ในวันสตรีสากล 8 มีนาคมที่ผ่านมา ได้ฟังวิทยุรายการหนึ่งเล่าเรื่องรูปแบบของการถูก “กดขี่ทางเพศ” โดยไม่รู้ตัวของผู้หญิงในสถานที่ทำงาน ไม่ว่าจะโดยการล่วงละเมิดทางเพศด้วยวาจาเช่นการเล่าเรื่องตลกหรือใช้คำพูดแฝงนัยทางเพศก็ดี หรือการละเมิดด้วยการกดทับสถานะการทำงานโดยผูกโยงกับเพศสภาพ ก็ตาม
ซึ่งกรณีหลังนี้บางเรื่องเป็นสิ่งที่นึกไม่ถึง เช่น การให้พนักงานผู้หญิงไป “ชงกาแฟ” มาให้
เรื่องที่ดูเผินๆ เหมือนไม่มีอะไร หลายคนรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาหรือเป็นวัฒนธรรมในการทำงานด้วยซ้ำไป ที่จะต้องมี “น้องผู้หญิง” สักคนหนึ่งที่จะชงไปเสิร์ฟเจ้านายผู้บริหารในตอนเช้า หรือเตรียมเครื่องดื่มของว่างสำหรับการประชุม อันนี้ถ้าผู้เตรียมกาแฟที่ว่านั้นเป็นแม่บ้านหรือผู้มีหน้าที่โดยตรงต้องดูแลบริการแล้วก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่หลายกรณีผู้เตรียมกาแฟที่ว่านั้นก็คือ “พนักงานในทีม” คนหนึ่งซึ่งไม่ได้กำหนดไว้ในขอบเขตข้อปฏิบัติงานว่าจะต้องมีหน้าที่ชงกาแฟให้เจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานคนอื่นด้วย
คำถามน่าสนใจที่ผู้จัดรายการหญิงให้ข้อสังเกตไว้คือ เช่นนี้แล้วจะมีอะไรเป็นตัวแบ่งแยก ระหว่างการเต็มใจทำให้ด้วยน้ำใจและมิตรภาพในที่ทำงาน กับการถูกกดขี่ทางเพศให้ยอมจำนนไปชงกาแฟ
เป็นคำถามที่ฉุกใจชวนให้มานั่งคิดต่ออีกยาวๆ ว่าด้วยเสรีภาพ การกดขี่ และการยอมจำนน
ปัญหาแรก คือ การตัดสินใจว่าสิ่งใดเป็นการล่วงละเมิดหรือการกดขี่นั้น วัดจากมุมมองของใคร ระหว่างผู้ถูกละเมิด หรือจากผู้อื่น และผู้อื่นที่ว่านั้นควรจะได้แก่ใคร
หากผู้กระทำนั้นไม่รู้สึกว่าสิ่งที่กระทำต่อตัวเขานั้นเป็นการ “ละเมิด” การนั้นจะถือเป็นการละเมิดอยู่หรือไม่ อย่างเรื่องการชงกาแฟที่เป็นคำถามข้างต้นนั้น แน่นอนว่าในหลายสังคมการทำงาน มีผู้หญิงที่ถูกใช้ให้ชงกาแฟโดยไม่เต็มใจ และรู้สึกว่าถูกกดทับด้วยสถานะทางเพศ เป็นการดูถูกความรู้ความสามารถนั้นก็มีอยู่จริง แต่กระนั้นก็มีผู้หญิงอีกมากครึ่งๆ หนึ่ง เห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยธรรมดาที่ผู้หญิงต้องดูแลจัดการอยู่แล้ว ไม่เห็นควรต้องคิดมาก เช่นนี้การให้คนกลุ่มหลังชงกาแฟมาเสิร์ฟนั้น จะถือเป็นการ “ละเมิด” หรือ “กดขี่” ด้วยสถานะทางเพศอยู่ได้หรือไม่
