กลยุทธใหม่ ปฏิรูปการศึกษา
ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปการศึกษายุคใหม่ต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว
ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาจังหวัด ไม่ใช่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แบบอดีต อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของศึกษาธิการจังหวัด ยังมีฐานะเป็นข้าราชการอยู่ แต่ต้องมีระบบประเมินผลการปฏิบัติงานที่ต้องรับผิดชอบต่อคุณภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาที่รับผิดชอบอยู่ สามารถได้รับการแต่งตั้ง โยกย้ายได้โดยคณะกรรมการการศึกษาจังหวัด ในอนาคตสำหรับจังหวัดที่มีความพร้อมอาจจะพิจารณาให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาออกนอกระบบราชการได้เช่นกัน ให้มีอัตราเงินเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 120,000 บาท และสวัสดิการอื่นๆ ตามเงื่อนไข เช่น กำหนดอายุไม่น้อยกว่า 35 ปี ต้องมีประสบการณ์เคยเป็นครูผู้สอนและผู้บริหารสถานศึกษารวมกันมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี มีผลงานเชิงประจักษ์ชัดเจน เช่นเดียวกันต้องมีสมรรถนะภาษาอังกฤษ สมรรถนะดิจิทัลระดับใด เป็นต้น
โดยต้องทำสัญญาจ้างในตำแหน่งนักบริหาร มีวาระคราวละ 4 ปีสามารถทำสัญญาจ้างได้ไม่เกิน 2 วาระเช่นกัน
วิธีการนี้จะเปิดโอกาสให้ครู ผู้บริหารสถานศึกษาของภาคเอกชนที่มีสมรรถนะ ความรู้ ความสามารถสูงมีความเป็นมืออาชีพเข้าสู่กระบวนการสรรหาคัดเลือกให้เข้ามารับตำแหน่งได้ ซึ่งจะเป็นคุณประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพของจังหวัด
ศึกษานิเทศก์ ให้มีหน่วยงานนิเทศการศึกษาในระดับจังหวัดเท่านั้น ทำหน้าที่เป็น Regulator ที่คอยติดตาม กำกับ ดูแล สนับสนุน ตรวจสอบประเมินการจัดการศึกษาของสถานศึกษาในแต่ละเขตพื้นที่การศึกษาของจังหวัด เนื่องจากเขตพื้นที่การศึกษาเป็นเสมือน Operator
ผู้ปฏิบัติ หากให้มีหน่วยศึกษานิเทศก์ซึ่งเป็น Regulator สังกัดเขตพื้นที่การศึกษาด้วย ถือเป็นความสิ้นเปลืองซ้ำซ้อนและขัดกับหลักการสำคัญที่ต้องไม่ให้ผู้ปฏิบัติและผู้กำกับติดตามประเมินอยู่ในสังกัดเดียวกัน ในอนาคตคณะกรรมการการศึกษาจังหวัดสามารถพิจารณาจ้างศึกษานิเทศก์ ครู หรือผู้บริหารสถานศึกษาที่เกษียณอายุราชการแต่มีประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถเชิงประจักษ์มาทำหน้าที่ศึกษานิเทศก์ของจังหวัดก็ได้ โดยสามารถขอยกเว้นใบประกอบวิชาชีพศึกษานิเทศก์สำหรับผู้ไม่มีได้ เป็นกรณีๆ ไป
ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรการศึกษา มีสถานะเป็นข้าราชการไม่เปลียนแปลงสิทธิประโยชน์ใดๆ อันพึงมีพึงได้ แต่การบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้ายตลอดจนการได้รับหรือการเลื่อนวิทยฐานะต่างๆ เป็นอำนาจของคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) ของแต่ละจังหวัด
การปฏิบัติหน้าที่ครูและบุคลากรการศึกษาอยู่ภายใต้การควบคุมกำกับดูแลของผู้อำนวยการสถานศึกษา ซึ่งก็อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา ความก้าวหน้าในวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรการศึกษาขึ้นกับการพิจารณาและสิ้นสุดที่ระดับจังหวัดเท่านั้น ไม่มีความจำเป็นต้องขึ้นกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ) แบบอดีต เนื่องจากปัจจุบันมีสถาบันอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยและผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนมากอยู่ในภูมิภาค จังหวัดต่างๆ อย่างเพียงพอและมีความพร้อมที่จะสนับสนุนภารกิจนี้ของจังหวัดได้
3.ความยืดหยุ่นในการใช้งบประมาณของสถานศึกษา
