แน่นอนว่าที่คอลัมน์นี้จะชวนมาไล่ “นักร้อง” นั้นไม่ได้หมายถึงผู้ที่ร้องเพลงได้ดีหรือมีอาชีพทางนี้แต่อย่างใด หากสองปีที่ผ่านมานี้ คำว่า “นักร้อง” ในความรับรู้ของสังคมไทยร่วมสมัยก็มีสองความหมายอย่างที่เข้าใจตรงกัน คือ ทั้งความหมายดั้งเดิมของผู้มีความสามารถในการร้องเพลง กับความหมายที่เป็นปัญหาของเราในวันนี้ คือ ผู้ที่มีบทบาทในการยื่น “เรื่องร้องเรียน” ต่อหน่วยงานของรัฐ ซึ่งรวมถึงการยื่นฟ้องต่อศาลตามช่องทางต่างๆ ด้วย
ส่วนตัวแล้วเห็นคนใช้คำว่า “นักร้อง” ในความหมายนี้คนแรกคือ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในข้อสังเกตของเขาต่อเรื่อง “นิติสงคราม” ซึ่งก็คือการใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อหวังผลอย่างมีนัยสำคัญทางการเมือง หรือใช้เพื่อกลั่นแกล้งรังแกไปจนถึงละเมิดสิทธิของประชาชนฝั่งฝ่ายตรงข้ามกับนักร้องหรือเจ้าของพวกเขา
หากจะไล่เรียงหาที่มากันแล้ว “นักร้อง” ในความหมายหลังนี้เติบโตมาควบคู่กันเหมือนเหาฉลามไปกับการก่อตั้งและพัฒนาการขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญและศาลในระบบกฎหมายมหาชน ซึ่งเริ่มจากการที่รัฐธรรมนูญปี 2540 นั้นก่อตั้งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อให้เป็นหน่วยงานของรัฐที่อยู่นอกเหนือระบบหน่วยงานทางปกครองปกติ โดยวัตถุประสงค์ให้มีอิสระเพื่อดำเนินภารกิจในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐไปจนถึงการเข้าสู่อำนาจรัฐ และพร้อมกันนั้น ก็ได้ก่อตั้ง “องค์กรตุลาการ” คือศาลในระบบกฎหมายมหาชน คือศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมาด้วย
วัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ก่อตั้งองค์กรและศาลเหล่านั้นขึ้นมาเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจากการใช้อำนาจรัฐในทุกรูปแบบ การเข้าถึงองค์กรดังกล่าวจึงเป็นเรื่องง่าย ทั้งในเชิงข้อกฎหมายที่การเป็นผู้มีสิทธิยื่นเรื่องร้องเรียนต่อองค์กรอิสระหรือฟ้องคดีต่อศาลในระบบกฎหมายมหาชนนั้น จะพิจารณาด้วยมาตรวัดที่กว้างขวางกว่าการเป็น “เจ้าทุกข์” หรือ “ผู้เสียหาย” ในทางแพ่งอาญาแต่เดิมซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะตัว ให้รวมไปถึงกรณีที่ความเดือดร้อนเสียหายตามข้อร้องเรียนนั้นเป็นเรื่องที่กระทบต่อประชาชนโดยส่วนรวมด้วย นอกจากนี้การดำเนินการร้องเรียนไปจนถึงการดำเนินคดีต่อศาลในระบบกฎหมายมหาชนนั้นก็ไม่จำเป็นต้องอาศัยทนายความหรือที่ปรึกษาทางกฎหมาย รวมถึงแทบไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ที่ศาลหรือหน่วยงานของรัฐนั้นเรียกเก็บ เว้นแต่เป็นการฟ้องคดีปกครองบางเรื่องเท่านั้น
ปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิด “ระบอบนักร้อง” ขึ้น คือการไปร้องเรียนนั้น มันสามารถก่อให้เกิด “ผล” ได้จริงตามกระบวนการที่ออกแบบไว้ขององค์กรอิสระหรือศาลในระบบกฎหมายมหาชนนั่นแหละ เพราะเรื่องร้องเรียนที่ครบองค์ประกอบนั้นไม่สามารถอ่านแล้วเก็บเข้าลิ้นชักไปได้เหมือนระบบราชการในยุคก่อน แต่สำหรับกระบวนการขององค์กรอิสระหรือศาลแล้ว เมื่อมีการร้องเรียนหรือฟ้องคดีแล้วก็จะต้องดำเนินกระบวนการรับและพิจารณาเรื่องร้องเรียนนั้นไปจนสุดทางตามกระบวนการที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายออกแบบไว้
ซึ่งที่ “สุดทาง” ของคำร้องหรือคำฟ้องของ “นักร้อง” เหล่านั้น มีทั้งส่งผลให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งได้ เช่นคดี “ชิมไปบ่นไป” ที่ริเริ่มจากนักร้องที่สร้างชื่อเสียงจนได้เป็นสมาชิกวุฒิสภาแบบสรรหา หรือกรณีที่นักร้องรายหนึ่งไปฟ้องศาลปกครองจนทำให้ศาลสั่งให้รัฐต้องไปทบทวนแผนแม่บทการจัดการทรัพยากรน้ำที่เกิดขึ้นหลังมหาอุทกภัยปี 2554 ตีตกให้กลับไปดำเนินกระบวนการรับฟังความเห็นของประชาชนใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งก็สร้างชื่อเสียงและความย่ามใจให้นักร้องทั้งสองคนนั้น
นอกจากนี้ก็มีกระบวนการ “ร้องเรียน” อีกมากมายที่อาจจะไม่ได้มีนัยทางการเมือง แต่ก็บังเกิดผลจริงตามเจตนาของนักร้อง ที่หลายกรณีก็เป็นการแก้ไขความเสียหายหรือเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจรัฐหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายได้จริงๆ
ผลอันเห็นชัดเจนเป็นรูปธรรมทั้งหมดรวมกันก็เป็นเครื่องช่วยสั่งสมสถาปนาให้นักร้องมืออาชีพนั้นมีชื่อเสียง กลายเป็นผู้มีอิทธิพลซึ่งเป็นที่ครั่นคร้ามของผู้คนในแวดวงราชการและการใช้อำนาจรัฐ และกลายเป็น “ผู้เล่นหลัก” ในทางการเมืองไปได้ในที่สุด โดยผู้ที่เข้าสู่วงการนักร้องนี้ไม่จำเป็นต้องอาศัยต้นทุนทางการเงินหรือความรู้ทางกฎหมายใดๆ มากนัก อย่างน้อยขอให้รู้ว่าสามารถไป “ร้อง” เรื่องไหนที่ “เวที” หรือองค์กรใดได้ก็เพียงพอแล้ว หลังจากนั้นก็เพียงแค่หาช่องทางให้ตัวเองมีแสง ด้วยการไป “ร้อง” หรือ “ฟ้อง” คดีที่กำลังเป็นกระแส เป็นประเด็นการเมือง หรือเป็นที่สนใจของประชาชน ซึ่งเรื่องนี้ต้องอาศัยทั้งระยะเวลาและโชคของแต่ละกรณี