ก็อาจจะตอบได้ว่าการ “ล่วงละเมิด” นั้นบางครั้งก็วัดจากความรู้สึกของผู้ถูกละเมิดไม่ได้เสียทีเดียวนัก เพราะในหลายครั้งผู้ถูกละเมิดนั้นอยู่ในสภาพที่ไม่รู้ตัวพอจะตัดสินได้ว่าสิ่งที่ผู้อื่นมากระทำนั้นถือเป็นการล่วงละเมิดต่อตนเองหรือไม่ เช่นกรณีของเด็กเล็กๆ ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ก็อาจจะไม่เข้าใจว่าการที่คนแปลกหน้ามาต้องสัมผัสหรือเพ่งเล็งบางส่วนของร่างกายนั้นทำให้ตนเสียหายอย่างไร เช่นนี้การจะพิจารณาว่าสิ่งใดสิ่งนั้นเป็นการล่วงละเมิดหรือไม่ จะต้องพิจารณาจากสายตาของ “วิญญูชน” เป็นสำคัญ
แต่ใครเล่าจะถือเป็น “วิญญูชน” ผู้รู้คิดอันเป็นมาตรฐานกลางได้ ถ้าเป็นการพิจารณาในเรื่องของเด็กหรือผู้บกพร่องด้านสติปัญญานั้น เราก็อาจจะหา “วิญญูชน” ได้ง่ายหน่อย ว่าวิญญูชนก็น่าจะหมายถึงผู้ใหญ่ที่มีสติปัญญาประสบการณ์ปกติ
แล้วในกรณีของผู้ใหญ่ที่วุฒิภาวะสมบูรณ์เล่า เราจะเอามาตรฐานของใครที่เป็นวิญญูชนที่จะเป็นผู้พิจารณาว่าสิ่งใดถือเป็นการละเมิดหรือไม่ละเมิด จะใช้มาตรฐานของคนในสังคมนั้นๆ เองเป็นเครื่องตัดสินได้หรือไม่ หรือจะต้องพิจารณาจาก “มาตรฐานกลาง” อื่นๆ
เช่นแต่เดิมที่การเล่าเรื่องตลกทางเพศในวัฒนธรรมการทำงานแบบไทยๆ นั้น ไม่เคยถูกมองว่าเป็นการ “ละเมิดทางเพศ” มาก่อน (หลายท่านคงมีประสบการณ์ไปอบรมสัมมนาที่วิทยากรมักจะยิงมุขใต้สะดือทุกสิบนาทีมาแล้ว) จนกระทั่งมีแนวคิดเรื่องของการล่วงละเมิดทางเพศด้วยวาจาที่รับมาจาก “มาตรฐานทางสังคมแบบสากล” นั่นแหละ เราจึงค่อยมาพิจารณาว่าการเล่นมุขแบบนั้นเป็นการละเมิดทางเพศรูปแบบหนึ่ง
คำถามว่า การละเมิดที่ผู้กระทำก็อาจจะไม่มีความจงใจหรือเจตนา และผู้ถูกกระทำบางทีก็ไม่รู้ตัวว่าเป็นการละเมิด จะยังถือเป็นการละเมิดได้หรือไม่
และเรื่องที่ยากกว่าการละเมิดเข้าไปอีก คือ การ “กดขี่” เพราะการกดขี่ระดับอุดมคตินั้น คือการทำให้ผู้ถูกกดขี่นั้นเข้าใจว่า สิ่งที่กระทำต่อตนเองนั้นไม่ใช่การกดขี่ แต่เป็นหน้าที่อันพึงกระทำ หรือเป็นความรู้สึกพอใจที่ได้กระทำ จนถึงขนาดว่าให้เลิกกระทำเช่นนั้นจะเป็นความทุกข์ ถูกลิดรอนเสรีภาพเสียด้วยซ้ำไป
จึงมาถึงปัญหาข้อที่สองที่ว่า เราจะแยกเสรีภาพในการกระทำโดยใจสมัคร ออกจากการถูกกดขี่ให้ยอมจำนนจึงกระทำไปอย่างเต็มใจโดยไม่รู้ตัวได้อย่างไร
สมมุติชนเผ่าอยู่ในสังคมปิดแห่งหนึ่ง มีการสั่งสอนเด็กผู้หญิงทุกคนตั้งแต่เกิด สืบทอดมารุ่นต่อรุ่นว่า ผู้ชายนั้นเป็นเพศที่ยิ่งใหญ่ผู้สร้างโลก ส่วนผู้หญิงเป็นเพศต้องสาปเพราะทำบาปมาตั้งแต่บางบรรพ ดังนั้น ผู้หญิงจึงเป็นสมบัติของผู้ชายคือพ่อหรือของสามีหากออกเรือนแล้ว ดังนั้น ผู้หญิงของเผ่านั้นจะต้องสักชื่อพ่อหรือชื่อผัวไว้บนหน้าผาก
