หน้าแรก คอลัมนิสต์ พิชญ์ พงษ์สวั...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ – เกาหลี-เกาใจ : ความหลอกหลอนของการเปรียบเทียบ

10.12.24 | 13:11 น.
เกาหลี

ข่าวความวุ่นวายเรื่องการประกาศกฎอัยการศึกของเกาหลีใต้ของประธานาธิบดี และการยกเลิกกฎอัยการศึกโดยรัฐสภาซึ่งมีฝ่ายค้านครองเสียงข้างมาก และการชุมนุมประท้วงกดดันให้ประธานาธิบดีลาออก ไม่ใช่แค่ช็อกคนในประเทศเกาหลีใต้เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงสังคมนานาชาติ

รวมทั้งประเทศไทยด้วย

บางทีนั่งดูโลกโซเชียลในประเทศไทยว่าด้วยเรื่องกฎอัยการศึกของเกาหลี บางทีความเดือดของสถานการณ์อาจจะน่าสนใจไปอีกแบบหนึ่งเพราะเป็นไปในแบบ “ขำขื่น” เมื่อตอนที่ประธานาธิบดีประกาศขอโทษและยกเลิกกฎอัยการศึก

ที่สำคัญมันไปอยู่ในเรื่องของความหลอกหลอนของการเปรียบเทียบในแนวที่ว่า “ถ้าเป็นประเทศไทยนะ มันจะไม่เป็นแบบนี้ เพราะ…?” จากนั้นก็เป็นเรื่องของการเติมคำในช่องว่างแบบขำๆ หลายรูปแบบ

สำหรับผมเรื่องราวอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าตกลงการประกาศกฎอัยการศึกครั้งนี้ทำได้ไหม และเป็นเรื่องของความรู้สึกและอัตลักษณ์ทางการเมืองของผู้คนในสังคมไทยในวันนี้ที่มีต่อเรื่องนี้ทั้งการนำเสนอข่าวในประเทศไทยในส่วนการรายงานข่าว การพาดหัวข่าว หัวข้อ ประเด็น และท่าทีในการพูดคุยในรายการคุยข่าว และความคิดเห็นของผู้คนต่อเหตุการณ์ดังกล่าว

Advertisement

แม้ว่าเราจะรับรู้ถึงคำว่า “ความหลอกหลอนของการเปรียบเทียบ” (spectre of comparison) มาจากหลายแหล่ง แต่แนวคิดตั้งต้นมาจากข้อเสนอของ โอเซ่ รีซาล วีรบุรุษแห่งชาติของฟิลิปปินส์ ที่ได้กล่าวไว้ในนวนิยายของเขาในเรื่อง “อันล่วงละเมิดมิได้” เมื่อพูดถึงประสบการณ์ที่มีความซับซ้อนในการพิจารณาวัฒนธรรมของเราเอง หรือ “ชาติ” ของเราผ่านสายตา/มุมมองของผู้อื่น และบ่อยครั้งการกระทำดังกล่าวนำไปสู่ความรู้สึกของการมีทวิภาวะ หรือแบ่งออกเป็นขั้วข้าง หรืออาการผิดที่ผิดทาง ความรู้สึกและแนวคิดดังกล่าวนี้เน้นไปที่ภาวะตึงเครียดระหว่างอัตลักษณ์ของท้องถิ่นและอัตลักษณ์ของโลก ในบริบทของสภาวะอาณานิคม หรือจักรวรรดินิยม

หรือถ้าปรับมาเป็นแนวคิดทางศิลปะร่วมสมัย ก็หมายถึงกระบวนการที่ผู้คน หรือศิลปินพยายามนำเสนออัตลักษณ์ของตัวเองท่ามกลางกระแสของอิทธิพลจากบริบททางวัฒนธรรมที่หลากหลาย เช่น เคยอยู่นอกบ้านนอกเมือง หรือเมื่อประเทศได้รับเอกราชไปแล้ว

ขณะที่แนวคิดของนักวิชาการอย่าง เบน แอนเดอร์สัน ในงานชิ้นหลัง ที่อ้างอิงไปที่งานนิยายของรีซาล ชี้ว่าอัตลักษณ์ของความเป็นชาติมันเกิดขึ้นภายใต้กระบวนการของการเปรียบเทียบ ซึ่งบ่อยครั้งเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของการผสมปนเปกันของวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่แตกต่างหลากหลาย จึงทำให้ความเป็นชาตินิยมของประเทศต่างๆ มีทั้งความสลับซับซ้อนและความลื่นไหลเป็นอย่างมาก

เมื่อย้อนมาพิจารณาเนื้อเรื่องของนิยาย “อันล่วงละเมิดไม่ได้” หรือ Noli Me Tangere ข้อมูลในวิกิพีเดียชี้ว่า ออกเสียงว่า “โนลีเมตังเกเร” แปลตรงตัวว่า “อย่าแตะต้องเรา” ซึ่งเป็นวลีสำคัญในศาสนาคริสต์ กล่าวคือ เป็นคำพูดของพระเยซูหลังจากฟื้นคืนพระชนม์ มีอยู่ในพระวรสาร (Gospel) ของนักบุญมัทธิว, นักบุญมาระโก, นักบุญลูกา และนักบุญยอห์น โดยวลีนี้พระเยซูตรัสกับแมรี แมกเดเลน เพื่อไม่ให้แตะต้องพระองค์ คาดกันว่ารีซาลใช้วลีนี้ในเชิงเสียดสีรัฐบาลเจ้าอาณานิคมและบาทหลวงทั้งหลายที่ขัดขวางไม่ให้เขาแตะต้องประเทศของเขาที่มีปัญหาจากการเป็นอาณานิคม

