หน้าแรก คอลัมนิสต์ พิชญ์ พงษ์สวั...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : สงครามเย็น (และไม่เย็น) ที่อุดรธานี

19.11.24 | 13:20 น.

นายกอบจ.อุดรธานี – สงครามเย็น (และไม่เย็น) ที่อุดรธานี โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

สีสรรการเมืองกลับมาอีกแล้ว

หลังจากเจอข่าวเรื่องการกล่าวหากันเรื่องการฉ้อโกงมาหลายสัปดาห์

ปี่กลองการเมืองก็กลับมาอีกครั้ง

ไม่ใช่กรุงเทพฯ แต่เป็นอุดรธานี

ไม่ใช่การหาเสียงเลือกตั้งทั่วไป แต่เป็นการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด

Advertisement

การขึ้นเวทีปราศรัยของคุณทักษิณน่าจะสร้างความฮึกเหิมให้กับกองเชียร์ในพื้นที่และนอกพื้นที่ได้มากอยู่

และในขณะเดียวกันก็น่าจะถือว่าเป็น “วันเสียงปืนแตก” ครั้งแรกจริงๆ ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชน

หลังจากบรรยากาศ “สงครามเย็นทางการเมือง”อึมครึมมาตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งปีที่แล้ว และเมื่อมีการตั้งรัฐบาลโดยพรรคเพื่อไทยโดยที่พรรคก้าวไกลกลายเป็นฝ่ายค้าน สงครามเย็นก็กระจายไปทุกหย่อมหญ้าโดยเฉพาะในหน้าสื่อ และสื่อออนไลน์

แต่ยังไม่ถึงขั้นที่ผู้ทรงอิทธิพลตัวจริงของทั้งสองพรรค ระดับแม่เหล็ก ระดับตัวพ่อทั้งหลาย ที่มีตำแหน่งทางการแค่ผู้ช่วยหาเสียงทั้งหลายเริ่มออกมากล่าวถึงกันอย่างตรงไปตรงมามากขึ้น

ทั้งหมดทั้งปวงนั้นการรายงานของสื่อให้คนรับรู้ทั้งประเทศนั้นแทบจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของผลงานของการบริหารที่ผ่านมาขององค์การบริหารส่วนจังหวัดของอุดรธานีแต่อย่างใด

หมายความว่าในเวทีปราศรัยจริง และในการหาเสียงในพื้นที่จริงจะมีการหาเสียงด้วยเรื่องการพัฒนาท้องถิ่นอย่างไร ไม่ใช่เรื่องที่สื่อส่วนมากจากส่วนกลางสนใจใดๆ ทั้งสิ้น

ไม่ว่าจะเรื่องของอำนาจหน้าที่ งบประมาณของ อบจ. และปัญหาอุปสรรคต่างๆ ของการพัฒนาพื้นที่

สิ่งที่ครองหน้าพื้นที่สื่อคือเรื่องของการเล่นข่าวการให้สัมภาษณ์ของคุณทักษิณ การปราศรัยของคุณทักษิณทั้งในเรื่องผลงานของรัฐบาลในอดีต แผนการใหม่ๆ ของรัฐบาล และการกระทบกระทั่งกันของคุณทักษิณและพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชนเมื่อครั้งสมัยตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ

เรารู้แต่เรื่องชื่อคนลงสมัครนายก อบจ.ของทั้งสองทีม รู้คะแนนเลือกตั้งครั้งที่แล้วของพรรคเพื่อไทย และคณะก้าวหน้า และลุ้นผลการเลือกตั้งจากคะแนนการเลือกตั้งในระดับบัญชีรายชื่อในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปีที่ผ่านมา

อีกอย่างหนึ่งที่รู้คือ อุดรธานีเป็นหนึ่งในหัวเมืองเสื้อแดงที่สำคัญในอดีต

ก็เลยยิ่งสนุกกันว่า การปราศรัยส่วนหนึ่งก็กลายเป็นเรื่องของการพิสูจน์กันว่าใครแดงกว่าใคร

