หนังสือสองเล่มน่าอ่านและเป็นเจ้าของ คือหนังสือของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ในกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม มี ดร.โสมสุดา ลียะวณิช เป็นผู้อำนวยการ
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้มีพระราชปรารภว่า ประเทศไทยยังไม่มีศูนย์ข้อมูลทางด้านมานุษยวิทยาและสาขาที่เกี่ยวข้องทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่ผู้ต้องการข้อมูลจะสามารถสืบค้นได้โดยสะดวก
มหาวิทยาลัยศิลปากรจึงได้พิจารณาเห็นสมควรจัดตั้งศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 36 พรรษา ในปี 2534 และกราบบังคมทูลขอพระราชทานอัญเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นที่ปรึกษาและเสด็จฯทรงเปิดศูนย์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ.2542
วันที่ 9 มีนาคม เป็นวันครบ 25 ปี ขึ้นสู่ปีที่ 26 ของศูนย์แห่งนี้ จึงจัดพิมพ์หนังสือ Re collection ย้อนทวนความหมาย “ของ” (ไม่) ธรรมดา เพื่อเป็นพื้นที่ช่วยบันทึกเรื่องราว คุณค่าของวัตถุที่มีความสัมพันธ์กับชีวิตผู้คน ช่วงเวลา และพื้นที่ ทั้งยังถ่ายทอดกระบวนการในการสร้างความรู้ที่เน้นการมีกระบวนการการมีส่วนร่วมของเจ้าของวัฒนธรรม เพื่อถ่ายทอดให้ผู้สนใจได้อ่าน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ทดลองนำไปทำต่อ
เพราะการสร้างความรู้ไม่ได้จำกัดเพียงกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง หรือจะหยุดอยู่กับที่เป็นจริงไปชั่วฟ้าดินสลาย
แต่ความรู้และกระบวนการสร้างความรู้ สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ตลอดเวลา และปรับเปลี่ยนไปตามการตีความของผู้คนในแต่ละสมัยแต่ละพื้นที่
ดร.โสมสุดา ลียะวณิช ผู้อำนวยการศูนย์ บอกไว้ในสารจากผู้อำนวยการของหนังสือทั้งสองเล่ม
ชื่อหนังสือ “Re collection ย้อนทวนความหมาย “ของ” (ไม่) ธรรมดา” #1 และ #2
ความหมายของ Re collection คือ เป็นกระบวนการที่นำมาปรับใช้ในการสร้างความรู้ที่ชุมชนมีส่วนร่วม เพื่อให้ชุมชนหรือตัวแทนของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นได้ตรวจสอบ ทบทวนความรู้ โดยใช้การตีความวัตถุสะสมของพิพิธภัณฑ์เป็นเครื่องมือสำคัญ ซึ่งตลอดทั้งกระบวนการมีการตีความซ้อนกันหลายครั้ง ทั้งการตีความโดยผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ (การคัดเลือกข้าวของตามกรอบที่กำหนด) การตีความโดยเจ้าหน้าที่ศูนย์ การตีความโดยชุมชน การตีความโดยเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ซึ่งมีมุมมองวัตถุแตกต่างกัน จึงตีความแตกต่างกัน
ตัวอย่าง ชุดเซิ้ง หรือชุดเจ๊ย ของบ้านท่าขี้เหล็กใหญ่ที่มีการตีความต่างกันจากคนในชุมชน นำไปสู่การสืบค้นความรู้เพิ่มเติม และให้คำอธิบายใหม่กับวัตถุ
นันทวรรณ เหล่าฤทธิ์ จากพิพิธภัณฑ์มีชีวิตบ้านท่าขี้เหล็กใหญ่ จังหวัดชัยภูมิ ตั้งข้อสังเกตว่า วัตถุที่ยังมีการใช้งานอยู่และมีความเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ น้อย ส่วนใหญ่เป็นของที่มีความเชื่อกำกับ เช่น เครื่องแต่งกายพ่อมดแม่มดของชาวลาวโซ่ง พระลากเรือพระของวัดโคกเหรียงและวัดพะโคะ เป็นต้น
ขณะที่วัตถุบางชิ้นแสดงถึงการรับ ปรับ การปะทะสังสรรค์ทางวัฒนธรรมและความเชื่อ เช่น เบ้าขนมก้อรูปเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นคติความเชื่อแบบพราหมณ์ แต่ปรากฏบนแม่พิมพ์ขนมก้อซึ่งเป็นขนมมงคลใช้ในพิธีแต่งงาน และพิธีสุหนัตของชาวมุสลิมมลายู รวมทั้งมีการนำขนมชนิดนี้ไปใช้ในงานอื่นๆ หรือเป็นของกินเล่น
แสดงให้เห็นว่าแม้จะเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมความเชื่อ แต่ขนมชนิดนี้มีการให้ความหมายใหม่ๆ ปรับเปลี่ยนไปตามสภาพสังคมโดยตลอด
หนังสือทั้งสองเล่ม นุชจรี ใจเก่ง กับ นวลพรรณ บุญธรรม เป็นบรรณาธิการ ให้ความรู้หลายเรื่อง ตั้งแต่ศรัทธาในพุทธศาสนา ไปถึงการละเล่น การแต่งกาย ของใช้ในบ้าน อาชีพ และอีกมากมาย
น่าเสียดายที่จัดพิมพ์เพียงฉบับละ 500 เล่ม คงเพื่อแจกพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น และไม่ขาย ใครอยากได้ติดต่อไปที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ถนนบรมราชชนนี ตลิ่งชัน โทรศัพท์ 0-2880-9429