เพราะอันที่จริงแล้ว ในแต่ละเดือนแต่ละปี “นักร้อง” เหล่านี้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อหน่วยงานของรัฐ องค์กรอิสระ หรือฟ้องคดีต่อศาลอย่างถี่ยิบเรียกว่าหลักหลายร้อยเรื่องหรือคดี แต่ในบรรดาเรื่องร้องเรียนหลักร้อยพันนั้น ขอแค่มัน “เข้าเป้า” สักเรื่อง เพียงแค่ศาลรับไว้ มีการไต่สวน หรือถึงขนาดเป็นข่าวเป็นประเด็นทางการเมือง นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะสร้าง “ราคา” ให้ “นักร้อง” เหล่านั้น “ราคา” ที่นักร้องแต่ละคนได้สร้างไว้นั้นเอง ก็กลายเป็นที่มาของ “อำนาจ” และ “การฉ้อฉล” ดังคำกล่าวของลอร์ดแอ็คตันที่ว่า “อำนาจมีแนวโน้มที่จะฉ้อฉล และหากอำนาจเบ็ดเสร็จก็แน่นอนว่าฉ้อฉลอย่างเด็ดขาด” (Power tends to corrupt ; absolute power corrupts absolutely)
“อำนาจ” ของบรรดานักร้องเหล่านี้แม้จะยังไม่ได้ถึงขั้นเบ็ดเสร็จ และเอาจริงก็จะเรียกว่าอำนาจก็ไม่เต็มปากเพราะพวกเขาเองก็ไม่มีอำนาจรัฐ แต่อิทธิพลของพวกเขาที่อาจเหนี่ยวนำอำนาจรัฐให้คุณให้โทษอย่างไรก็ได้นั้นก็มีอยู่จริง เมื่อไปประกอบกับแสงแห่งความสนใจที่ได้รับจากสังคมแล้ว ก็เพียงพอต่อการฉ้อฉลในระดับที่เป็นภัยสังคมได้อย่างที่เห็นในทุกวันนี้
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ข่าวการสอบสวนไปจนถึงจับกุม “นักร้องหญิง” ที่ตั้งตัวเป็น “ประธานอำนวยการศูนย์ประสานงานส่งเสริมเครือข่ายออนไลน์” ในข้อหากรรโชกทรัพย์ และเป็นตัวกลางเรียกรับหรือยอมจะรับสินบนให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ (ที่ไม่ว่าเจ้าหน้าที่นั้นจะมีอยู่จริงหรือไม่ก็ตาม) ก็เป็นการกระชากหน้ากาก “อีกครั้ง” และเป็นเพียงหนึ่งฝีหนองที่ปะทุขึ้นมาจากพิษภัยสังคมที่เกิดขึ้นจากระบอบนักร้องเท่านั้น
ถ้ายังจำกันได้ ก่อนหน้านี้ “นักร้องชาย” ชื่อดังระดับประเทศผู้โด่งดังจากเรื่องน้ำๆ ก็เพิ่งถูกรวบตัวและดำเนินคดีในความผิดฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานของรัฐเรียกรับสินบน ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินหรือให้กระทำการใดหรือไม่กระทำการใดมาแล้วเมื่อช่วงต้นปี โดยมูลเหตุของเรื่องก็มาจากการที่ “นักร้อง” ผู้นั้นได้ไปข่มขู่ข้าราชการระดับสูงให้จ่ายเงินให้ตามที่เรียกร้อง แลกกับการไม่ไป “ร้องเรียน” ข้าราชการผู้นั้น
