หน้าแรก คอลัมนิสต์ สะพานแห่งกาลเ...

สะพานแห่งกาลเวลา : ว่าด้วยที่มาของ ‘เป่ายิงฉุบ’

2.12.24 | 09:20 น.
เป่ายิงฉุบ
pixabay

มีการละเล่นหลายอย่างที่เราเคยเล่นกันสนุกสนานเมื่อตอนยังละอ่อน แต่พอตอนโตก็เลิกราไป หลงเหลือเพียงแค่ความทรงจำวัยเด็กที่แสนสนุก สดชื่น เอาไว้ให้หวนรำลึกถึง


ข้อสังเกตที่ว่านี้อาจมีข้อยกเว้นอยู่บ้าง เพราะยังมีบางอย่างที่เรายังคงนำมาใช้เล่นกันอยู่เมื่อถึงวัยผู้ใหญ่ แม้วัตถุประสงค์จะไม่ใช่ใช้เพื่อความสนุกสนานระหว่างเพื่อนพ้องด้วยกันเหมือนเมื่อก่อนก็เถอะ

ทุกวันนี้หลายๆ คนยังใช้การละเล่นที่เรียกกันว่า “เป่ายิงฉุบ” มาช่วยในการตัดสินใจอะไรต่อมิอะไรระหว่างกันและกันอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อต้องเลือกว่าใครต้องรับผิดชอบอะไร หรือใครต้องทำอะไรเป็นลำดับแรก แทนที่จะเถียงกันไม่จบ ก็หันมาใช้ ค้อน กรรไกร กระดาษ ตัดสินชี้ขาดได้ในพริบตา

แต่ข้อสังเกตที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ การละเล่นอย่างเป่ายิงฉุบ นี้มีเล่นกันหลายประเทศเหลือเกิน จีนก็มี ญี่ปุ่นก็รู้จัก แถมฝรั่งมังค่าก็ยังมีเล่นกันเหมือนกัน เขาเรียกกันว่า Rock, Paper, Scissors ครับ จนกลายเป็นคำถามชวนคิดว่า เจ้าการละเล่นง่ายๆ แต่สนุกสนานอย่างนี้มีที่มาจากไหน เก่าแก่แค่ไหน เกิดขึ้นในประเทศอะไรเป็นครั้งแรกกันแน่

Advertisement

หลายคนคงเดากันได้ถูกต้องครับ นักประวัติศาสตร์พบหลักฐานว่า มีการเอ่ยอ้างถึงการละเล่นทำนองเดียวกันนี้ไว้ในเอกสารบันทึกของจีน สมัยราชวงศ์หมิงที่มีอายุย้อนหลังไปอยู่ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 โน่น ถือเป็นหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่พบเกี่ยวกับการละเล่นชนิดนี้ ในบันทึกดังกล่าวพูดถึงการละเล่นชนิดหนึ่ง ที่ผู้บันทึกเรียกว่า “Ishin” ซึ่งหมายความถึง “การบัญชาด้วยมือ” ที่สำคัญก็คือ ในบันทึกดังกล่าวอ้างไว้ด้วยว่า การละเล่นชนิดนี้มีมาช้านานแล้วตั้งแต่ในยุคของราชวงศ์ฮั่น หรือในราวศตวรรษที่ 3 โน่นเลยทีเดียว

แน่นอนการละเล่นในยุคโบราณที่เก่าแก่มากถึงขนาดนั้นย่อมแตกต่างออกไปจากทุกวันนี้อยู่มาก แต่ก็ยังอ้างอิงอยู่กับความเชื่อตามวัฒนธรรมของท้องถิ่นในยุคนั้นอยู่เช่นเดียวกัน โดยตามบันทึกเก่าระบุถึงวิธีการเล่นเอาไว้ว่า ผู้เล่นต้องกำมือแล้วยื่นนิ้วออกมาเป็นสัญลักษณ์ การยื่นนิ้วโป้ง หรือหัวแม่มือออกมา เป็นสัญลักษณ์ถึง “กบ” หรือ “คางคก” แต่ถ้ากำมือแล้วยื่นเพียงนิ้วก้อยออกมา ถือเป็นสัญลักษณ์แทน “งู” สุดท้าย ใครที่กำมือแล้วยื่นนิ้วชี้ออกมา ถือว่าเป็นการแสดงสัญลักษณ์ถึง “ตะขาบ”