หนำซ้ำหากผู้หญิงคนใดในเผ่านั้นไม่อาจสักหน้าผากแสดงชื่อบิดาหรือสามีของพวกเธอ เธอผู้นั้นจะรู้สึกเป็นทุกข์ใจ ไม่มั่นใจ เพราะไม่ได้แสดงตัวว่าอยู่ภายใต้บังคับหรือเป็นสมบัติของใคร พานให้รู้สึกว่าตัวเองไม่มีศักดิ์ศรี เป็นคนไม่เต็มคน เป็นชาวเผ่าชั้นสองเสียกระนั้น
หากเราค้นพบเผ่าชนเผ่าสมมุตินั้น (ซึ่งเชื่อว่าไม่มีอยู่จริง หากเกิดมีขึ้นมาก็ขออภัยไว้ล่วงหน้า) เราจะไปบอกเขาว่า สิ่งที่ชนเผ่านั้นปฏิบัติกันเช่นนี้ ถือเป็นการละเมิดกดขี่ทางเพศ สมควรที่จะยกเลิกประเพณีสักหน้าผาก หรือจะปล่อยถือว่าเป็นการปฏิบัติตาม “เสรีภาพทางความเชื่อ” ที่ใครก็ไม่ควรไปก้าวล่วง ยินยอมให้พวกเธอสามารถกระทำตามประเพณีดังกล่าวต่อไปเพื่อความสบายใจหรือไม่
ถามว่าธรรมเนียมการสักชื่อที่หน้าของสตรีในเผ่าสมมุตินั้น ถือว่าเป็นการกระทำโดย “สมัครใจ” หรือเป็นการถูกกดขี่ข่มไว้โดยไม่รู้ตัวด้วยกรอบของจารีตประเพณี
สภาพสังคมปิดที่ถูกประโคมค่านิยมเช่นนั้นมาตลอด ทุกคนอยู่ในบริบทที่ถูก “โปรแกรม” ความดีงามและบุญคุณของเพศชายและความเป็นเพศที่ด้อยกว่าของหญิงมาตั้่งแต่เกิดจนโตตลอด 7 วัน 24 ชั่วโมง สืบทอดมารุ่นต่อรุ่น สั่งสอนกันว่าผู้หญิงเป็นสมบัติของชาย จึงต้องสักหน้าแสดงเจ้าของ หรือต้องแสดงความจงรักภักดีด้วยการกราบไหว้ปรนนิบัติ หากเราไปบอกว่าสิ่งที่พวกเธอกระทำอยู่นั้นเป็นการถูกกดขี่ เชื่อว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ในสังคมนั้นคงไม่เห็นด้วย เพราะต่างก็รู้สึกว่าตัวเองกระทำไปโดยความยินดีและสมัครใจแท้ๆ ไม่ใช่เพราะถูกใครบังคับ แต่เราสามารถที่จะเรียกการกระทำเพราะถูกกล่อมเกลาฝังหัวมาอย่างหนักหนายาวนานขนาดนั้นว่าเป็นการกระทำโดย “สมัครใจ” ได้จริงหรือ
ในเมื่อผู้ที่อยู่ในสังคมปิดเช่นนั้นไม่สามารถรับรู้หรือคิดสงสัยได้เลยว่ามีทางเลือกอื่นนอกจากการกระทำเช่นนั้น เพราะไม่มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน และยิ่งหากใครที่ไม่ยอมทำตามธรรมเนียมนั้นต้องได้รับผลร้าย เช่นหัวหน้าหรือคนในเผ่าจับไปโบยตี ไม่ก็ถูกลงโทษทางสังคมอื่นๆ เช่นไม่มีใครในเผ่ายอมคบค้าสมาคมด้วย เช่นนี้เราคงเรียกสิ่งที่ผู้หญิงในสังคมชนเผ่านั้นกระทำว่าเป็นการใช้เสรีภาพหรือกระทำด้วยความสมัครใจคงไม่ได้
หากผู้หญิงสังคมเผ่านั้นได้รับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เต็มที่ว่า ในที่อื่นต่างมุมโลกนั้น ไม่มีใครเขาปฏิบัติเช่นนี้กันโดยทั่วไป และคุณสามารถทำหรือไม่ทำตามประเพณีนี้เช่นนั้นเมื่อไรก็ได้ โดยรัฐเองก็มีบทบาทที่จะมารับรองและคุ้มครองให้ด้วยว่า หากใครก็ตามที่จะไม่กระทำตามประเพณีนั้น ก็ย่อมได้รับความคุ้มครองจากรัฐและกฎหมาย ไม่ให้มีใครสามารถก้าวล่วงมาบีบบังคับจับตัวให้ต้องกระทำตามประเพณีต่างๆ ที่กล่าวมานั้นได้
