รัฐประชาธิปไตยแยกตัวจากรัฐล้มเหลว แต่ไม่ได้รับการรับรองจากนานาประเทศ
ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2427 อ็อตโต ฟอน บิสมาร์ก นายกรัฐมนตรีของจักรวรรดิเยอรมันที่เพิ่งสถาปนาขึ้นใหม่ได้เปิดการประชุมนานาชาติ ประกอบด้วย ประเทศในทวีปยุโรป 12 ประเทศ รวมทั้งสหรัฐอเมริกากับจักรวรรดิออตโตมัน เพื่อทำการแบ่งทวีปแอฟริกาให้เป็นอาณานิคมของประเทศในยุโรปอย่างสันติ ที่บ้านพักของนายกรัฐมนตรีบิสมาร์กเองในกรุงเบอร์ลิน โดยการประชุมที่กรุงเบอร์ลินครั้งนี้เป็นการป้องกันสงครามที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างประเทศยุโรปที่แสวงหาอาณานิคมในทวีปแอฟริกาที่มีพื้นที่ที่ทับซ้อนกัน อันจะทำให้ประเทศในยุโรปหลายประเทศอาจจะมีความขัดแย้งกันเอง จึงมีการประชุมกันเพื่อขีดเส้นพรมแดนของทวีปแอฟริกาเสียให้ชัดแจ้ง การประชุมที่กรุงเบอร์ลินจัดขึ้นเป็นเวลา 104 วัน สิ้นสุดลงในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2428
ครับ! หลังจากนั้นใน พ.ศ.2457 ทวีปแอฟริกากว่า 90% ก็ตกเป็นอาณานิคมของประเทศในยุโรปทั้งหมด โดยการแบ่งพื้นที่การยึดครองเป็นอาณานิคมของชาวยุโรปก็มิได้คำนึงถึงชาวแอฟริกันเลยว่าประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อาณานิคมทั้งหลายนั้นจะเป็นพวกเดียวกันหรือเป็นศัตรูกัน ทำให้บรรดาประเทศต่างๆ ในทวีปแอฟริกาเมื่อได้เอกราชจากประเทศในยุโรปมักจะขัดแย้งและรบราฆ่าฟันกันมาโดยตลอดจนปัจจุบัน เพื่อที่จะแยกประเทศออกจากกัน เพราะประชากรในประเทศทั้งหมดที่ถูกชาวยุโรปขีดเส้นพรมแดนแบ่งกันตามอำเภอใจนั้นไม่พอใจที่จะอยู่ร่วมกันเป็นประเทศเดียวกันนั่นเอง

คราวนี้ก็เกิดมีกรณีประเทศโซมาเลียแลนด์ซึ่งตั้งอยู่ที่จะงอยแอฟริกา (เป็นคาบสมุทรในแอฟริกาตะวันออกที่มีแผ่นดินยื่นเข้าไปในทะเลอาหรับหลายร้อยกิโลเมตร และตั้งอยู่ทางด้านใต้ของอ่าวเอเดน เป็นส่วนที่อยู่ทางตะวันออกสุดของทวีปแอฟริกา จะงอยแอฟริกาเป็นที่ตั้งของประเทศเอริเทรีย, จิบูตี, เอธิโอเปีย และโซมาเลีย จะงอยแอฟริกาครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2,000,000 ตารางกิโลเมตร) สาธารณรัฐโซมาลีแลนด์เป็นดินแดนตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศโซมาเลีย และติดกับประเทศจิบูตีและประเทศเอธิโอเปียในจะงอยแอฟริกา มีเนื้อที่ 177,000 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรประมาณ 4,171,898 คน ได้ประกาศเอกราช แยกตัวออกมาจากประเทศโซมาเลียตั้งแต่ปี พ.ศ.2534 (33 ปีมาแล้ว) โดยปกครองตามระบอบประชาธิปไตย เพราะว่าประเทศโซมาเลียตกเป็นรัฐล้มเหลว (รัฐล้มเหลว หรือ failed state หมายถึง รัฐที่ไม่สามารถบริหารการปกครองได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือไม่สามารถดำรงรักษาไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยภายใน มีความขัดแย้งทางการเมืองและสังคมอย่างรุนแรง มีการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย รัฐบาลและกลไกรัฐขาดความมั่นคงและประสิทธิภาพจนไม่สามารถบริหารประเทศและแก้ปัญหาต่างๆ ให้ประสบผลสำเร็จได้) แต่ยังไม่เป็นที่ยอมรับจากนานาชาติเลยแม้แต่ประเทศเดียว เนื่องจากสหภาพแอฟริกา (African Union) เป็นสหภาพระดับทวีปของรัฐสมาชิก 55 รัฐที่เป็นองค์การระหว่างประเทศในทวีปแอฟริกา จึงมีนโยบายที่จะไม่รับรองรัฐที่แยกตัวออกจากประเทศเดิม เพราะเกรงว่าประเทศอื่นๆ ในทวีปแอฟริกาจะถือเป็นตัวอย่าง อาจทำให้เกิดการแยกตัวออกเป็นเอกราชในแทบทุกประเทศของทวีปแอฟริกา เนื่องจากประเทศในแอฟริกาล้วนแล้วแต่ตั้งขึ้นจากการขีดเส้นแบ่งพรมแดนตามอำเภอใจของเจ้าอาณานิคมชาวยุโรปในอดีตทั้งสิ้นและเนื่องจากสหภาพแอฟริกามีสมาชิกถึง 55 ประเทศจึงมีอิทธิพลในองค์การสหประชาชาติทำให้ประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติไม่รับรองรัฐโซมาลีแลนด์ไปด้วย