หลายคนที่เกิดมาในยุคหลังคงงงๆ ไม่เข้าใจว่า คางคก-ตะขาบ-งู ที่ว่านี้หมายถึงอะไร แล้วจะชนะหรือแพ้กันตามกติกาอย่างไร แต่ถ้ารู้ หรือเข้าใจถึงความเชื่อตามประเพณีของชาวจีนโบราณก็คงถึงบางอ้อ คนจีนในยุคนั้นเขาเชื่อกันว่า สัตว์ทั้งสามอย่างนี้ “แพ้” ซึ่งกันและกันอยู่ในตัวมันเอง เขาเชื่อว่าตะขาบสามารถฆ่างูได้ด้วยการฝังเข้าไปในสมองของงู ในขณะที่พิษของงูก็เอาชนะคางคกได้ ส่วนตะขาบเห็นคางคกเป็นต้องหลบหนีจ้าละหวั่น เพราะคางคกชอบจับตะขาบกินเป็นอาหารนั่นเอง พอรู้อย่างนี้ก็คงเข้าใจได้ว่าผู้เล่นชาวจีนโบราณจะแพ้ชนะกันได้อย่างไร

ข้อกังขาที่น่าคิดถัดมาก็คือ แล้วการละเล่นที่ว่านี้แพร่หลายออกมานอกประเทศจีนเมื่อไหร่กัน ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ไม่ได้บอกเอาไว้ว่าการละเล่นนี้แพร่หลายออกจากประเทศจีนเมื่อใด และแพร่ไปที่ประเทศไหนเป็นประเทศแรก ได้แต่สันนิษฐานเอาว่า เพราะความง่ายของกติกาการเล่น แถมยังไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ ทำให้การละเล่นชนิดนี้แพร่หลายออกไปทั่วเอเชีย ส่วนข้อที่ว่าแพร่มาถึงประเทศไหน เมื่อใด คงต้องไหว้วานผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ในแต่ละประเทศศึกษาวิจัย ค้นหาคำตอบกันต่อไป

ประเทศหนึ่งที่รับเอาการละเล่นนี้มาและมีข้อมูลบันทึกไว้ให้พอรู้กันก็คือญี่ปุ่น เป็นการละเล่นลักษณะเดียวกัน แต่ใช้ชื่อเรียกแตกต่างกัน ว่ากันว่าชื่อเรียกของการละเล่นนี้ในญี่ปุ่นยุคนั้นเป็นคำเรียกรวมๆ ที่มีความหมายว่า เป็นการละเล่นเพื่อหาผู้ชนะอันดับหนึ่งจากสามคนที่ต่างกลัวซึ่งกันและกัน ยาวซะไม่มี

เมื่อผู้คนจากเอเชียอพยพข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังสหรัฐอเมริกา (ไปเป็นกรรมกรในยุคบุกเบิกตะวันตก)ก็นำเอาการละเล่นนี้ไปเผยแพร่ที่นั่นด้วย จากนั้นก็แพร่หลายไปถึงภาคพื้นยุโรปตามการอพยพของผู้คนจากเอเชีย ซึ่งว่ากันว่า คนที่ช่วยให้การละเล่นนี้แพร่หลายในยุโรปเป็นนายทหารชาวฝรั่งเศส อย่าง เคานต์ โรชัมโบ (Count Rochambeau) ที่เป็นผู้บัญชาการกองทัพฝรั่งเศสในสงครามที่รู้จักกันในชื่อ “ศึกชิงยอร์คทาวน์” ซึ่งถือเป็นสงครามสุดท้ายในยุคที่บางคนเรียกว่า “ยุคปฏิวัติอเมริกา”

ขนาดที่ทำให้เป่ายิงฉุบ ได้ชื่อเรียกอีกชื่อว่า “โรชัมโบ” (Ro-sham-bo) ตามชื่อท่านเคานต์มาจนถึงทุกวันนี้ครับ