หน้าแรก คอลัมนิสต์ ไม่ใช่ ถังแตก...

ไม่ใช่ ถังแตก แค่ภาษี ไม่เข้าเป้า จ่ายมาก รับน้อย

9.03.17 | 12:50 น.

รายงานข่าวจากกรมสรรพากรเปิดเผยว่า

เป้าหมายการจัดเก็บภาษีสำหรับปีงบประมาณ 2560 (1 ตุลาคม 2559-30 กันยายน 2560) จำนวน 1.867 ล้านบาทนั้น

พบว่าในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ คือตุลาคม 2559-กุมภาพันธ์ 2560

การจัดเก็บภาษีรายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 6,000 ล้านบาท

จึงมีการเสนอแผนเพิ่มประสิทธิภาพภาษีไปยังกระทรวงการคลัง

Advertisement

โดยจะเพิ่มความเข้มงวดในกลุ่มที่ยังเข้าไปจัดเก็บไม่ถึง

อาทิ กลุ่มธุรกิจกลางคืน ร้านอาหาร ผับ บาร์ กลุ่มอาบอบนวด

เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวยังเสียภาษีไม่ถูกต้อง

 

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า

การจัดเก็บภาษีของธุรกิจกลางคืน ร้านอาหาร ผับ บาร์ อาบอบนวด นั้นเป็นหนึ่งในแผนการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากร

หลังจากกำชับทั้ง 3 กรมภาษีจัดทำแผนเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น

และตรวจสอบว่ามีช่องโหว่มีรอยรั่วในการจัดเก็บภาษีจุดใดบ้าง

หลังจาก 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2560 การเก็บภาษีของ 3 กรมยังต่ำกว่าเป้าหมาย 13,000 ล้านบาท

นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า

การจัดเก็บภาษีธุรกิจดังกล่าว เป็นแผนดึงผู้เสียภาษีที่ยังเสียภาษีไม่ถูกต้องให้ดำเนินการอย่างถูกต้อง

หลังพบว่า ร้านบางแห่งมีรายได้จำนวนมากแต่ไม่เสียภาษี

ที่ผ่านมา กรมสรรพากรหารือกับกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว ร้านอาหาร ร้านค้าทองคำ และร้านขายยา

เพื่อให้กลุ่มเหล่านี้เสียภาษีอย่างถูกต้องไปแล้ว

โดยการเสียภาษีที่ถูกต้อง เป็นผลดีกับเจ้าของธุรกิจมากกว่าการหลบภาษี

เช่น ร้านขายโจ๊กเจ้าดังช่วงกลางคืนมียอดขายต่อปีถึง 30 ล้านบาท เจ้าของร้านไม่ทราบว่าต้องเสียภาษี

เมื่อเจ้าหน้าที่ไปทำความเข้าใจเจ้าของร้านค้ายินดีที่จะจ่ายภาษีให้กับรัฐบาล

“เม็ดเงินภาษีคงได้ไม่มาก แต่สิ่งที่กรมอยากทำคือให้ธุรกิจมีการเสียภาษีอย่างถูกต้อง

คงไม่ต้องถึงขนาดต้องไปนั่งนับขวดนับชาม

แต่การเข้าไปดูของเจ้าหน้าที่คือถ้าพบว่าไม่ถูกต้องไปแนะนำให้ดำเนินการอย่างถูกต้อง

ไม่ได้ตั้งเป้าหมายไปจับกุม หรือไปสร้างความเดือดร้อนให้ผู้ประกอบการ”

 

จะเพื่อ “เพิ่มประสิทธิภาพภาษี” ก็ดี

เพื่อทำให้ “เสียภาษีอย่างถูกต้อง” ก็ดี

ที่ต้องพิจารณาประกอบด้วยอีกด้านหนึ่งก็คือ

ขณะที่รายได้ของรัฐบาลไม่เข้าเป้า ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย

และเงินคงคลังลดลงอย่างต่อเนื่อง

รายจ่ายทั้งด้านประจำและการลงทุนก็เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

ดูได้จากคำให้สัมภาษณ์ของ นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ที่ระบุว่า

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เห็นชอบการจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2560 จำนวน 190,000 ล้านบาท

โดยมีแหล่งที่มาจากภาษีและรายได้อื่น 27,078.30 ล้านบาท และเงินกู้ชดเชยการขาดดุล 162,921.69 ล้านบาท

ทั้งนี้ กรอบวงเงินสูงสุดที่รัฐบาลกู้ได้ตาม พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2560 จะมีจำนวนรวม 611,549.4 ล้านบาท

แต่ในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2560 รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายขาดดุล 390,000 ล้านบาท

จึงยังมีวงเงินกู้ที่สามารถกู้เพิ่มเติมเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณอีก 221,549.4 ล้านบาท

“งบประมาณที่จัดทำเพิ่มเติมจะนำไปสู่การปฏิรูปการจัดทำงบประมาณในรูปแบบกลุ่มจังหวัด

และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จากเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนตามนโยบายของรัฐบาลและแนวทางของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี

ซึ่งเป็นงบวาย (Y) ตามสูตรการบริหารงบ XYZ ของนายสมคิด

โดยวงเงิน 190,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบ Y นี้ จะนำไปใช้ใน 3 ส่วนคือ

ใช้จ่ายในโครงการพัฒนากลุ่มจังหวัดวงเงิน 100,000 ล้านบาท

จัดสรรให้กับกองทุนหมู่บ้านหมู่บ้านละ 500,000 บาท รวมวงเงินประมาณกว่า 60,000 ล้านบาท

และชดเชยเงินคงคลังของรายจ่ายงบประมาณในปีที่ผ่านมา 27,078.3 ล้านบาท”

เห็นตัวเลขรายรับ รายจ่าย และการกู้เงินเพิ่มเติมของรัฐบาลแล้ว

พอจะหลับตานึกภาพเศรษฐกิจที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งกำไรกันเป็นประวัติการณ์

ได้หรือไม่?