หน้าแรก คอลัมนิสต์ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ก่อนจะเปลี่ยนเฟสไปเป็น ‘สาขาสอง’

4.12.24 | 13:25 น.

การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ที่จังหวัดอุดรธานี ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมานั้น เป็นสมรภูมิสำคัญของพรรคการเมืองใหญ่สองขั้ว คือพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนระดับที่ “ตัวบอส” ทั้ง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และ “ลาสต์บอส” อย่าง ทักษิณ ชินวัตร จะต้องลงสู่สนามด้วยตนเองในฐานะของผู้ช่วยหาเสียงเลือกตั้งของแต่ละพรรค

แม้เป็นการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น แต่ก็เป็นการเลือกตำแหน่งที่เป็นเหมือน “ผู้ว่าการจังหวัด” ของจังหวัดอุดรธานี ที่ถือเป็น “เมืองหลวงคนเสื้อแดง” ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของพรรคเพื่อไทย

ผลการเลือกตั้งก็เป็นไปตามที่ได้ทราบกันไปแล้วว่า ชัยชนะเป็นของผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ศราวุธ เพชรพนมพร ที่คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งไปด้วยคะแนน 327,487 เสียง เอาชนะ คณิศร ขุริรัง จากพรรคประชาชนที่ได้ไป 268,675 เสียง แต่มิตรสหายผู้เชียร์พรรคนี้ที่ได้คุยด้วยก็ยอมรับว่า เมื่อพิจารณาจากสัดส่วนแนวโน้มคะแนนแล้ว การเลือกตั้งใหญ่ระดับชาติของจังหวัดอุดรคราวหน้าเหนื่อยแน่ และเป็นไปได้ที่พรรคประชาชนจะปักธงได้มากกว่าเดิมด้วย

ดังนั้น สำหรับพรรคประชาชนอาจจะเรียกได้ว่า ถึงจะ “แพ้” แต่ก็เหมือนมี “ชัยชนะ” ซ่อนอยู่ด้วย แต่ถึงอย่างนั้น ชัยชนะเล็กๆ แม้จะแพ้ในการเลือกตั้งนั้นก็ถูกบดบังด้วยความไม่น่ารักของ “มวลชน” ที่เป็นกองเชียร์ของพรรค

มวลชนกองเชียร์ที่ไม่พอใจในผลของการเลือกตั้ง แล้วพยายามโจมตีไปในลักษณะที่ว่า คนที่เลือกผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยนั้น ถูกซื้อด้วยเงินเพียง 500 บาท (ที่ไม่รู้ไปเอาตัวเลขมาจากไหน) รวมถึงการระบายความ “ไม่ได้ดังใจ” ไปในทางเดียวกันว่า ประชาชนที่เลือกผู้สมัครจากเพื่อไทยนั้นเห็นแก่ผลประโยชน์ ดักดาน ไม่อยากเปลี่ยนแปลง ถ่วงความเจริญของจังหวัด ไปจนถึงวาทกรรมที่ไม่คิดว่าจะกลับมาให้เห็น คือคนเขตเลือกตั้งในตัวเมือง ที่อนุมานเอาว่าคือคนที่เจริญแล้วและมีการศึกษานั้นเลือกพรรคประชาชน แต่คนรอบนอกนั้นเลือกเพื่อไทย ทำให้ผลออกมาพรรคประชาชนก็พ่ายแพ้ไปอย่างที่เห็น

Advertisement

จึงออกจะน่าผิดหวังสำหรับคนที่ติดตามการเมืองมานานในแง่ที่ว่า ทำไม “มายาคติทางการเมือง” เราถึงย้อนกลับมาสู่จุดนี้ได้

เพราะความเชื่อเรื่อง “ชาวบ้านรับเงินซื้อเสียงแล้วเลือกนักการเมืองโกงกิน พรรคการเมืองแย่ๆ” ซึ่งเป็นผลให้การเมืองและประเทศไทยไม่พัฒนา เป็นมายาคติที่มีมานมนาน โดยความเชื่อนี้เอาจริงก็มีฐานมาจากความคิดที่ว่า พรรคการเมือง “ดีๆ” นั้นมีอยู่ แต่ที่แพ้การเลือกตั้งเพราะชาวบ้านรับเงินซื้อเสียงแล้วผูกพันให้ต้องเลือกพรรคการเมืองแย่ๆ หรือนักการเมืองเลวๆ แต่ถ้าไม่มีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องแล้วผู้คนจะต้องเลือก “นักการเมืองดีๆ” อย่างแน่นอน