และอีกประการหนึ่งที่กลายเป็นเรื่องที่เป็นเรื่องที่ “แตะเส้น” ของความเสี่ยงทางการเมืองมากที่สุดก็ดูจะเป็นเรื่องของการพูดถึงท่าทีเรื่องของการแก้ไขกฎหมายที่กระทบต่อความมั่นคง ที่นำไปสู่ข้อถกเถียงกันว่ามันเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ไหม พูดได้แค่ไหน เป็นเรื่องหลักการหรือกระบวนการ หรือเป็นเรื่องของท่าทีและวิธีการแก้ไขกันแน่

“ความละเอียดอ่อนทางการเมือง” ในเรื่องดังกล่าวถูกนำมาพูดกันในการหาเสียงการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นในครั้งนี้ เหมือนว่าสนามการเลือกตั้งท้องถิ่นในรอบนี้ กลายเป็นสนามการต่อสู้ในการเมืองระดับชาติที่ร้อนแรงและเข้มข้นเป็นอย่างยิ่ง

ในภาพรวมแล้ว บทวิเคราะห์การเมืองไทยในช่วงนี้ทั้งในและนอกประเทศออกจะเชื่อมั่นว่ารัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยในวันนี้แม้จะมีประเด็นท้าทายในแง่ของความชอบธรรมในหมู่พลังประชาธิปไตยที่แตกเป็นสองฝักฝ่าย จากเดิมที่เคยร่วมกันทำงานต่อกรกับระบอบประยุทธ์ แต่รัฐบาลวันนี้น่าจะอยู่ได้ครบเทอม

เพราะพรรคเพื่อไทย และคุณทักษิณนั้นเป็นเหมือนทางออกเดียวที่จะใช้คานอำนาจกับความนิยมของพรรคก้าวไกลที่แม้จะถูกยุบไปเป็นครั้งที่สอง แต่ก็กลับมาใหม่ในนามของพรรคประชาชน

กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือการใช้กลไกทางด้านกฎหมาย ที่มักเรียกว่านิติสงครามในการจัดการพรรคอนาคตใหม่กับพรรคก้าวไกลนั้นแม้จะทำได้ แต่ไม่ได้ปราบปรามพลังทางการเมืองกลุ่มนี้ได้เสียทั้งหมด

พรรคเพื่อไทยและคุณทักษิณ และกองเชียร์ของพรรคนี้ก็จะยังมีความจำเป็นในการบริหารประเทศต่อไป เพราะเป็นกลไกเชิงรุกด้านการบริหารที่ทำให้คะแนนนิยมของพรรคประชาชนในพื้นที่จริงๆ ไม่ได้ขยายตัวขึ้น และถูกแย่งชิงกลับมาได้บ้าง

แม้ว่าทั้งสองฝ่ายคือ พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชนจะยังมีคดีความอื่นๆ รอขึ้นเขียงอยู่เช่นกัน

ภาพรวมในส่วนนี้ถ้ายังใช้คำเปรียบเปรยก็คือ นอกจากจะมีสงครามเย็นระหว่าง พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชนแล้ว

ก็ยังมีสงครามเย็นระหว่างระบอบการเมืองเก่ากับพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนด้วย

สงครามเย็นจึงเป็นความอึมครึมที่โดยทั่วไปมักไม่ได้ลงมือกันตรงๆ แต่ใช้พื้นที่และตัวแสดงแทน

แต่ที่อุดรฯมีทั้งพื้นที่ ตัวแสดงแทน แถมตัวแสดงจริงในบางระดับซัดกันถึงอกถึงใจกองเชียร์

สิ่งหนึ่งที่จะลืมไม่ได้ในสงครามเย็นก็คือเรื่องของตรรกะของความสัมพันธ์ของคู่ขัดแย้ง ที่มีลักษณะของ “ดุลอำนาจ”

