หน้าแรก คอลัมนิสต์ สุจิตต์ วงษ์เ...

สุจิตต์ วงษ์เทศ : รู้เท่าทัน เมื่อตะวันตกดิน

21.11.24 | 17:50 น.
แบบโฆษณาเทศกาลท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน ตลอดเดือนธันวาคม 2567

ทักษิณ ชินวัตร เมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรี มีแนวคิดก้าวหน้าทางวัฒนธรรมเพื่อสังคมไทย “รู้เขา รู้เรา รู้เท่าทันโลก” จึงสร้างสรรค์ “ดิสคัฟเวอรี่มิวเซียม” บริเวณกระทรวงพาณิชย์ (เดิม) ใกล้วัดโพธิ์ ท่าเตียน ซึ่งปัจจุบันคือ “มิวเซียมสยาม”

รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งถูกยึดอำนาจโดยกลุ่มอนุรักษนิยม (ที่มีกองทัพหนุนหลัง) แล้ว “แช่แข็ง” ประเทศไทย

นับแต่บัดนั้น “มิวเซียมสยาม” ค่อยๆ ถูกลิดรอนแล้วกำจัดแนวคิดก้าวหน้า “รู้เขา  รู้เรา รู้เท่าทันโลก” เหลือแค่แนวคิด “รู้เรา” แบบคลุ้มคลั่งหลงตนเองด้วยการให้ความสำคัญ “ความเป็นไทย” เหนือความรู้เท่าทันโลก

แต่ยิ่งกว่านั้น “ความเป็นไทย” ที่แสดงออกมีลักษณะหยุดนิ่งที่เชื้อชาตินิยม “ทำอะไรตามใจเป็นไทยแท้”

ข่าวในไทยรัฐ (พฤหัส 21 พฤศจิกายน 2567 หน้า 7) บอกว่าสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (สพร.) ร่วมมือกับพิพิธภัณฑ์ทั่วประเทศ 52 แห่ง จัดกิจกรรม Night at the Museum Festival 2024 เทศกาลท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน

Advertisement

เต็มอิ่มด้วยกิจกรรม เวิร์คช้อป ไฮไลท์พิเศษด้วย ดนตรีและการแสดงศิลปะ Lighting Installation พร้อมช้อปจุใจ กับ Night Market ท่าช้างวังหลวง ตลอดเดือนธันวาคม 1 ปี มีครั้งเดียว

เน้นแนวคิด Mass Thai : มองไทยในมิวเซียม ซึ่งไฮไลท์ปีนี้อยู่ที่ 52 พิพิธภัณฑ์ ทั่วประเทศ จะต้องดึงอัตลักษณ์ความเป็นไทยนำเสนอผ่านพิพิธภัณฑ์ ที่จะสามารถร่วมขับเคลื่อนนโยบายซอฟท์พาวเวอร์ของประเทศ

(ที่มา : https://www.facebook.com/museumthailand)

พิพิธภัณฑ์เมื่อตะวันตกดิน

วัฒนธรรมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเศรษฐกิจและการเมืองอย่างแยกมิได้

เรื่องนี้ถ้ารู้จักและเข้าใจอย่างถ่องแท้ ย่อมใช้วัฒนธรรมกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่รากฐานถึงส่วนบน เช่น โอท็อป, ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม, มิวเซียม ฯลฯ

แต่สังคมคลั่งชาติและคลั่งเชื้อชาติไทย มักแยกวัฒนธรรมให้อยู่โดดเดี่ยวไม่เกี่ยวข้องเศรษฐกิจและการเมือง เห็นได้จากรัฐบาลคลั่งชาติเขี่ยโอท็อปออกจากตลาดของประชาชนไปอยู่ในอำนาจราชการรวมศูนย์ เลยเสียโอกาสสู่ตลาดโลก

ดิสคัฟเวอรี่มิวเซียม หรือมิวเซียมสยาม มีขึ้นพื่อความเป็นสมัยใหม่ของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (ที่ทำไม่ได้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ) สตอรี่หลักของการจัดแสดงถาวรคือความเป็นมาของชาวสยาม ซึ่งเป็นลูกผสมหลายชาติพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่” ใช้ภาษาไทยเป็นภาษากลางทางการค้าดินแดนภายใน หลังจากนั้นจึงเรียกตนเองว่าไทย เป็นบรรพชนคนไทยทุกวันนี้

สตอรี่อื่นๆ เป็นทางเลือกการจัดแสดงหมุนเวียนตามกระแส เช่น อาหาร, การละเล่น, เสื้อผ้าอาภรณ์, เพศ, เฟสติวัลตามประเพณี 12 เดือน เป็นต้น

นอกจากนั้นจะเป็นศูนย์กระจายข่าวสารกิจกรรมความเคลื่อนไหวของพิพิธภัณฑ์ทั่วประเทศทั้งของราชการและเอกชน

กลุ่มอนุรักษนิยมยึดอำนาจได้ยกทิ้งสตอรี่หลักเรื่องความเป็นมาของชาวสยาม ซึ่งเป็นต้นตอของความเป็นไทยออกจากมิวเซียมสยาม แล้วจัดใหม่ทั้งหมดเกี่ยวกับไทยโดยไม่ให้ความสำคัญของชาวสยามซึ่งเป็นลูกผสม

ความเป็นไทย “เชิงเดี่ยว” อย่างโดดๆ ถูกเน้นด้วยกิจกรรมยามค่ำคืน Mass Thai : มองไทยในมิวเซียม ราวกับโหยหิวจึงโหยหาความเป็นไทยไม่รู้จักอิ่ม (โดยไม่กังวลกรณีตากใบ)

เที่ยวพิพิธภัณฑ์เมื่อตะวันตกดิน เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวควรเป็นเรื่องรอง

เรื่องหลักคือกระตุ้นการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ น่าจะเป็นแนวทางสำคัญของกิจการพิพิธภัณฑ์ในไทยซึ่งเป็นเมืองร้อน

สิ่งที่พิพิธภัณฑ์ต้องสำรวจตนเองคือ สตอรี่-เนื้อหา โดยเฉพาะของมิวเซียมสยามที่น่าวิตกอกใจ เพราะ “ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่” เมื่อเหลาลงไปเป็นอะไรก็ไม่รู้ เหมือนกระทงหลงทางเข้ารกเข้าพง

มิวเซียมสยามควรกลับคืนเป็นแหล่งรู้เท่าทันเมื่อตะวันตกดิน ครั้นเช้าวันใหม่ให้ “รู้เท่าทันโลก”