การ “ฉ้อฉล” ของ “นักร้อง” เหล่านี้ไม่ต่างจากตำนานเรื่องเล่าของคนธรรมดาที่ลุกขึ้นมาต่อสู้กับอำนาจชั่วร้ายที่เหนือกว่าเช่นราชาทรราชหรือจอมมารจนได้ชัยชนะ ได้รับยศหรือสถาปนาตัวเองเป็นผู้กล้า แต่เมื่อเขามีอำนาจในระดับที่เพียงพอที่จะกำจัดอำนาจที่ชั่วร้ายนั้นแล้ว เขาก็ใช้อำนาจเช่นนั้นในเรื่องชั่วร้ายเสียเอง ดังพล็อตเดาง่ายของเกมหรือนิยายแฟนตาซี ที่ในที่สุดแล้วความจริงปรากฏว่า จอมมารหรือกษัตริย์ทรราชที่เป็นศัตรูต่อมนุษยชาติหรือประชาชนนั้น ที่แท้แล้วก็คือผู้กล้าคนก่อนนั่นเอง
การเรืองอำนาจไปจนถึงจุดจบอันฉ้อฉลของ “นักร้อง” ก็คงไม่ต่างจากตำนานหรือเรื่องเล่าเหล่านั้น เพราะเชื่อว่าคงไม่มีหรอกใครที่ตั้งใจจะเป็นนักร้องเพื่อที่จะไต่ระดับไปสู่นักรีดทรัพย์ การไปร้องเรียนหรือใช้สิทธิทางศาลของพวกเขาในครั้งแรกๆ ก็คงจะเป็นเรื่องที่เขาคิดจะต่อสู้กับเรื่องที่ไม่ถูกไม่ควรหรือไม่ถูกต้องตามความเห็นของเขาจริงๆ ด้วยเจตนาดีที่จะปกป้องผลประโยชน์ของส่วนรวม
แต่ในที่สุด เมื่อการ “ร้อง” ของเขานั้นก่อให้เกิดผลจริง สิ่งที่ตามมาคือ “แสง” ที่ได้รับจากความสนใจของสื่อและสังคมก็ทำให้เขาได้ใจ เมื่อมีผู้มาปรึกษาหรือขอร้องให้เขาช่วยไป “ร้อง” เรื่องนั้นเรื่องนี้ให้บ้าง การฉ้อฉลระดับที่หนึ่งคือเริ่มหากำไรจากการเรียกร้องค่าตอบแทนในการ “ร้องเรียน” ซึ่งแรกทีเดียวก็อาจจะขอแค่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ และเมื่อเห็นช่องย่ามใจก็หากำไร เรียกร้องค่าตอบแทนในการ “ออกไปขึ้นเวที” ที่รวมถึงการไปร้องเรียนและการตีข่าวให้เป็นกระแสสังคม
จนไปสู่จุดตกต่ำดำมืดที่สุดคือการทำตัวเป็นนายหน้าค้าเรื่องร้องเรียนหรือข้อพิพาทแบบนกสองหัว โดยรับเรื่องจากฝ่ายผู้เสียหายโดยเรียกค่าตอบแทนในการไปร้องเรียนหลักหมื่นหรือหลักแสน จากนั้นก็เอาเรื่องร้องเรียนนั้นไปเจรจาข่มขู่อีกฝ่ายหนึ่งที่จะถูกร้องเรียนให้จ่ายเงินหรือผลประโยชน์ที่สูงกว่า แลกกับการที่จะช่วย “จบ” เรื่องร้องเรียนนั้นก่อนจะบานปลายใหญ่โต ซึ่งถ้ามีจรรยาบรรณหน่อย “นักร้อง” ก็จะเรียกฝ่ายผู้เดือดร้อนและผู้ถูกกล่าวหามาไกล่เกลี่ยกันจนได้ข้อสรุปที่ฝ่ายผู้เดือดร้อนพอใจ และฝ่ายผู้กล่าวหาก็ไม่โดนร้องเรียนหรือดำเนินคดี กลายเป็นว่าทุกฝ่ายได้รับประโยชน์กันไปตามที่หวัง ส่วนนักร้องก็รับประโยชน์จากสองฝ่ายไปด้วยวิธีนี้