อ่านมาถึงตรงนี้บางทีก็คงเริ่มคิดว่า “อันล่วงละเมิดมิได้” ในความคิดของเรามันคืออะไรกันแน่

ทีนี้มาถึงเรื่องการประกาศกฎอัยการศึกในเกาหลีใต้ ผมนั่งดูคลิปคำอธิบายในสังคมไทย อันที่น่าสนใจมากๆ อาจไม่ใช่เรื่องของการเมืองโดยตรง แต่อาจจะไปอยู่ที่เรื่องความกังวลกลัวจะไม่ได้เสพวัฒนธรรมบันเทิงของเกาหลีเข้าไปนู่น เพราะกลัวเรื่องสื่อเกาหลีจะถูกเซ็นเซอร์

ส่วนเรื่องอื่นๆ เช่น การเปรียบเทียบกลไกการประกาศและการยกเลิกกฎอัยการศึกของเกาหลีใต้ และเกาหลีใต้ก็คงจะมีความแตกต่างกันทั้งในแง่ของพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ และรูปแบบของระบอบการเมืองและการปกครองของแต่ละประเทศ

นอกจากนี้ที่สำคัญคือการแชร์ภาพและคลิปเหตุการณ์ที่ประชาชนและฝ่ายค้านในเกาหลีใต้ในการออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกกฎอัยการศึกและการพยายามเข้าไปทำหน้าที่ของตนในรัฐสภาของสมาชิกฝ่ายค้านซึ่งเป็นเสียงข้างมาก โดยเฉพาะภาพของโฆษกฝ่ายค้านที่ปะทะกับทหารที่รับคำสั่งให้มาปิดกั้นทางเข้ารัฐสภา เป็นภาพที่มีผู้คนให้การพูดถึงอย่างมากถึงความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของนักการเมืองฝ่ายค้าน

ไม่ว่าเรื่องของการประกาศกฎอัยการศึกในเกาหลีใต้จะจบลงด้วยการถอดถอนประธานาธิบดีเป็นผลสำเร็จหรือไม่ หรือประธานาธิบดีจะแสดงสปิริตในการลาออกจากตำแหน่งหรือไม่ (เพราะตอนนี้คะแนนนิยมน่าจะตกต่ำจนน่าใจหาย แม้ว่าตอนเข้ามาอาจมีภาพความเข้มงวด ไม่โกง และเคยเป็นข้าราชการฝ่ายยุติธรรมมาก่อน แต่พักหลังนี่ก็โดนเรื่องเข้าตัวมาเยอะ) ผมคิดว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่เกาหลีใต้คงจะหลอกหลอนหลายฝักฝ่ายทั้งในบ้านเราและหลายๆ แห่งในโลก

โดยเฉพาะในประเทศไทย คำถามคงไม่ได้ขึ้นอยู่กับในอดีตเท่านั้น แต่คงมองไปที่อนาคต หากจะมีรัฐประหารขึ้นอีกครั้งแต่ละฝ่ายจะมีท่าทีและจะปฏิบัติอย่างไร

ในฐานะที่ผมก็เคยผ่านเหตุการณ์รัฐประหารมาหลายครั้ง หรือแม้กระทั่งการประกาศกฎอัยการศึกที่มีแรงจูงใจจากการเมืองในประเทศเช่นที่ผ่านมาในครั้งที่ผ่านมา โดยผู้บัญชาการทหารบก ก่อนที่เหตุการณ์จะจบลงด้วยการขออนุญาตยึดอำนาจที่ประกาศกันในวงเจรจา ผมคิดว่าการทำรัฐประหารบ้านเรามีกระบวนการที่ซับซ้อนกว่ามาก ยิ่งการทำรัฐประหารในรุ่นหลังๆมีความพิเศษตรงการทำให้สถานการณ์มันมีลักษณะที่ผู้คนรู้สึกว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งก่อนเกิดเหตุการณ์ และหลังเหตุการณ์

ส่วนในเรื่องการแก้กฎหมายไม่ให้เกิดการทำรัฐประหารนั้น ผมคิดว่าเท่าที่ดูท่าทีในสภาในเรื่องการถกเถียงที่ผ่านมาก็คิดว่าความหวังริบหรี่เหลือเกิน

พูดแบบตัดบทและทำใจกันจริงๆ ก็คือ “ไว้คราวหน้าค่อยเจอกันแล้ววัดใจกัน”

เพราะเราอยู่ในประเทศที่คนเตรียมแผนการมีทรัพยากร และมีกลุ่มสนับสนุนที่เข้มข้น เมื่อเทียบกับฝ่ายต้านรัฐประหาร

และจุดสำคัญที่ไม่ค่อยได้พิจารณากันก็คือ คนที่พอจะเป็นฝ่ายที่ควรลุกขึ้นมาต้านในฐานะที่ตัวเองควรทำหน้าที่ให้สมกับที่คนเขาเลือกมา กลายเป็นคนที่ยอมรับสภาพไปกับเขาด้วย เพราะบางส่วนได้ประโยชน์จากการยึดอำนาจอยู่ไม่น้อย

คนบางกลุ่มผมนี่ไม่มีหวังแล้ว

แต่กับหลายกลุ่ม ผมก็อยากเห็นว่ารอบหน้านี้จะเป็นยังไงกันบ้าง

จะเปลี่ยนกันได้มากแค่ไหน

และบ้านเมืองของเรา พวกเราและประชาธิปไตยของเราจะล่วงละเมิดไม่ได้มากน้อยแค่ไหน

เขียนเสร็จแล้วเพิ่งนึกได้ว่าบทความนี้จะตีพิมพ์ในวันรัฐธรรมนูญพอดี ก็ถอนใจนิดนึงครับ