หน้าแรก คอลัมนิสต์ เมื่ออเมริกาเ...

เมื่ออเมริกาเอาจริงไล่ล่าโบราณวัตถุของโจร แต่ไทยเจ้าทุกข์กลับเงียบเชียบ : โดย ดำรง ลีนานุรักษ์

13.03.17 | 14:30 น.

ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ได้พบกับปรากฏการณ์แปลกๆ ในเรื่องเกี่ยวกับการส่งคืนสมบัติชาติ (National heritages) ของประเทศอื่นที่ไปอยู่ในอเมริกาอย่างผิดกฎหมาย ที่อเมริกาไล่ล่าเอาเรื่องกับโบราณวัตถุที่นำเข้าประเทศเขาแบบผิดกฎหมาย ตามจับตามล่า เพื่อคืนให้กับประเทศเจ้าของ บทความนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะรวบรวมข้อมูลดังกล่าวนี้เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อการใช้ประโยชน์โอกาสนี้ในการทวงคืนสมบัติชาติที่ถูกลักขโมย (looted national heritages) หลังจากเรามี พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ที่อเมริกาให้ความสำคัญ ที่ทำให้เราได้โบราณวัตถุบ้านเชียงคืนมามากมายในสองปีที่แล้ว ทั้งๆ ที่เราไม่ได้เป็นเจ้าทุกข์ขอคืน แต่อเมริกาเขาไล่ล่าเอง แล้วบอกว่าของๆ คุณ เราคืนให้ แต่เรากรมศิลปากรไม่แสดงบทรุกในการทวงคืนทั้งๆ ที่มี พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นอาวุธ

กัมพูชาได้ประโยชน์จากการเอาจริงของอเมริกาเที่ยวนี้อย่างคุ้มค่า ที่ได้รูปหินแกะสลักลอยตัวทุรโยธน์ (จากมหาภารตะ) สูงเมตรกว่า ที่ถูกลักลอบนำออกจากเขมรสมัยเขมรแดงครองเมืองด้วยความร่วมมือของพ่อค้าวัตถุโบราณชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย แล้วลักลอบส่งออกไปอย่างผิดกฎหมาย ที่เชื่อว่าส่งจากประเทศไทย การเอาเรื่องทางศาล และชนะที่ทำให้ต้องส่งคืนรูปหินแกะสลักทุรโยธน์นี้ ทำให้พิพิธภัณฑ์อีกหลายแห่งเกิดอาการหน้าบาง รีบส่งคืนรูปหินแกะสลักอีกร่วม 5-6 รูป จากกลุ่มปราสาทเจน เกาะแกร์นี้แก่กัมพูชาในปีที่ผ่านมาทั้งๆ ที่ไม่มีการทวงคืนอย่างเป็นทางการ

คนสำคัญที่ทำให้บริบทโลกในการทวงคืนโบราณวัตถุเปลี่ยนไป

นายเบรนตั้น อีสเตอร์ นักสืบพิเศษชำนาญการ สังกัดหน่วยงาน Homeland security ของสหรัฐอเมริกา คือคนที่สร้างปรากฏการณ์เล่านี้ จนถูกขนานนามว่า อินเดียน่าโจนส์ยุคนี้ เขาได้สร้างแฟ้มข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับผู้ค้า และนำเข้าวัตถุโบราณผิดกฎหมายเข้าอเมริกาหลายราย ที่นำสู่การจับกุม นำขึ้นศาล และส่งคืนวัตถุโบราณแก่ประเทศผู้เป็นเจ้าของ นายเบรนตั้นนี้ได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับนายเจสัน แฟลท์

นายเจสัน แฟลท์ นักหนังสือพิมพ์เคยสังกัด LA Times ที่สร้างเว็บไซต์ไล่ล่าทวงคืนวัตถุโบราณที่ถูกลักขโมยจากประเทศผู้เป็นเจ้าของ นายเจสันนี้คือตัวจักรหนึ่งที่ทำให้วัตถุโบราณหลายชิ้นได้ถูกส่งคืนจากอเมริกาสู่กัมพูชา อินเดีย และ ฯลฯ (https://chasingaphrodite.com/)

