ปัญหาการศึกษาไทย นอกจากนักเรียน พ่อแม่ผู้ปกครองติดยึดค่านิยมใบปริญญา ถูกปลูกฝังให้เน้นวิชาการสายสามัญ เพื่อก้าวเข้าสู่มหาวิทยาลัย กระบวนการเรียนการสอนเน้นตัวหนังสือในตำรา เป็นผลให้นักเรียนท่องจำมากกว่าคิดวิเคราะห์ ละเลยการปฏิบัติจริง ละทิ้งวิชาชีวิตและอ่อนวิชาชีพ
การบริหารจัดการเกิดปัญหาคอร์รัปชั่น ขาดธรรมาภิบาลแทบทุกระดับ ปัญหาความไม่ต่อเนื่องทางนโยบาย โครงการ แผนงาน เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารบ่อย ต่างเอาความคิดความเชื่อของตัวเป็นตัวตั้งเพื่อโชว์ผลงาน หรือไม่ก็มีผลประโยชน์
ปัญหาความขาดแคลน ตัวป้อนคือนักเรียนยากจน ขาดโอกาส ขาดทรัพยากร ครู เครื่องมืออุปกรณ์ ฯลฯ รัฐบาลไทยทุ่มเทงบประมาณลงไปเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ จนรายจ่ายด้านการศึกษาของชาติขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง แต่คุณภาพก็ไม่ดีขึ้น ปัญหาต่างๆ ไม่ลดลง
จนเกิดบทสรุปว่า ปัญหาไม่น่าจะอยู่ที่การจัดสรรงบประมาณไม่เพียงพอ แต่เกิดจากการบริหารจัดการงบประมาณหย่อนประสิทธิภาพ รั่วไหลไปในทางที่ไม่ควรมากกว่า
หลังความเปลี่ยนแปลงล่าสุด นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยืนยันสานต่อนโยบายเดิมที่รัฐมนตรีท่านเดิมวางไว้ แต่ขณะเดียวกันย้ำนโยบายใหม่แก้ปัญหาความขาดแคลนให้โรงเรียนทั่วประเทศ ทำโครงการโรงเรียนไอซียู เบื้องต้นปีแรก 3,000 แห่ง กำลังดำเนินไป
ติดตามมาด้วย นโยบายการพัฒนาครูโดยเฉพาะครูประจำการที่มีอยู่ 3-4 แสนคน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประกาศเชิญชวนสถาบันอุดมศึกษา บุคคล องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการและสถาบันสังคมอื่นๆ ร่วมเสนอหลักสูตรอบรมพัฒนาครูประจำการเข้ามาให้พิจารณา
เมื่อหลักสูตรได้รับการรับรอง จะเปิดให้ครูได้เลือกสรรตามความสนใจเป็นรายบุคคล โดยจะให้ทุนในการพัฒนาตนเองคนละ 10,000 บาท ในทำนองคูปองการศึกษาซึ่งแต่ก่อนวงเงินคนละ 5,000 บาท
ถ้าเอาตัวเลขจำนวนครูที่มีอยู่และต้องการพัฒนาซึ่งอาจจะไม่ทั้งหมดทุกคน คูณด้วยจำนวนเงินทุนที่จะให้ รวมต้องใช้งบประมาณอย่างต่ำ 3-4,000 ล้านบาท เป็นจำนวนไม่น้อยทีเดียว
ประเด็นมีว่าเงินจำนวนนี้มากไปหรือน้อยไป ถ้าหากทำให้การพัฒนาครูประจำการได้ผล เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งวิธีคิด จิตวิญญาณ พฤตินิสัยและความสามารถในการสอนทำให้เด็กเกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งทักษะทางพฤตินิสัยและทักษะทางวิชาการ ก็นับว่าคุ้ม เป็นเงินไม่มากเกินไปเลย