เอาเข้าจริงสิ่งที่อยู่ในใจลึกๆ ของผู้ที่เชื่อเช่นนี้แต่ไม่กล้าพูดออกมาดังๆ คือ “นักการเมืองดีๆ” จาก “พรรคการเมืองที่ดี” นั้น ก็คือคนหรือพรรคแบบเดียวกับที่คนในกรุงเทพฯและคนในเมืองใหญ่ พวกของตัวเองเลือกนั่นแหละ

อย่างไรก็ตาม มายาคตินี้ก็ได้ถูกทำลายลงแล้วจากปรากฏการณ์ชัยชนะอย่างถล่มทลายของพรรคเพื่อไทยในปี พ.ศ.2554 ซึ่งเกิดปรากฏการณ์ที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรับเงินจากพรรคการเมืองหนึ่งที่พยายามทุ่มเงินเพื่อหวังปักธงสร้างอิทธิพล แต่สุดท้ายไปเลือกพรรคเพื่อไทย พร้อมตามมาด้วยคำพูดเย้ยหยันว่า “รับเงินหมา-กาเบอร์หนึ่ง” ซึ่งเป็นหมายเลขของผู้สมัครและพรรคเพื่อไทยในขณะนั้น

สอดคล้องกับผลงานวิจัยของ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล เรื่อง “การป้องกันและแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้ง” ที่ปรากฏผลว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งยอมรับเงินจากผู้สมัคร แต่ไม่เลือกคนแจกเงินนั้นมีถึงร้อยละ 46.79 และโดยสรุปแล้วพบว่า การซื้อเสียงซื้อแปรเป็น “คะแนนเสียง” จริงได้เพียงราวๆ ร้อยละ 4.5 เท่านั้น

ซึ่งก็ปรากฏว่าในการเลือกตั้งยุคหลังมานั้น ฝ่ายที่ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งเลิกที่จะกล่าวหาว่าชาวบ้านรับเงินมากาแล้ว แต่ไปด่ากันตรงๆ เลยว่าคนที่เลือกพรรคการเมืองฝั่งตรงข้ามกับพวกตนนั้นเป็น “พวกโง่” ที่ถูกจูงจมูกด้วยอุดมการณ์ ความคิด และผลประโยชน์เชิงนโยบายเฉพาะหน้า ที่แม้ว่าในที่สุดมันก็คือการไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งแบบ “แพ้แล้วพาล” แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังมีนัยของการยอมรับว่า ผู้คนที่เลือกพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามนั้นได้ใช้ “วิจารณญาณ” และการตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่ได้เกิดจากการถูกซื้อเสียงอีกแล้ว

จึงอาจกล่าวได้ว่า มายาคติเรื่อง “คนไม่เลือกพรรคเราเป็นเพราะถูกซื้อเสียง” แล้วไปเลือกนักการเมืองเลวๆ พรรคการเมืองแย่ๆ นั้นเกือบจะตายอยู่แล้ว จนกระทั่งฟื้นขึ้นมาใหม่หลังความพ่ายแพ้หลายครั้งในการเลือกตั้งของพรรคก้าวไกลและพรรคประชาชนในเวทีท้องถิ่น สิ่งที่กองเชียร์พรรคประชาชนแสดงออก ก็ไม่ได้แตกต่างจากกองเชียร์ของพรรคฝ่ายค้านเก่าแก่เคยใช้ในการอธิบาย “ความพ่ายแพ้” ในการเลือกตั้งของตนไม่ว่าจะเวทีไหน เล็กใหญ่อย่างไรว่า แพ้เพราะอีกฝ่ายมีเงิน มีทุน มีกระสุนดีกว่า

หากว่ากันตามตรงแล้ว ความพ่ายแพ้ (หรือยังไม่ชนะ) นี้ก็เป็นเรื่องที่พอจะยอมรับหรือเข้าใจได้ ด้วยว่าธรรมชาติของสนามการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นกับระดับชาตินั้นมีความแตกต่างกัน ด้วยสนามการเลือกตั้งท้องถิ่นที่มีอิทธิพลเกี่ยวกับตัวบุคคลในท้องที่ บารมี และ “บ้านใหญ่” คือกลุ่มการเมืองระดับท้องถิ่น และการตัดสินใจของผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งนั้นก็เพ่งเล็งที่จะเลือกคนที่สามารถเข้ามาทำอะไรให้ท้องถิ่นได้จริง โดยไม่เกี่ยวกับความเชื่อทางการเมืองหรือ “อุดมการณ์” อย่างที่เป็นเหตุผลปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกตั้งในการเมืองระดับชาติ

แต่การ “ฟาดงวงฟาดงา” ไม่พอใจผลการเลือกตั้งของมวลชนกองเชียร์พรรคประชาชนนี้ก็ทำให้หลายคนที่อยู่ฝั่งฝ่ายประชาธิปไตยนี้รู้สึกถึงบรรยากาศที่แปลกแปร่ง

