เส้นทางสายไหม (Silk Route) เป็นเส้นทางการค้าระหว่างตะวันออกสู่ตะวันตกของทวีปยูเรเชีย (ทวีปยุโรป+เอชีย) กับทวีปแอฟริกาด้านตะวันออกในสมัยโบราณซึ่งทางการจีนสมัยราชวงศ์ฮั่นได้ริเริ่มส่งเสริมเมื่อร่วม 2,000 ปีที่แล้ว การค้าบนเส้นทางสายไหมมีผ้าไหมเป็นสินค้าหลักจากจีน แต่ก็มีการค้าสินค้าชนิดต่างๆ เป็นจำนวนมาก ตลอดจนแนวความคิด ความเชื่อแบบปรัชญาและศาสนาก็เดินทางไปมากับเส้นทางสายไหมนี้ บรรดาเทคโนโลยี รวมทั้งโรคระบาดต่างๆ ก็ไปมาตามเส้นทางสายไหมเช่นกันและการติดต่อทางการค้าโดยเส้นทางสายไหมนี้เป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาของอารยธรรมจีน อินเดีย เปอร์เซีย ทวีปยุโรปและคาบสมุทรอาระเบีย
เส้นทางสายไหมจึงช่วยให้มีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในบรรดาอารยธรรมตามเครือข่ายเส้นทางด้วย
ในช่วงระหว่าง พ.ศ.1948-1976 ซึ่งอยู่ในรัชสมัยของสมเด็จพระรามราชาธิราชแห่งราชวงศ์อู่ทองจนถึงรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าสามพระยาแห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิ ทางจีนได้ส่งกองเรือมหาสมบัติจากเมืองนานจิงเข้ายังทะเลจีนใต้และมหาสมุทรอินเดียซึ่งถือเป็นกองเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่มีเรือขนาดใหญ่เดินสมุทรได้ถึง 3,500 ลำ โดยเรือไม้ลำใหญ่ที่สุดยาวถึง 120 เมตร (เรือซานตามาเรียของโคลัมบัสที่เดินทางไปถึงทวีปอเมริกาครั้งแรกเมื่ออีกเกือบ 100 ปีต่อมานั้นมีความยาวแค่ 19 เมตรเท่านั้น) ซึ่งกองเรือมหาสมบัตินี้เดินทางโดยมีวัตถุประสงค์ในทางการแผ่อำนาจของจีนและเพื่อการค้า ซึ่งตลอด 28 ปีของการเดินทางถึง 7 ครั้ง ได้ประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้นกองเรือมหาสมบัติของเจิ้งเหอก็ถูกเผาทำลายหรือทิ้งไว้ให้ผุพังไปเอง
ยิ่งกว่านั้นยังได้ลบบันทึกการเดินทางทางเรือครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกของจีนจากประวัติศาสตร์จีนไปเลย
อีก ทั้งนี้ จากคำอธิบายของ ศาสตราจารย์แองกัส ดีตัน จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ พ.ศ.2558 ว่าสาเหตุมาจากบรรดาข้าราชการและจักรพรรดิจีนเองมีความหวาดกลัวอิทธิพลของบรรดาชนชั้นพ่อค้าจีนที่มั่งคั่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นจากทำการค้าต่างประเทศซึ่งคุกคามอำนาจของทางราชการนั่นเอง จึงห้ามการเดินทางค้าขายต่างประเทศของจีนตั้งแต่นั้นมา
แต่ปัจจุบันสาธารณรัฐประชาชนจีนเพิ่งก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกโดยอานิสงส์จากการค้าระหว่างประเทศอย่างมหาศาล จึงได้ใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจทำทางไปสู่ผลประโยชน์ทางภูมิยุทธศาสตร์ของชาติจีนอย่างชาญฉลาด ด้วยการนำเอานโยบายการลงทุนหนึ่งล้านล้านดอลลาร์เพื่อสร้าง “หนึ่งเส้นทาง หนึ่งถนน-one belt, one road” ก็คือการเชื่อมโยงประเทศที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคเส้นทางสายไหมเดิมซึ่งเป็นเส้นทางทางบก (อินเดีย เปอร์เซีย ทวีป ยุโรปและคาบสมุทรอาหรับ) ผ่านเอเชียกลาง เอเชียตะวันตก เอเชียใต้ อาเซียน ตะวันออกกลาง และยุโรป
ซึ่งข้อริเริ่มดังกล่าวเป็นการบูรณาการทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การแลกเปลี่ยน วัฒนธรรม และการขยายการค้าในระดับภูมิภาคและมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านต่างๆ รวมถึงด้านการลงทุน ระหว่างจีนกับประเทศในแถบภูมิภาคมหาสมุทร ได้แก่ อาเซียน โอเชียเนีย แอฟริกาเหนือ แปซิฟิก รวมถึงมหาสมุทรอินเดีย ด้วยการสนับสนุนให้บรรดาประเทศด้อยพัฒนาและกำลังพัฒนาที่อยู่บนเส้นทางสายไหมทั้งทางบกและทางทะเลโดยเป็นการสานต่องานของเจิ้งเหอกับกองเรือมหาสมบัติตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิงครั้งกระโน้น
สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ให้การสนับสนุนโครงการก่อสร้างพื้นฐานคือท่าเรือน้ำลึก ถนน ทางรถไฟและสนามบินเพื่อรองรับการขยายตัวทางการค้าและการทหารของจีนในนโยบายหนึ่งเส้นทาง หนึ่งถนนด้วยการให้เงินกู้ก้อนมหึมาให้แก่ประเทศที่ยากจนบนเส้นทางสายไหมสมัยใหม่ของจีนเพื่อให้รัฐบาลของประเทศนั้นๆ ตกอยู่ในกับดักของความเป็นหนี้อย่างล้นพ้นตัวเนื่องจากประเทศเหล่านี้ยังไม่พร้อมที่จะใช้ท่าเรือน้ำลึก สนามบินหรือรถไฟความเร็วสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะสภาพเศรษฐกิจยังไม่พร้อมที่จะรองรับสนามบินและท่าเรือน้ำลึกได้
ดังนั้นท่าเรือน้ำลึกของประเทศที่อยู่ในเส้นทางทะเลของเส้นทางสายไหม อาทิ ประเทศศรีลังกาก็มีแต่เรือสินค้าของจีนที่ส่งสินค้าราคาถูกคุณภาพต่ำมาทุ่มตลาดภายในของศรีลังกาและเป็นที่จอดเรือรบและเรือดำน้ำของจีนเท่านั้น ส่วนสนามบินเมื่อยังไม่มีอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เข้มแข็งแล้วบรรดาประเทศกำลังพัฒนาที่อยู่บนเส้นทางสายไหมทั้งทางบกและทางทะเลก็เกิดปรากฏการณ์สนามบินที่ว่างเปล่าเหมือนสนามบินต่างจังหวัดของบางจังหวัดในบ้านเรานั่นเอง
การที่จีนให้กู้เงินจำนวนมหาศาลในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศกำลังพัฒนาที่ตั้งอยู่บนเส้นทางสายไหมใหม่เหล่านี้อาจไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายนัก หากแต่การสนับสนุนการสร้างท่าเรือน้ำลึกและสนามบินขนาดใหญ่ไม่ได้เป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศเจ้าภาพเลยแต่เป็นการช่วยให้จีนได้เข้าถึงแหล่งทรัพยากรของประเทศเหล่านั้น หรือเป็นการเปิดตลาดให้กับสินค้าราคาถูกของจีน และในหลายกรณีจีนยังส่งคนงานชาวจีนไปทำงานในการก่อสร้างสร้างโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวซึ่งเป็นการแย่งงานของคนพื้นเมืองอีกด้วย
ตัวอย่างที่ชัดที่สุดในบรรดาเหยื่อของเส้นทางสายไหมทางทะเลและหนึ่งเส้นทาง หนึ่งถนน-one belt, one road คือประเทศศรีลังกาที่กู้เงินจีนมา
สร้างสนามบินนานาชาติราชปักษาที่ได้ฉายาว่าเป็น “สนามบินนานาชาติที่ว่างเปล่าที่สุดในโลก” และท่าเรือน้ำลึกราชปักษาที่ศรีลังกากู้เงินจีนมาสร้างก็เช่นกันก็ไม่มีเรือของชาติใดมาใช้ประโยชน์เลยนอกจากเรือดำน้ำของจีนมาจอดซึ่งก็เหมือนกับท่าเรือน้ำลึกของปากีสถานที่กู้เงินจีนมาหลายพันล้านดอลลาร์มาสร้างเหมือนกันซึ่งก็ไม่มีใครมาใช้เลยนอกจากเรือรบของจีน
เมื่อศรีลังกาไม่สามารถใช้เงินให้จีนได้ตามกำหนดก็ต้องยอมให้จีนได้สิทธิพิเศษในการสร้างท่าเรือน้ำลึกเพิ่มขึ้นอีกที่เมืองหลวงโคลัมโบของศรีลังกา ซึ่งตลกดีจังและจีนได้สัญญาเช่าท่าเรือใหม่นี้ 99 ปี เหมือนกับที่จีนเคยก่นด่าอังกฤษที่เช่าดินแดนของจีน 99 ปี เพราะการเช่านี้คือมีสิทธิสภาพนอกอาณาเขตเลยนะครับ
สนุกดีครับ ทั้งลาว กัมพูชาและเมียนมาก็เป็นหนี้จีนอย่างมหาศาลแบบว่าจีนสามารถกำหนดให้ทั้ง 3 ประเทศนี้ไม่เข้าร่วมนโยบายต่อต้านจีนที่อ้างสิทธิในทะเลจีนใต้ทั้งหมดของประชาคมอาเซียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ครับ ! นี่แหละครับนโยบาย “หนึ่งเส้นทาง หนึ่งถนน-one belt, one road” ของจีน
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