การจัดสรรงบประมาณของสถานศึกษาของรัฐนอกจากพิจารณาจัดสรรตามยุทธศาสตร์ชาติแล้ว ยังต้องคำนึงถึงความคล่องตัวในการใช้งบประมาณของสถานศึกษาเป็นสำคัญด้วย ไม่ควรยึดการจัดสรร แบบเดิมๆ คือ จัดสรรตามรายการ (Categorical Grants)และจะต้องใช้จ่ายตามรายการที่ขออนุมัติเท่านั้น หากสถานศึกษาประสบปัญหาเฉพาะหน้าและมีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณ แต่ไม่อยู่ในรายการที่อนุมัติก็ไม่สามารถใช้ได้ หรือมีขั้นตอนดำเนินการขอเปลี่ยนแปลงการใช้งบประมาณที่มากมายหลายขั้นตอน ทำให้เป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการจัดการศึกษาของสถานศึกษามาก
ควรปรับเปลี่ยนงบประมาณที่จะจัดสรรให้สถานศึกษาเป็นงบก้อนแบบล่ำซำ (Block Grants) สถานศึกษามีอิสระ คล่องตัวและมีความยืดหยุ่นมากกว่าและสามารถตัดสินใจที่จะใช้งบประมาณได้เองภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณกว้างๆ ที่กำหนดมา ไม่ตายตัวแบบงบตามรายการ เช่น อาจจะนำงบประมาณที่ขอตามรายการมารวมเป็นกลุ่มก้อน ได้แก่ งบส่งเสริมและพัฒนาวิชาการ งบพัฒนาทรัพยากรบุคคล งบพัฒนาอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อม งบพัฒนาผู้เรียน เป็นต้น เพื่อให้เห็นภาพรวมงบประมาณของสถานศึกษาทั้งหมดและให้อิสระสถานศึกษา มีความยืดหยุ่นในการบริหารงบประมาณสถานศึกษาสามารถโยกย้ายใช้งบประมาณจากแต่ละงบได้ แต่ต้องไม่เกินวงเงินรวมที่ได้รับอนุมัติในแต่ละปีงบประมาณ
ในกรณีที่สถานศึกษาจำเป็นต้องขอเปลี่ยนแปลงการใช้งบประมาณหรือกรอบวงเงินใดๆ ให้เสนอผ่านเขตพื้นที่การศึกษาเพื่อขออนุมัติต่อคณะกรรมการการศึกษาจังหวัดและถือเป็นที่สิ้นสุด โดยไม่ต้องให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษา หรือสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการหรือเทียบเท่า สำนักงานที่มีชื่อเรียกอย่างอื่นของกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้อนุมัติแบบอดีต และหากสถานศึกษาของรัฐทุกสังกัดมีงบประมาณเหลือจ่าย หรือใช้งบประมาณไม่ทันในแต่ละปีงบประมาณก็ให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการการศึกษาจังหวัดเป็นผู้พิจารณาเช่นกัน ไม่ใช่การรวบอำนาจอนุมัติใช้จ่ายมาที่ส่วนกลางในแบบอดีตอีกต่อไป
สรุปท้ายที่สุดนี้ ผมมีความเห็นว่าการจัดการศึกษาของประเทศไทยปัจจุบันกำลังเผชิญกับภัยคุกคามใหม่ๆ (New Threats) โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาด COVID-19 และการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็น AI หรือ ChatGPT ล้วนมีผลให้เกิดวิถีปกติใหม่ (New Normal) ในการบริหารการศึกษา
ตลอดจนการจัดการเรียนการสอนในทุกระดับการศึกษาของประเทศ
การเผชิญกับภัยคุกคามแบบใหม่ๆ ที่ว่ามานี้าต้องมีกลยุทธใหม่ (New Strategies) ที่พร้อมจะรับมือกับภัยคุกคามแบบใหม่ๆ เช่นกัน
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ที่ใช้มานานกว่า 24 ปีสมควรที่จะต้องปรับเปลี่ยนแล้ว และหากการปรับเปลี่ยนใหม่ๆ ที่มีช่องทางสามารถกระทำได้ด้วยการแก้ไขเปลี่ยนแปลงประกาศ หรือข้อบังคับของกระทรวงศึกษาธิการก็สมควรจะรีบดำเนินการ
แม้ว่ายังใช้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ฉบับเดิมอยู่ ก็มีช่องทางทำได้เสมอหากคิดจะทำ อย่าปล่อยให้เยาวชนไทยเสียโอกาสที่จะได้รับการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ ที่มีต้นเหตุมาจากการแก่งแย่งอำนาจบริหารหรือตำแหน่งหน้าที่หรือการแสวงหาผลประโยชน์ของผู้บริหาร
คุณภาพการศึกษาของประเทศไทยในอดีตเคยอยู่แนวหน้าของกลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศ แต่ปัจจุบันคุณภาพการศึกษาของประเทศไทยอยู่อันดับที่ใกล้รั้งท้ายแล้วครับ
ไม่ต้องกล่าวถึงเวียดนามที่ติดอันดับโลกในการสอบ PISA ไปหลายปีแล้ว ไม่ต้องกล่าวถึงสมรรถนะภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาสากลของโลกไปแล้วเยาวชนไทยก็อยู่รั้งท้ายเสมอมา แล้วเราจะสร้างศักยภาพการแข่งขันให้กับเยาวชนไทยในอนาคตได้อย่างไร หากยังคิดแบบเดิมๆ ยังติดอยู่กับกรอบความคิดเดิมๆ ในสถานการณ์ที่ไม่เหมือนเดิม ความหวังยังมีเสมอสำหรับคนที่ยังไม่สิ้นหวัง ท่านต้องเปลี่ยนก่อนที่จะถูกเปลี่ยน ครับ
รศ.เอกชัย กี่สุขพันธ์