เพราะแม้ช่วงหลังๆ อาจจะรู้สึกไม่ค่อยเห็นด้วยกับแนวทางการ “เล่นการเมือง” ในหลายเรื่องของพรรคก้าวไกลที่ในตอนนี้คือพรรคประชาชนอยู่บ้าง แต่โดยส่วนตัวแล้วก็ยังคงนับถือพรรคดังกล่าวอยู่ได้ว่าเป็นพรรคการเมืองที่เชื่อมั่นและศรัทธาในอุดมการณ์ประชาธิปไตย ยอมรับว่าอำนาจสูงสุดของประเทศนั้นมีที่มาและเป็นของ “ประชาชน” และ “ประชาชน” ทั้งหลายนั้นล้วนเป็น “คนเท่ากัน” อยู่ น่ายกย่องอยู่

เพราะพรรคประชาชนนั้นสืบทอดจิตวิญญาณมาจาก “พรรคอนาคตใหม่” ที่ถ้าพูดแบบหวือหวาสตาร์วอร์สหน่อย ก็อาจกล่าวได้ว่า พรรคประชาชนมีกำเนิดมาจาก “ด้านสว่าง” แม้จะใช้วิธีการของ “ด้านมืด” บ้าง แต่ก็ยังมีความดีเพียงพอที่สมควรนับถือและเอาใจช่วย และยังจะเป็น “ตัวเลือก” ที่เป็นไปได้ในการเลือกตั้งอยู่

“พรรคประชาชน” เองนั้นเกลียดและกลัวการถูกกล่าวหาว่าเป็น “พรรคการเมืองฝ่ายค้านเก่าแก่สาขาสอง” เช่นเดียวกับที่มวลชนคนรักพรรคส้มก็เกลียดคำว่า “สลิ่มเฟสสอง” มากเท่ากัน เพราะ “สลิ่ม” นั้นเป็นตัวตนทางการเมืองที่น่าขยะแขยง ด้วยหมายถึงกลุ่มคนงมเงาผู้ถูกปลุกปั่นด้วยความเกลียดชังทางการเมือง ซึ่งมีส่วนผลักดันประเทศให้ตกอยู่ในระบอบเผด็จการสืบทอดอำนาจร่วมสิบปีจนกลายเป็นช่วง “ทศวรรษที่สูญหาย” ของประเทศ ถึงอย่างนั้นก็ยังทำตัวเป็นพวกอนุรักษนิยมหัวชนฝาที่ขัดขวางความเจริญ ปฏิเสธคุณค่าแห่งเสรีภาพและประชาธิปไตย

แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ ส่วนหนึ่งของพรรคประชาชนที่สืบทอดมาจากพรรคก้าวไกลนั้นก็มีส่วนประกอบของ “อดีตสลิ่ม” กันตั้งแต่สมาชิกพรรคระดับ ส.ส. ที่หลายคนมีประวัติซึ่งเป็นร่องรอยทางดิจิทัลว่าพวกเขาเคยเกลียดชังคนเสื้อแดงไปจนถึงขนาดเห็นดีเห็นงามไปกับการล้อมปราบสังหารหมู่ในเดือนพฤษภาคม 2553 ไปจนถึงบรรดากองเชียร์ที่ส่วนหนึ่งก็เป็นคนที่เคยไปเป่านกหวีดร่วมกับกลุ่ม กปปส.และก่อความวุ่นวายจนเป็นเงื่อนไขให้เกิดการรัฐประหารในปี 2557 หรือแม้แต่ตัวของ คณิศร ผู้สมัครนายก อบจ.อุดรธานี ของพรรคประชาชนเอง ก็เคยรับตำแหน่งในสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ตั้งขึ้นโดยคณะรัฐประหาร 2557 ด้วย

เรื่องนี้อาจจะเป็นปัญหาที่องค์ประกอบของ “พรรคประชาชน” ที่ในเชิงของตัวสมาชิกพรรคและกองเชียร์ผู้สนับสนุนนั้น แม้ส่วนหนึ่งจะประกอบไปด้วยผู้เชื่อมั่นใน “ประชาธิปไตย” และ “คนเท่ากัน” ที่ต่อต้านระบอบรัฐประหารอำนาจนิยม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้คนที่ไม่เอา “รัฐประหาร” ที่เข้ามาสมาทานเดินเคียงและเดินตามพรรคนั้น อาจจะเป็นเพียงไม่เอา “รัฐประหารที่ไม่ได้ดังใจ” ไม่ชอบตัวตนของนายกรัฐมนตรีที่มาจากการทำรัฐประหาร อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วยพฤติกรรมหยาบคายไม่น่ารักและการบริหารประเทศที่ไร้ประสิทธิภาพ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะศรัทธาใน “ประชาธิปไตย” และเชื่อในเรื่อง “คนเท่ากัน” อย่างแท้จริง

