หน้าแรก คอลัมนิสต์ พิชญ์ พงษ์สวั...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : เสียงปืนที่ดังขึ้นในท้องถิ่น

17.12.24 | 13:12 น.

ถามว่า ทำไมข่าวการฆาตรกรรมภายใน-ระหว่างตระกูลการเมืองที่จังหวัดแห่งหนึ่งเมื่อหลายวันที่ผ่านมา จึงกลายเป็นเรื่องราวที่เป็นที่สนใจของประชาชนทั้งประเทศเป็นพิเศษ

คำตอบ คงมีหลายประการ ซึ่งก็คงจะคาดเดากันต่างๆ นานา ทั้งที่ในช่วงนี้การเมืองในประเทศก็มีเรื่องราวมากมายที่น่าจะเป็นข่าวหลักได้

มีหลายประเด็นที่ทำให้การทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น และอาจทำให้เราหลงไปคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเฉพาะของบางท้องถิ่นเท่านั้น

หรือมองแค่ว่าการเมืองโดยเฉพาะการเมืองต่างจังหวัดเป็นเรื่องของความรุนแรง

สิ่งที่อาจจะต้องคิดกันอีกรอบก็คือ เรื่องนี้น่าจะมีนัยยะหลายประการ

Advertisement

และการเมืองระดับชาติและการเมืองระดับท้องถิ่นนั้นผูกโยงกันอย่างแนบแน่น

อาจจะมากไปกว่าเรื่องของความเชื่อที่ว่า มันมีทิศทางแนวโน้มว่าความรุนแรงมันจะลดลง หรือดีขึ้น

ประเด็นในเรื่องนี้จึงไม่ได้อยู่ที่เรื่องของความรุนแรง โดยเฉพาะความรุนแรงทางการเมืองเป็นเรื่องของท้องถิ่น

แต่คงต้องถามต่อว่าท้องถิ่นแบบนี้เชื่อมโยงกับส่วนกลางอย่างไร

ทั้งในแง่ของการเมืองระดับชาติ คือ เชื่อมโยงกับพรรคการเมืองต่างๆ และเชื่อมโยงกับการมีส่วนในตำแหน่งของรัฐบาลอย่างไร

และการบริหารราชการแผ่นดินในระดับชาติ ที่ลงไปในระดับภูมิภาค และท้องถิ่น กล่าวคือความเชื่อมโยงกับระบบราชการและระบบการบริหารระดับท้องถิ่นอย่างไร ทั้งตำรวจ มหาดไทย และหน่วยงานฝ่ายความมั่นคง ว่าที่ผ่านมาปล่อยให้เกิดเรื่องราวแบบนี้มาโดยตลอดได้อย่างไร

เรื่องมันใหญ่กว่าที่เป็นเรื่องการยิงกันและฆ่ากันในบ้านของผู้ทรงอิทธิพลท่านหนึ่งเท่านั้น

ไล่เรียงมาตั้งแต่ความเชื่อมโยงของผู้ทรงอิทธิพลท่านนั้น ทั้งการเมืองระดับชาติและท้องถิ่น รวมทั้งตัวผู้เสียชีวิต ซึ่งก็เกี่ยวโยงกับการเมืองในท้องถิ่นมาโดยตลอด และในครั้งนี้ก็เข้าใจว่ามีเรื่องต้องปรับความเข้าใจกันในเรื่องของการจัดวางตัวคนที่จะลงการเลือกตั้งท้องถิ่นในอีกไม่นานนี้

อีกเรื่องก็คือตระกูลการเมืองในพื้นที่นี้ไม่ใช่แค่มีบทบาทระดับเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองระดับชาติ ซึ่งมากกว่าหนึ่งพรรค แต่ยังรวมไปถึงการเป็นผู้แทนราษฎรของจังหวัดหลายสมัย เป็นผู้แทนแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง เป็นผู้บริหารกระทรวง และสุดท้ายก็ถูกตัดสินคดีเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบจนถึงตัดสิทธิทางการเมือง

รวมไปถึงผู้ที่เสียชีวิตและผู้เกี่ยวข้องก็เคยโดนคดีฮั้วประมูลไปด้วย

ยังไม่นับเรื่องของประวัติศาสตร์ของพื้นที่ ที่เคยเป็นพื้นที่ที่เคยมีการนำกำลังตำรวจค้น จับกุมเป้าหมายเครือข่ายอิทธิพลใหญ่ในพื้นที่เมื่อสมัยปี 2555 สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ (ขอบคุณรายละเอียดจากเว็บข่าวมติชน)

ในกรณีเรื่องของอาวุธที่เจอก็ไม่ใช่อาวุธปืนทั่วไป แต่เป็นอาวุธสงคราม ซึ่งอยู่เกินมาตรฐานของการพกพาอาวุธที่พลเรือนจะได้รับอนุญาตจากรัฐในการพกพา หรือถือครองได้

ทั้งหมดทั้งปวงนี้ส่วนหนึ่งต้องการชี้ว่า อย่างน้อยในประเทศไทย อย่าได้เชื่อมโยงความรุนแรงที่เกิดขึ้นในส่วนนี้มาเกี่ยวข้องแต่เพียงกับเรื่องของประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง

ในช่วงที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย หรือประชาธิปไตยครึ่งใบ กองทัพ และผู้มีอำนาจก็ไม่ได้จัดการ
ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นอย่างจริงๆ จังๆ บางทีอาจจะปราม หรือเอาเข้ามาเป็นพวกเสียมากกว่าด้วยซ้ำ (ทั้งที่การจัดการความรุนแรงและผู้มีอิทธิพลมักเป็นหนึ่งในเงื่อนไขของการครองอำนาจของฝ่ายนักต่อต้านประชาธิปไตยทั้งสิ้น)