หมายถึงว่าทั้งสองฝ่ายต่างต้องคาดเดาการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อการตัดสินใจในสนามแข่งขัน

เช่นดุลแห่งความหวาดกลัว ที่ประเทศคู่ขัดแย้งยุคหนึ่งแข่งกันสะสมอาวุธ เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะมีมากกว่า

และสุดท้ายก็ต้องมาเจรจาลดอาวุธกันเพื่อความอยู่รอด

ในตรรกะเช่นนี้ ฝ่ายกองเชียร์ของสองพรรค คือ พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชนนั้น ด้านหนึ่งก็สนุกและสะใจที่มีการซัดกันตรงๆ สักที และยังซัดกันทุกหย่อมหญ้าในทุกสนามและเวที

ใครไม่ได้ฟันธงว่าอยู่ฝั่งไหนก็ยิ่งโดนผลักไปอยู่อีกฝั่งเพื่อความสะดวกในการจัดวางตำแหน่งมิตร-ศัตรู

ท่ามกลางการประกาศตัวว่าใครกล้ากว่ากัน ใครชาญฉลาดกว่ากัน ใครอ่านสถานการณ์ออกมากกว่ากันในการเมืองภาพใหญ่ที่ยังอาศัยประชาธิปไตยเป็นเงื่อนไขในการเข้าสู่อำนาจและรักษาอำนาจ

ลึกๆ แล้ว ยังมีอีกด้านที่อยู่คู่กันในตรรกะของความขัดแย้งในแบบสงครามเย็น นั่นก็คือการที่ต่างฝ่ายต่างขาดกันไม่ได้นั่นแหละครับ ไม่งั้นความชอบธรรมของฝ่ายตนเองก็จะลด

เอาเข้าจริงถ้าพรรคประชาชนหายไปอีก ก็ไม่ได้มีหลักประกันว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่โดนสอย

ส่วนพรรคเพื่อไทยเอง ถ้าโดยสอย พรรคประชาชนก็คงหวังว่าจะมีคะแนนไหลมาบ้างเช่นกัน

คิดในแง่นี้ โค้งสุดท้ายในการเลือกตั้งนายก อบจ.ที่อุดรฯนี่ ผมว่าจัดเวทีให้ขึ้นมาปราศรัยด้วยกันเลยจะสนุก เพราะลึกๆ แล้วต่างฝ่ายต่างก็รู้จักกันเป็นอย่างดี และแถมยังพึ่งพาซึ่งกันและกันด้วย

ส่วนในการเมืองภาพใหญ่ พลังอนุรักษนิยมเองก็ไม่ได้มีความสุขกับกระแสที่พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชนซัดกันนัวแบบนี้ เพราะไม่มีหลักประกันว่าคะแนนในฝั่งของตนนั้นจะเพิ่มขึ้น

พรรคที่ชูป้ายอนุรักษนิยมในปัจจุบันแต่ละพรรคดันกระจัดกระจายไปอยู่ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน

และถ้าเปรียบเป็นสินค้าก็ไม่ได้มีจุดขายที่โดดเด่นเพียงพอที่จะฝากความหวังว่าจะสามารถขึ้นมาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้โดยไม่ต้องใช้บริการของพรรคเพื่อไทย ทั้งที่พลังฝ่ายอนุรักษ์เองก็ไม่ได้เป็นปลื้มกับคุณทักษิณและพรรคเพื่อไทย

เรื่องมันก็เลยอีนุงตุงนังกันไปหมด

ทั้งที่สำหรับผมสิ่งที่สำคัญในการเลือกตั้งนายก อบจ. ก็คือการเล่นประเด็นเรื่องของทิศทางในการพัฒนาจังหวัด เพราะ อบจ.เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่สุดในการพัฒนาจังหวัดในภาพรวม