แม้ว่า “อดีตสลิ่ม” ในพรรคประชาชนไม่ว่าจะระดับใด ก็เคยออกมาแสดงความรับผิดแบบ “สำนึกพลาด” ที่เคยเป็นสลิ่มนั้น เพื่อขอร่วมต่อสู้ไปกับฝ่าย “ประชาธิปไตย” ที่ไม่เอาระบอบอำนาจรัฐประหารและกลไกของฝ่ายจารีตนิยม แต่จากนี้ไปก็ควรจะ “สำนึก” เพิ่มเติมไปด้วยว่า ความเชื่อหรือมายาคติเรื่องคนที่เลือกพรรคการเมืองคู่แข่งนั้นถูกซื้อเสียง หรือโง่งมเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวหรือประโยชน์เฉพาะหน้านั้น เป็นความคิดแบบ “สลิ่ม” แท้ๆ ที่มีพื้นฐานมาจากความคิดว่า พวกของตัวเอง คนที่ตัวเองเลือกรักชื่นชมนั้นเป็น “คนดี” หรือ “คนเก่ง” ที่สมควรได้บริหารบ้านเมืองมากกว่าพวก “เจ้าคนเลวนั่น” ซึ่งนั่นคือต้นทางของการยอมรับอำนาจรัฐประหารเพื่อให้ “คนดี” มาปกครองบ้านเมือง

แนวทางเช่นนี้เองที่อาจจะเรียกว่าเป็นการใช้วิธีการแบบ “ด้านมืด” ที่คล้ายคลึงกับที่พรรคฝ่ายค้านเก่าแก่นั้นเคยใช้ คือการพยายามสร้างภาพว่าตัวเองเป็นฝ่าย “คนดีกว่า” เป็น “ประชาธิปไตย” กว่า หรือมีความรุ่นใหม่ทันสมัยกว่า ก็ไม่แปลกใจที่ผู้ที่เห็นการโจมตีผลการเลือกตั้งนายก อบจ.อุดรธานี ที่เท่ากับว่า กองเชียร์ของพรรคประชาชนนั้นก็ยังถือตนยกตัวขึ้นเป็น “คนดี” หรือเชิดชูการเมืองแบบ “ให้คนดีปกครองประเทศ” ผู้ที่เลือกไม่เหมือนตนไม่ว่าด้วยเหตุใดคือคนโง่เขลา เห็นแก่ประโยชน์ ซื้อได้ด้วยเงิน 500 บาท ไม่รักอนาคตของประเทศชาติ ลักษณะเดียวกับวิธีคิดแบบสลิ่มเป่านกหวีด ซึ่งควรคู่แก่การมอบตำแหน่ง “สาขาสอง” และ “เฟสสอง” ให้พรรคประชาชนและกองเชียร์

ข้อออกตัวที่เป็นเหมือนกำแพงชั้นสุดท้ายที่พรรคประชาชนและกองเชียร์ยังคงเอาหลังพิงได้นั้น คือ อย่างน้อยพรรคและกองเชียร์ก็ไม่เคยเห็นดีเห็นงาม หรือเรียกร้องให้มีการทำรัฐประหารเพื่อขับไล่รัฐบาลที่ตัวเองไม่ชอบ ทั้งไม่เคยบอยคอตหรือปฏิเสธการเลือกตั้ง หรือนำมวลชนขึ้นมาผลักสถานการณ์ทางการเมืองไปให้จนตรอกสุดทาง และก็เข้าใจดีว่าพรรคนั้นก็ไม่อาจควบคุมมวลชน “กองเชียร์” ได้ ซึ่งเรื่องนี้ก็จริง เพราะปรากฏหลายครั้งแล้วว่า แม้ตัวสมาชิก ส.ส. หรือแกนนำของพรรค ออกมาพูดอะไรที่ขัดใจกองเชียร์ ก็ยังโดนขว้างปาถ้อยคำและสาดอารมณ์เกรี้ยวกราดเข้าใส่

แต่ถึงอย่างนั้น ถ้ายังปล่อยให้ “มวลชน” และ “กองเชียร์” หลุดไหลไปในทิศทางนี้ สุดท้ายก็อาจจะเป็นว่า ที่ว่า “ไม่เคย” นั้นอาจจะยังใช่ แต่คำถามที่เหลือคือ “เมื่อไร”

กล้า สมุทวณิช