ดังนั้น ประเทศโซมาลีแลนด์จึงไม่ได้รับการรับรองว่าเป็นรัฐอย่างแท้จริงจากประเทศใดๆ ในโลกเลย แม้จะเป็นรัฐประชาธิปไตยที่แยกตัวออกจากรัฐโซมาเลียซึ่งเป็นรัฐล้มเหลว (failed state) มาแล้วถึง 33 ปีก็ตาม ทำให้ประชาชนชาวโซมาลีแลนด์จำนวน 6,200,000 คน ไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ เนื่องจากหนังสือเดินทางของโซมาลีแลนด์ไม่ได้รับการรับรองจากนานาชาติ และประเทศโซมาลีแลนด์ไม่สามารถเข้าถึงระบบเงินตราระหว่างประเทศได้ ทำให้มีความลำบากในการค้าขาย ไม่สามารถกู้ยืมเงินทุนจากองค์การเงินระหว่างประเทศมาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้ โซมาลีแลนด์ต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้รับการรับรองการเป็นรัฐโดยสมบูรณ์จากนานาประเทศให้ได้ จนกระทั่งในเดือนมกราคมปีนี้ (พ.ศ.2567) โซมาลีแลนด์ได้ทำบันทึกความเข้าใจ (memorandum of understanding-MOU คือบันทึกความเข้าใจ เป็นรูปแบบการจัดทำหนังสือที่แสดงความประสงค์ของบุคคลหรือนิติบุคคลสองฝ่ายหรือมากกว่านั้น ที่จะทำความร่วมมือกัน โดยเต็มใจ ที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ระบุ มีการวางแผน ทำกิจกรรมร่วมกันในภาพกว้าง โดยไม่ถือว่าเป็นสัญญาผูกมัดใดๆ (non-legally binding agreement) เนื่องจากไม่มีสภาพบังคับ หากไม่ปฏิบัติตาม เป็นเพียงการแสดงเจตนาที่แน่วแน่ของผู้ลงนามว่าจะปฏิบัติตามเนื้อหาที่ระบุไว้ใน MOU ซึ่งปกติใช้สำหรับความตกลงที่มีขอบเขตจำกัด หรือมิได้มีลักษณะเป็นการถาวร มักจะมีการเรียกชื่ออีกอย่างว่า “บันทึกความเข้าใจความร่วมมือ” เป็นหลักฐานยืนยันถึงการสนับสนุนการทำงานร่วมกัน การให้ความช่วยเหลือด้านทรัพยากร องค์ความรู้ และบุคลากรระหว่างหน่วยงาน) กับประเทศเอธิโอเปีย ซึ่งเป็นประเทศใหญ่และมีอิทธิพลมากในทวีปแอฟริกาและเป็นประเทศเพื่อนบ้านทางตอนใต้ของโซมาลีแลนด์ แต่เป็นประเทศไม่มีทางออกทางทะเลที่จะให้เอธิโอเปียเช่าพื้นที่ของเมืองท่าเบอร์เบราที่ติดกับอ่าวเอเดน มหาสมุทรอินเดียของโซมาลีแลนด์เป็นเวลา 50 ปี เพื่อแลกกับการที่เอธิโอเปียให้การรับรองว่าโซมาลีแลนด์เป็นรัฐโดยสมบูรณ์ ซึ่งจะเป็นก้าวแรกและก้าวสำคัญในการรับรองประเทศโซมาลีแลนด์จากนานาประเทศต่อไป

ดังนั้น ประเทศโซมาลีแลนด์ได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันพุธที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ให้มีรัฐบาลใหม่โดยความรับรู้และยินยอมของชาวโซมาลีแลนด์ เพื่อดำเนินการเจรจาตกลงทำสนธิสัญญากับเอธิโอเปีย ในการแลกเปลี่ยนการให้เช่าที่ดินในเมืองท่าเบอร์เบรา 50 ปี แลกกับการรับรองรัฐโซมาลีแลนด์ของเอธิโอเปียต่อไป โดยพรรคการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านได้ประกาศร่วมกันแล้วว่าไม่ว่าพรรคใดได้รับชัยชนะก็จะดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้อย่างแน่นอน และจากผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับชัยชนะ ยิ่งทำให้ชาวโซมาลีแลนด์มีความคิดว่าสหรัฐอเมริกาอาจจะรับรองรัฐโซมาลีแลนด์ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ชั้นสูงของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกาหลายคนในสมัยที่นายทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสมัยแรกได้แสดงท่าทีสนับสนุนให้สหรัฐอเมริการับรองรัฐโซมาลีแลนด์อย่างเปิดเผยมาแล้ว
อีกไม่นานเราคงจะได้เห็นสมาชิกใหม่ขององค์การสหประชาชาติคือโซมาลีแลนด์ต่อไป
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

