได้ชัดเจนว่าสังคมไทยนั้นจะ “หันซ้าย” หรือ “หันขวา” หรือจะหันไปทางนี้หรือหนีไปทางไหนได้ขนาดนั้น
นั่นเพราะในการเลือกตั้งดังกล่าวแท้จริงแล้วเป็นเหมือนการเลือกตั้งเพื่อ “เอาชนะ” ระบอบรัฐประหารสืบทอดอำนาจ ที่เรียกว่าเป็นพวก “ขวา” หรือ “อนุรักษนิยม” ก็กระดากปาก
ผู้คนที่เลือกทั้งพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย รวมถึงพรรคอื่นๆ ที่มีแนวทางเดียวกันนั้น คือการ “เลือก” ที่จะไม่เอาระบอบรัฐประหารให้สืบทอดอำนาจต่อไป โดยคนที่เลือกก้าวไกลอาจจะต้องการล้างระบอบดังกล่าวโดยไม่ประนีประนอม ส่วนคนที่เลือกเพื่อไทยอาจจะมีวัตถุประสงค์เดียวกันแต่ก็พอออมชอมต่อรองได้บ้าง ทั้งยังมีเรื่องความนิยมในตัวบุคคลที่ต่อรองได้ยาก ว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาของไทยนั้นเป็นการเลือกตั้งด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองแบบซ้ายขวาจริงหรือไม่
เรื่องนี้จะวัดกันได้ว่าสังคมไทยจะหันมาทาง “ซ้าย” หรือจะย้ายไปทาง “ขวา” ก็ต่อเมื่อมีการเลือกตั้งที่ทุกฝ่ายมั่นใจว่ากลุ่มอำนาจของฝ่ายที่เคยทำรัฐประหารจะไม่มีวันกลับมาแล้ว การเลือกตั้งนั้นจึงจะไม่ใช่การต่อสู้กับระบอบรัฐประหาร นั่นแหละจึงจะเรียกได้ว่าเป็นการเลือกตั้งที่จะชี้กระแสการเมืองแบบ “ซ้าย” หรือ “ขวา” ของไทยได้อย่างแท้จริง
กล้า สมุทวณิช