จะเห็นได้ว่า แม้จะต่างเรื่องต่างกรณีและวิธีการกัน แต่พฤติการณ์ของ “นักร้องหญิง” ที่เพิ่งโดนจับกุมตั้งข้อหาไป กับ “นักร้องชาย” ที่โดนไปก่อนหน้านี้ก็มีจุดร่วมกันในลักษณะที่ได้กล่าวไปไม่ได้ผิดกันในสาระสำคัญ กรณีล่าสุดของ “นักร้องหญิง” ที่แสดงตัวฉากหน้าว่าเป็นผู้ต่อสู้เรียกร้องให้ผู้ถูกฉ้อโกงให้ได้รับเงินทองหรือทรัพย์สินคืนมา ก็ถูกเปิดโปงว่าที่แท้ก็เรียกกินหัวคิวจากฝ่ายผู้เสียหาย และไปตบทรัพย์ฝ่ายที่ถูกกล่าวหา ก็ทำให้สังคมได้เห็นภาพทั่วทุกด้านของ “นักร้อง” จากผู้พิทักษ์ความเป็นธรรมและกฎหมายกติกาก็กลับกลายเป็น “ภัยสังคม” ไปได้ในที่สุด
จากกรณีข้างต้น จะเห็นได้ว่า “ระบอบนักร้อง” นี้เป็นปัญหาต่อสังคมและประเทศชาติในทุกระดับอย่างแท้จริง
ส่วนหนึ่งที่ “นักร้อง” นั้นกลายเป็นอาชีพและมีผู้เรียกใช้งาน นั่นก็เพราะทางภาครัฐเองที่แม้จะมีกระบวนการรับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์หรือดำเนินคดีที่ชัดเจนเข้าถึงได้แล้ว แต่การเข้าถึงกลไกดังกล่าวของประชาชนทั่วไปก็อาจจะยังไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนักอยู่ดี นอกจากนี้แม้ว่าจะร้องเรียนตามกระบวนการไปแล้ว แต่สุดท้ายผลลัพธ์ที่ออกมาก็ยังไม่ดีเท่ากับการใช้งาน “นักร้อง” ที่เป็นคนดังมีแสงผู้จะสร้างกระแสสังคมให้หันมาสนใจได้มากกว่า
เรื่องนี้หน่วยงานทางภาครัฐอาจจะต้องไปทบทวนว่าถ้าเราจะตัดกระบวนการสร้าง “นักร้อง” พวกนี้แล้ว เราอาจจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องร้องเรียนจากคนทั่วไปที่ไม่ได้เป็นผู้มีชื่อเสียงหรือมีแสงแบบ “นักร้อง” ให้มากกว่านี้ ซึ่งหลายเรื่องที่เป็นข่าว เช่นกรณีของดิไอคอน ก็จะพบว่าเคยมีการร้องเรียนไปตามช่องทางอันควรแล้ว แต่ทางฝ่ายรัฐก็ไม่ได้เห็นปัญหาของเรื่องนี้และดำเนินการไปอย่างที่ควร จนเหมือนกลายเป็นว่าหน่วยงานภาครัฐที่ควรจะรับผิดชอบหรือกำกับดูแลเรื่องนี้ให้ถูกให้ควร กลับส่ง “ลูกค้า” ไปให้ “นักร้อง” พวกนี้โดยทางอ้อม
นอกจากนี้การที่ “นักร้อง” เหล่านี้ได้รับ “แสง” จนเติบโตไปกลายเป็น “นักร้อง” ที่สร้างปัญหานี้ได้ ส่วนหนึ่งก็มาจาก “สื่อ” ที่ไปสนใจเสนอข่าวและให้แสงกับนักร้องพวกนี้ก่อนด้วย จนทำให้พวกเขาเป็นเหมือน “ผู้มีอิทธิพล” ในสังคมซึ่งเป็นปากทางแห่งการใช้อำนาจฉ้อฉลในที่สุดด้วย
หวังว่าเรื่อง “นักร้องหญิง” รายล่าสุดนี้น่าจะทำให้ผู้เกี่ยวข้องสองฝ่ายที่กล่าวไปนี้ได้ตระหนักและทบทวนบทบาทของตัวเองเพื่อตัดตอนบรรดานักร้องที่รอจะกลายเป็นปัญหาในอนาคต และทำหมันไม่ให้เกิด “นักร้อง” รายใหม่ขึ้นมาบนเวทีสังคมนี้ได้อีก
กล้า สมุทวณิช