แต่หากผลตรงกันข้าม ไม่ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงเท่าที่ควร โดยเฉพาะคุณภาพการศึกษา ผลการเรียนของนักเรียนไม่ดีขึ้น แต่ครูได้รับประโยชน์นำเอาใบรับรองหรือใบประกาศผ่านหลักสูตรการอบรมไปประกอบการขอวิทยฐานะเพิ่มขึ้น การทุ่มงบประมาณลงไปตรงนี้และเกิดผลกับครูเป็นหลัก ก็นับว่าใช้เงินไปไม่ตรงจุดที่ควรจะเป็น
ฉะนั้นกระบวนการการพัฒนาจึงเป็นเรื่องสำคัญต้องขบคิดให้รอบด้าน กำหนดทิศทางให้ชัด ยึดนักเรียนและบริบทของโรงเรียนเป็นหลัก ความต้องการการพัฒนาของครูต้องสอดคล้องกันไป ไม่ใช่เอาความต้องการของครูเป็นรายปัจเจกบุคคลเป็นหลัก
มิเช่นนั้นแล้ว จะเป็นการพัฒนาครูเพื่อครู เป็นไปอย่างที่ ผศ.ดร.ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประธานคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการพัฒนาครูคนล่าสุดชี้ว่า ระบบการพัฒนาแบบเดิมแม้ว่าครูจะได้รับการพัฒนา เช่นได้เลื่อนวิทยฐานะหรือผ่านการฝึกอบรมในหลักสูตรต่างๆ แต่ก็ไม่ส่งผล
กระทบต่อผู้เรียนโดยตรง
ในระบบการพัฒนาครูแบบใหม่ จึงต้องเปลี่ยนแปลง แทนที่จะเน้นการพัฒนาครูเป็นรายบุคคล ต้องมาเน้นการพัฒนาครูให้ทำงานร่วมกันเป็นทีม เป็นเครือข่ายหรือชุมชนทางวิชาชีพครู โดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของการพัฒนา มีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชั้นเรียนที่ส่งผลโดยตรงกับผู้เรียน
ครับ การดำเนินโครงการพัฒนาครูครั้งนี้ นำเอาหลักการ แนวทางการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ PLC (Professional Learning Community) มาใช้เป็นเครื่องมือ จนพูดกันว่าเป็นมิติใหม่ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการนำแนวทางดังกล่าวมาใช้ในการพัฒนาครูและวงการต่างๆ มาแล้ว
กล่าวเฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในโครงการปฏิรูปการเรียนรู้สู่ผู้เรียนเมื่อปี 2557 กำหนดสิ้นสุดปี 2560 เกิดวง PLC ในระดับโรงเรียนแล้วจำนวนไม่น้อย แต่ก็ถูกสั่งให้ระงับเสียก่อน ทั้งๆ ที่เพิ่งทำไปได้ปีเดียว
มาเที่ยวนี้จะนำมาใช้เป็นเครื่องมือก็เป็นแนวทางที่ถูกต้อง แต่ต้องทำให้เกิดความเชื่อมโยงสอดคล้องสัมพันธ์กันอย่างกลมกลืน ระหว่างชุมชนการเรียนรู้กับความต้องการของครูเป็นรายบุคคลให้ได้ ไม่ใช่ไปกันคนละทิศคนละทาง
วง PLC ที่เกิดจากการสุมหัวของครูด้วยกันเห็นว่าครูของโรงเรียนควรพัฒนาอะไรเพื่อให้เกิดผลกับเด็ก แต่ครูรายบุคคลกลับเอาความต้องการของตัวเองเป็นตัวตั้ง กระบวนการ PLC ก็ไร้ความหมาย เงิน 4,000 ล้านที่ทุ่มไปกับการพัฒนาครูงวดนี้กลายเป็นพัฒนาครูเพื่อครูในที่สุด เข้าข่ายบริหารงบประมาณขาดประสิทธิภาพ ไม่ส่งผลถึงเด็กและคุณภาพการศึกษาเท่าที่ควร
สมหมาย ปาริจฉัตต์