และในแง่ของกลไกการพัฒนาจังหวัดในภาพรวม ต้องนำเอานโยบาย และโครงการต่างๆ ของ อบจ.ในรอบที่แล้วมาพิจารณาว่าใครได้ประโยชน์บ้าง ทำได้ดีพอไหม และแนวทางการพัฒนาในรอบหน้าแต่ละฝ่ายนำเสนออย่างไร

และหัวใจสำคัญอีกประการหนึ่งในเรื่อง อบจ.ก็คือ อบจ.ได้มีแนวทางในการกระจายทรัพยากรในแง่โครงการและนโยบายในพื้นที่อย่างไรที่มีผลต่อการลดความเหลื่อมล้ำ และชี้นำการพัฒนาในจังหวัดได้บ้าง

เพราะในแต่ละจังหวัดนั้น อบจ.ไม่ได้มีพื้นที่ของตัวเองแยกขาดออกไปจากพื้นที่ของเทศบาลและ อบต.

ในความเป็นจริงโครงการของ อบจ.ไม่ค่อยได้อยู่ในพื้นที่เมืองที่เป็นความรับผิดชอบของบรรดาเทศบาลมากนัก แต่จะกระจายตัวลงไปในพื้นที่ชนบทซึ่ง อบต.รับผิดชอบเสียมากกว่า

การทำความเข้าใจกับโครงการต่างๆ ในพื้นที่ชนบท ทำให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง อบจ.กับ อบต. และความเข้าใจระหว่าง นายก อบจ.และสมาชิกสภา อบจ.ที่มาจากพื้นที่ต่างๆ ในจังหวัด เชื่อมโยงกับเครือข่ายอำนาจในระดับท้องถิ่นโดยเฉพาะใน อบต.เอง

ควบคู่ไปกับการทำความเข้าใจความเชื่อมโยงของพรรคการเมืองในส่วนกลางที่จะต้องเชื่อมโยงไปกับเครือข่ายอำนาจท้องถิ่นเพื่อคะแนนเสียงในการเลือกตั้งทั่วไป แลกเปลี่ยนกับทรัพยากรและความช่วยเหลือด้านอื่นๆ ที่จะลงมาในท้องถิ่น

เรื่องราวเหล่านี้ในปัจจุบันจะเห็นดุลอำนาจของพรรคส่วนกลางและท้องถิ่นเปลี่ยนไป พรรคการเมืองเองก็ต้องการลงหลักปักฐานในท้องถิ่นให้เหนียวแน่นขึ้น เพราะการเมืองในวันนี้มีหลายขั้วหลายฝ่าย คะแนนการเลือกตั้งนั้นวูบไหวเปลี่ยนแปลงได้รายวันด้วยเงื่อนไขปัจจัยหลายด้าน

ทุกสนามการเลือกตั้ง คือท้องถิ่นสามสนามคืออบจ. เทศบาล และ อบต. นั้นมีผลต่อการเลือกตั้งระดับชาติ

แถมยังจะยังมีกระบวนการประชาธิปไตยอื่นๆ ที่ยังจะต้องเชื่อมโยงกับท้องถิ่นอย่างเหนียวแน่นขึ้น อาทิ การทำประชามติรัฐธรรมนูญ (ถ้ามี) และยังจะหมายถึงกระบวนการเลือก ส.ว.เหมือนครั้งที่ผ่านมา ที่กระบวนการรวมตัวในระดับท้องถิ่นก็มีบทบาทสำคัญ

ทั้งหมดทั้งปวงที่กล่าวมานี้ทำให้เรื่องของสภาวะอุดรฯเดือดในช่วงสัปดาห์ที่แล้วและสัปดาห์นี้ และน่าจะรวมไปถึงอีกหลายจังหวัดที่จะยังทยอยเลือกตั้งนายก อบจ.ก่อนหมดวาระ และส่วนที่เหลือทั้งหมดคือเลือกตั้งทั้งนายก อบจ.และสมาชิก อบจ.ทั้งหมดในวันสุดท้ายคือ 1 กุมภาพันธ์ ปีหน้า ยังมีเรื่องน่าติดตามอีกมากมาย