Advertisement

นายวิเจร์ กุมาร์ นักประวัติศาสตร์ศิลป์ชาวสิงคโปร์สัญชาติอินเดียใต้ ผู้รักและหลงใหลในวัตถุโบราณสมัยทมิฬ หรืออินเดียใต้ เขามีอารมณ์ศิลปินสูงมากแบบสร้างหน้าเว็บไซต์ว่า “บทกวีที่ขับเคลื่อนออกจากหิน หรือ Poetry in the stones” นายวิเจร์ได้ติดตามสร้างฐานข้อมูลของวัตถุโบราณที่ถูกขโมยจากอินเดียใต้ จนนำไปสู่การจับนายคาร์ปัวร์ที่กำลังถูกนำขึ้นศาลที่อินเดีย

สิ่งที่ควรบันทึก ณ ที่นี้คือนายสามคนนี้ทำงานด้วยกัน นำมาสู่บริบทการทวงคืนวัตถุโบราณที่ถูกลักลอบขุดขโมย และส่งออกไปต่างประเทศอย่างต้องยกนิ้วโป้งให้

แล้วรัฐบาลไทย จะทวงคืนประติมากรรมเขาปลายบัด 2 ไหม?

ความจริงเรื่องการทวงคืนประติมากรรมเขาปลายบัด 2 ของเรานี้ง่ายมาก นายเบรนตั้น และนายเจสัน และอัยการของรัฐบาลกลางรอทำให้อยู่แล้ว เพียงขอให้ someone in your government takes action นี่คือข้อความที่นายเจสันตอบเมล์ของผู้เขียนเมื่อส่งข้อมูลไปให้ว่าบริษัทประมูลระดับโลกกำลังขึ้นรายการจะประมูลพระโพธิสัตว์เขาปลายบัด 2 องค์หนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ http://www.christies.com/lotfinder/salebrowse.aspx?intSaleid=26372&viewType=list อย่างไรก็ตาม พระโพธิสัตว์องค์นี้ไม่ได้ถูกขายหรือประมูลออกไปเพราะเหตุผลใดไม่ปรากฏ แต่ทางฝ่ายกฎหมายของอเมริกาไม่ได้เข้าแทรกแซง เพราะกระชั้นชิดไปหนึ่ง และไม่มีคำร้องจากรัฐบาลไทยถึงเขาหนึ่ง

อยากจะส่งสัญญาณหรือข้อมูลให้รัฐบาลไทยรับทราบว่า รัฐบาลต้องแสดงความเป็นเจ้าทุกข์ ที่อยากได้สมบัติชาติคืน นายเบรนตั้นและนายเจสันพร้อมที่จะช่วย ขอเพียงรัฐบาลตั้งคณะทำงานในนามรัฐบาลประสานงานกับเขา

ในเรื่องของกฎหมาย ทางอเมริกาได้มีจุดยืนชัดเจนจากการพิพากษาคดีที่ไทยเราได้โบราณวัตถุบ้านเชียงคืนมาชุดใหญ่สองปีที่ผ่านมาว่า เคารพในกฎหมายประเทศเจ้าของโบราณวัตถุ เช่น กรณีของไทยเรามี พ.ร.บ.โบราณสถานและโบราณวัตถุฯ ปี 2504 ที่ห้ามนำโบราณวัตถุออกจากประเทศไทย นอกจากจะอนุมัติโดยอธิบดีกรมศิลปากร และอเมริกาได้เคร่งครัดกับ UNESCO Convention 1970 ที่ห้ามและป้องกันการค้าระหว่างประเทศซึ่งโบราณวัตถุที่ถูกขโมยมา ที่ทำให้โบราณวัตถุที่ครอบครองอยู่นอกประเทศต้นกำเนิดต้องมีใบสำแดงการครอบครองก่อนปี พ.ศ.2513 ในวัตถุ

