อาหารเป็นสินค้าสำคัญที่สร้างรายได้มหาศาลให้ประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ของคนจำนวนมากที่ต้องสั่งสมข้อมูลและประสบการณ์อีกไม่น้อย เพื่อสนับสนุนการผลักดันเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ตามที่นายกรัฐมนตรีมีปาฐกถา ดังนี้
“เราต้องหาทางรอดว่าจะต้องทำอย่างไรให้คนไทยมีทางรอด และหาเม็ดเงินใหม่เข้าประเทศเพราะขณะนี้หนี้ครัวเรือนมากมาย
โดยเรามี 3 ทางรอด ที่เป็นโอกาสให้จับต้องได้และเรากำลังพัฒนาอยู่
1.อาหาร ที่เรามีจุดเด่น คือครัวไทย ที่ต้องการฟื้นครัวไทยสู่ครัวโลก และประเทศไทยสามารถทำการเกษตรที่ฝากอาหารไว้ในประเทศเราได้โดยการถนอมอาหารก่อนการส่งออก
ยกตัวอย่างในการประชุม GMS ที่ สปป.ลาว ที่ทั่วโลกให้การยอมรับและมีความต้องการเรื่องเนื้อวัว โดยให้ช่วยดูเรื่องคุณภาพ ความปลอดภัย
และยังโครงการหนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งอาหารไทย ที่ได้การออกใบประกาศเป็นการรับรองให้กับเชฟและร้านอาหารไทย”
น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานสัมมนา PRACHACHAT THAILAND 2025 โอกาส, ความหวัง, ความจริง และกล่าวปาฐกถาพิเศษ “ประเทศไทย : โอกาส-ความหวัง-ความจริง” ที่ห้องบอลรูม 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน
[มติชน วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2567 หน้า 2]
ข้าวปลาอาหารในไทยเมื่อต้องการส่งเสริมสร้างรายได้ นอกจากผลักดัน “ครัวไทย สู่ครัวโลก” รัฐบาลควรรวบรวมข้อมูลพื้นฐานความเป็นมาของข้าวปลาอาหารในไทย แล้วจัดการแบ่งปันเผยแพร่สู่สาธารณะอย่างเร่งด่วนและต่อเนื่องสม่ำเสมอซึ่งรัฐบาลก่อนๆ ไม่เคยทำสำเร็จ
โดยมอบหมายกระทรวงวัฒนธรรม “สังคมกึ่งเศรษฐกิจ” หรือมิวเซียมสยามจัดแสดงนิทรรศการแล้วมีกิจกรรมร่วมสมัย ทั้งนี้จะมีประโยชน์อย่างน้อย 2 ประการ คือ (1.) เป็นแรงบันดาลใจให้มีการสร้างสรรค์อาหารอร่อยๆ และ (2.) เป็นการศึกษาตลอดชีวิต
อาหารไทย มาจากไหน?
คนไทยมายังไง? อาหารไทยก็มายังงั้น เพราะอาหารไทยมีความเป็นมาคลุกเคล้าเป็นเนื้อเดียวกันกับคนไทย
คนไทยมาจากชาวสยามซึ่งเป็นลูกผสมนานาชาติพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่” ของสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ และจากที่อื่นๆ ในโลก เช่น เจ๊ก, แขก, ฝรั่ง ฯลฯ ซึ่งอาหารไทยก็มายังงั้นเหมือนความเป็นมาของคนไทย
ดังนั้น อาหารไทยแท้ไม่มี เพราะอาหารไทยไม่ได้ถูกเนรมิตบนฟ้า แล้วลอยลงมาจากสวรรค์ แต่เกิดจากความหิวและรสนิยมของคนกินกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าไทย จึงคิดดัดแปลงแต่งปรุงหุงหาของกินใหม่ได้เรื่อยๆ
อาหารมีขึ้นจากการเลือกสรรและสร้างสรรค์อย่างมีประสิทธิภาพของคน
อาหารไทยเป็นวัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์ มาจากการประสมประสานอาหารในชีวิตประจำวันของคนอุษาคเนย์ไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว กับอาหารนานาชาติพันธุ์ ทั้งใกล้และไกล ที่ทยอยแลกเปลี่ยนติดต่อกันสมัยหลังๆ จนเข้าสู่ยุคการค้าโลก เช่น เจ๊ก, แขก, ฝรั่ง ฯลฯ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการประสมประสานวิธีปรุงพื้นเมืองเข้ากับของจีน เช่น น้ำปลา, ขนมจีน, ไข่เจียว, ก๋วยเตี๋ยว ฯลฯ และเจ๊กกับลาว หรือ เจ๊กปนลาว เช่น ส้มตำ
ไม่จำกัดและไม่หยุดนิ่งตายตัว โดยพร้อมรับจากแหล่งอื่นเพิ่มเข้ามาประสมประสานได้เสมอเมื่อมีโอกาส ทำให้มีของกินใหม่ๆ เกิดขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งบางอย่างแม้ต่างจากต้นตำรับที่รับมา แต่อร่อย แล้วพากันเรียกว่าอาหารไทย
อาหารในไทยเก่าสุด 3,000 ปี

[ข้อมูลและภาพจาก สยามดึกดำบรรพ์ : ยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงสมัยสุโขทัย โดย ชาร์ลส ไฮแอม และรัชนี ทศรัตน์ สำนักพิมพ์ริเวอร์ บุ๊คส์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2542]
หลักฐานเก่าสุดที่แสดงว่าคนเรากินข้าวกับปลามาแต่ยุคดึกดำบรรพ์ คือก้อนขี้ 3,000 ปีมาแล้ว (เป็นอย่างน้อย) มี “อาหารมื้อสุดท้าย” เป็นข้าวและปลา มีก้างปลาและแกลบข้าวปลูกปนอยู่ด้วย ซึ่งนักโบราณคดีขุดพบที่บ้านโคกพนมดี ต. โคกพนมดี อ. พนัสนิคม จ. ชลบุรี
ยังพบกาก “อาหารมื้อสุดท้าย” อีกชุดหนึ่งมีข้าวกับปลา โดยพบเกล็ดปลา, ก้างปลา, และแกลบข้าวป่า (เพราะบริเวณนั้นน้ำเค็ม ปลูกข้าวไม่ได้)
บนที่ราบสูงโคราช พบซากปลาช่อนทั้งตัวขดอยู่ในหม้อดินเผา แล้วยังมีปลาดุกปลาหมอ ปลาไหล ฯลฯ รวมกับสิ่งของและอาหารอย่างอื่นฝังอยู่กับศพ มีอายุไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว นักโบราณคดีขุดพบที่บ้านโนนวัด ต. พลสงคราม อ. โนนสูง จ. นครราชสีมา
แสดงว่าคนยุคนั้นกินข้าวกับปลา แล้วใช้ปลาช่อนเป็นเครื่องเซ่นวักเลี้ยงผี