และเพราะอย่างนั้น การเปิดรับข้อมูลข่าวสารและความคิดเห็นที่เป็นอิสระและเสรี และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อกันเช่นนั้น จึงเป็นกุญแจดอกแรกของเสรีภาพดังกล่าว เพราะเราคงไม่อาจรู้ได้เลยว่ามี “ทางเลือกอื่น” หรือไม่ หากปราศจากการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวโดยเสรีมากที่สุดเท่าที่มากได้ เพราะถ้าเป็นสังคมที่นินทาผู้ชายก็ต้องตบปากเพราะกลัวบาปแล้ว การจะมาถกเถียงกันในหลักการว่าผู้หญิงกับผู้ชายนั้นเท่าเทียมกันอย่างไรคงเป็นเรื่องเหลือเชื่อ
ในบรรยากาศแห่งเสรีภาพในความคิดและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมถึงสภาวะที่ผู้คนจะสามารถ “เลือก” ว่าจะทำหรือไม่ทำ โดยไม่มีอะไรมาบังคับไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมต่างหาก ที่การตัดสินใจในสิ่งแวดล้อมเช่นนั้นจึงจะเรียกได้ว่าเป็น “ความสมัครใจ” ได้เต็มปากเต็มคำ เช่นที่ในโลกไม่สมมุติ ก็มีผู้ที่สักชื่อบุพการีหรือชื่อคนรักไว้โดยเปิดเผยบนร่างกายอยู่เช่นกัน
เมื่อเอาหลักการนี้มาปรับเข้ากับเรื่องการ “ชงกาแฟ” ของเราในตอนต้นเรื่องแล้ว จุดตัดที่จะพิจารณาว่า การที่ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นพนักงานในสำนักงานที่มีหน้าที่เช่นเดียวกันกับผู้ชายคนอื่น จะชงกาแฟไปให้เพื่อนพนักงานคนอื่นนั้น จะเรียกว่าน้ำใจ ความเต็มใจ หรือเป็นการกดขี่โดยสถานะของการทำงานนั้น จึงอยู่ที่ว่า เธอผู้ชงกาแฟนั้น “รู้หรือไม่” ว่าตัวเองไม่ต้องชงกาแฟให้ใครก็ได้
และการไม่ชงกาแฟของเธอ ก็ต้องไม่ส่งผลต่อสถานะหน้าที่การงานซึ่งไม่เกี่ยวข้องกันด้วย พูดง่ายๆ คือ เธอจะไม่ถูกตัดเงินเดือน หรือเอาเรื่องการชงหรือไม่ชงกาแฟมาพิจารณาเรื่องความก้าวหน้าในการทำงาน รวมถึงต้องไม่เป็น “แกะดำ” ในสายตาของสังคมที่ทำงานหากเธอจะปฏิเสธไม่ชงกาแฟให้ใคร
ครบองค์ประกอบทั้งหมดนี้แล้ว หากพนักงานผู้หญิงสักคนในสำนักงานนั้นยังอาสาที่จะไปชงกาแฟให้เพื่อนร่วมงานผู้ชาย เจ้านาย หรือผู้เข้าร่วมประชุมนั่นแหละ จึงจะถือว่าเป็นกาแฟจากน้ำมิตรน้ำใจที่แท้จริง
ไม่ใช่กาแฟที่ชงออกมาโดยมีเมล็ดของการกดขี่ด้วยอำนาจ และน้ำร้อนจากแรงกกดดันทางวัฒนธรรมเป็นส่วนผสมโดยไม่มีใครรู้ตัว ทั้งฝ่ายคนชงและคนกิน
กล้า สมุทวณิช