โบราณหลายๆ ชิ้นที่ทางอเมริกาได้จับและส่งคืนประเทศต้นกำเนิด หลายชิ้นมีหลักฐานการขโมยและลักลอบส่งออกจากประเทศต้นกำเนิดอยู่ในแฟ้มของนายเบรนตั้น

ที่ Department of Homeland Security อีกทั้งหลักฐานที่ยันอีกสองประการคือ หนึ่งไม่มีหลักฐานการนำเข้าอเมริกาอย่างถูกกฎหมายหรือได้สำแดงเท็จ (เช่นแจ้งว่าเป็นของทำเทียมเลียนแบบเป็นต้น) และการสร้างใบหลักฐาน

การครอบครอง (provenance) อันเป็นเท็จอีกหนึ่ง

ข้อหลังนี้คือจุดตายในการพิจารณาในขั้นศาล ที่ทาง Sotheby’s บริษัทประมูลระดับโลกรีบขอยอมความคืนหินแกะสลักลอยตัวรูปทุรโยธน์แก่กัมพูชา แบบให้เปล่าแถมค่าขนส่งไปถึงพนมเปญอีกเพื่อการไม่ดำเนินคดีต่อ

ในกรณีประติมากรรมสัมฤทธิ์เขาปลายบัด 2 ที่ทางกลุ่มสำนึก 300 องค์ได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์ สร้างความตระหนักแก่คนไทย และได้ยื่นเรื่องถึงรอง

นายกฯ วิษณุ เครืองาม แล้วนั้น การลอบขุดได้เกิดขึ้นในปี 2507 ตามที่มีบันทึกของนักวิชาการต่างประเทศ และอ้างอิงโดยศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล (ท่านอาจารย์ผู้เป็นหัวเรือใหญ่ติดตามทวงคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ของพนมรุ้ง) (ดู ประติมากรรมสัมฤทธิ์จากอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ http://www.thapra.lib.su.ac.th/supat/article/fulltext/sd36.pdf )

ดังนั้น การลักลอบขุดเกิดขึ้นหลัง พ.ร.บ.โบราณสถานและโบราณวัตถุฯ พ.ศ.2504 ร่วมสามปี ถ้าอธิบดีกรมศิลปากรสมัยนั้นไม่ได้เซ็นอนุมัติการนำออกจากประเทศไทย ถือว่าเป็นของโจร (looted objects) ใบสำแดงการครอบครองหรือ provenance จะเป็นตัวยันว่าปลอม ยิ่งองค์สำคัญๆ ร่วม 10 กว่าองค์ที่ทางเว็บไซต์สำนึก 300 องค์นำมาแสดงว่าอยู่ในพิพิธภัณฑ์ชั้นนำในอเมริกา ได้เขียนแสดงไว้อย่างโจ่งแจ้งว่ามาจากเขาปลายบัด 2 หรือใช้คำว่ากรุประโคนชัย (Prakhon Chai Hoards) อีกทั้งได้มีรูปและตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศหลายครั้ง (ดูเอกสาร อ.หม่อมข้างบน)

รัฐบาลไทยอาจจะรู้สึกว่าถ้าเราไปทวงคืนจากต่างชาติที่ลักขโมยของเราไป แล้วเราจะถูกชี้นิ้วมาว่า ในบ้านเราเอกชนก็ครอบครองของเหล่านี้อยู่ จะเสียหน้า ก็ขอ บอกว่า เอกชนในประเทศจะมีใจอนุรักษ์รักษาสมบัติชาติ ก็เป็นเรื่องของเราที่ทำได้ แต่ถ้าสมบัติชาติถูกลักลอบส่งออกไป ทั้งๆ ที่เรามี พ.ร.บ.2504 ที่ห้ามส่งออกสมบัติชาติ

เราก็จะทวงคืนละครับ ของของชาติผมครับ

ดำรง ลีนานุรักษ์