ทำให้ต้องคิดถึงนิยามของรัฐที่เคยเชื่อกันว่ารัฐเป็นผู้ผูกขาดความรุนแรงทางกายภาพนั้นใช้ได้จริงแค่ไหนในบริบทแบบไทยๆ

ที่สุดท้ายแล้วการผูกขาดอาจไม่ได้หมายความถึงการปราบปรามเท่ากับการเอาเข้ามาเป็นพวก เป็นฝ่าย และแบ่งปันพื้นที่กันเสียมากกว่า

ประชาธิปไตยกับความรุนแรงจึงไม่ใช่เรื่องของหนึ่งแถมหนึ่ง

ต่อให้ไม่เป็นประชาธิปไตยแบบที่เป็นอยู่ หรือที่เคยเป็นความรุนแรงก็เป็นหนึ่งแถมหนึ่งในพื้นที่มาโดยตลอดนั่นแหละครับ

อีกประการหนึ่งก็คือเรื่องของความรุนแรงในพื้นที่และสังคมนั้นอาจจะต้องพิจารณาทั้งในส่วนของวัฒนธรรมด้วย

ไม่ใช่แค่เรื่องของการที่ความรุนแรงนั้นมีอยู่ทั่วไปในพื้นที่ท้องถิ่น

แต่อาจต้องพิจารณาทั้งในส่วนของความรุนแรงนั้น มันถูกให้ความชอบธรรม หรือให้คุณค่าว่าเป็นเรื่องปกติจากการหยิบอ้างเอาวัฒนธรรมในพื้นที่มาใช้หรือไม่ หมายถึงว่า เราไม่เคยรู้สึกว่าต้องทำอะไรกับมันอย่างจริงๆ จังๆ หรือมองว่ามันเป็นเรื่องสุดแสนปกติของ “คนอื่น” ที่ไม่ใช่เรา ทำให้เราสนใจเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของเรา เพราะรู้สึกว่าแถวบ้านเราไม่เป็นอย่างนี้ (หรือบางคนที่เสพข่าวอาจจะรู้สึกว่าก็ไม่ต่างจากพื้นที่ของเรามากนัก)

ในอีกด้านหนึ่งความรุนแรงอาจไม่ใช่แค่เรื่องของ “ความรุนแรงทางวัฒนธรรม” ที่กล่าวถึงไปแล้ว แต่อาจเป็นเรื่อง ของความเชื่อมโยงระหว่าง “ความรุนแรงในระดับโครงสร้าง” ซึ่งหมายถึงส่วนของความเป็นลำดับชั้น ความเหลื่อมล้ำและไม่เท่าเทียมกันในพื้นที่ และความยากจนในพื้นที่ กับ “ความรุนแรงในเชิงสัญลักษณ์” หมายถึงการที่ความไม่เท่าเทียมและเหลื่อมล้ำในพื้นที่มันถูกผลิตซ้ำและดำรงอยู่อย่างยั่งยืนโดยรูปแบบของการครอบงำทางสัญลักษณ์ในรูปแบบต่างๆ ที่ทำให้ปัญหาต่างๆ ในพื้นที่มันเป็นปกติ หรือดำเนินต่อไป

เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง หรือวัฒนธรรมหรอกครับ มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับเศรษฐกิจในพื้นที่ด้วย

หรือที่ผมตั้งคำถามว่าการดำเนินคดี การรายงานข่าว การเปิดโปง และการพูดถึงเรื่องนี้มันไม่ใช่ว่าปัญหาจะลดลง

แต่มันจะทำให้ปัญหาที่เปิดขึ้นมันปรับรูปแปลงร่างต่อไปอย่างไร

ความเปลี่ยนแปลงอาจเปิดขึ้นได้ แต่ผมไม่เชื่อว่ามีสูตรสำเร็จในการทำให้เรื่องเหล่านี้หายไป

แต่การจับตาในเรื่องนี้ให้มากขึ้น น่าจะพอมีอะไรให้คิดต่อกันได้บ้าง ที่ไม่ใช่แค่เรื่องแบบที่เป็นอยู่

ลองดูอีกตัวอย่างก็คือว่ากันว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้จักรกลการเมืองในอเมริกาลดลง ไม่ใช่แค่เรื่องของการที่ประชากรเป็นชนชั้นกลางมากขึ้นเท่านั้น แต่หมายถึงการเปลี่ยนรูปแบบการปกครองท้องถิ่นในเมืองระดับกลางไปเป็นแบบผู้จัดการเมือง คือให้นายกเทศมนตรีเป็นเพียงฝ่ายพิธีการ และฝ่ายสภาท้องถิ่นนั้นเป็นแค่ตัวแทนแต่ละพื้นที่ แต่ต้องมาร่วมกันเลือกผู้บริหารมืออาชีพมาพัฒนาพื้นที่แทน และสร้างความเป็นมืออาชีพขึ้นมาในบริหารงานในพื้นที่ ที่เขาจะต้องรับผิดชอบทั้งจากฝ่ายการเมือง และประชาชนไปพร้อมๆ กัน โดยปลอดจากอิทธิพลของการเมืองระดับชาติ

(ท่านที่สนใจเพิ่มเติมลองพิจารณา S. Banerjee. 2024. Political Violence in India: Criminalisation of Politics or Politicisation of Crimes? Southasiamonitor.org. และ ICMA.org – International City/County Management Association)