หน้าแรก คอลัมนิสต์ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ให้การเมืองในระบบดีอย่างไร ก็ต้องมี ‘ทางออกถนน’

18.12.24 | 13:20 น.
การเมือง

ย้อนกลับไปในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ.2566 ที่พรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้งเป็นพรรคที่ได้ ส.ส.เข้าไปในสภามากที่สุด 151 ที่นั่ง โดยมีคะแนนจากประชาชนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งรวม 14,438,851 เสียง คิดเป็นร้อยละ 36.54 และจากนั้นพรรคก้าวไกลก็จับมือกับพรรคแนวร่วม “ฝ่ายประชาธิปไตย” จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้สำเร็จ และ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ก็ประกาศตัวว่าพร้อมเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

แม้เงื่อนไขอันเป็นกลไกกับดักของบทเฉพาะกาลแห่งรัฐธรรมนูญ 2560 จะกำหนดให้ “ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา” จะต้องให้ความเห็นชอบผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีภายในอายุของวุฒิสภาชุดแรกและดังที่ทราบ ว่าวุฒิสภาชุดดังกล่าวได้รับการแต่งตั้งมาโดยหัวหน้าคณะรัฐประหาร คสช. ซึ่งก็เป็นหนึ่งในผู้ที่มีสิทธิได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย แต่ถึงอย่างนั้น นักวิเคราะห์การเมืองในช่วงนั้น ก็ยังมีความมั่นใจอยู่ในระดับหนึ่งว่า พิธาก็ยังน่าจะมีสิทธิได้เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเสียงจากประชาชนที่เลือกเข้ามาอย่างล้นหลามซึ่งแสดงถึงฉันทามติของคนในประเทศ ในตอนนั้นผู้คนและนักวิเคราะห์การเมืองเชื่อกันว่า บรรดาสมาชิกวุฒิสภาคงไม่กล้าหักหาญความต้องการของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้งขนาดนั้น

แต่แล้วในการประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 13 กรกฎาคม ก็ปรากฏว่ามีสมาชิกวุฒิสภาเพียง 13 จาก 250 คนเท่านั้นที่โหวต “เห็นชอบ” ให้พิธาเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนอีก 35 คนไม่เห็นชอบ และ 199 งดออกเสียง ทำให้รวมกับ ส.ส.ที่เป็นเสียงข้างมากแล้ว ก็ยังไม่เพียงพอต่อการเห็นชอบให้เขาได้เป็นนายกรัฐมนตรีตามกลไกของรัฐธรรมนูญ จากนั้นเรื่องราวต่างๆ ดำเนินมาจนปัจจุบัน

ที่มา “ย้อนอดีต” เหตุการณ์ดังกล่าวกันให้เสียพื้นที่ไป 3 ย่อหน้าร่วม 300 คำ ก็เพราะนึกถึงเรื่องดังกล่าวนี้ขึ้นมาเป็นคู่เทียบกับเหตุการณ์ถอดถอนประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อันเป็นเรื่องราวต่อจากคอลัมน์นี้ในฉบับวันพุธที่แล้ว (11 ธ.ค.67) หลังจากที่ ประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ประกาศใช้กฎอัยการศึกโดยไม่มีเหตุอันเข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ ก็อาจถือเป็นความผิดทางอาญาในฐานกบฏ และความรับผิดทางการเมือง

สำหรับคดีอาญาก็มีการสืบสวนดำเนินคดี มีการจับกุมบุคคลผู้อยู่เบื้องหลังหรือให้คำแนะนำในการประกาศกฎอัยการศึกไปกุมขัง สำหรับตัวเขาเองก็ถูกศาลสั่งห้ามออกนอกประเทศ ส่วนในทางการเมือง ส.ส. พรรคประชาธิปไตย อันเป็นฝ่ายค้านก็ดำเนินการยื่นญัตติให้สภาผู้แทนราษฎรลงมติถอดถอนยุน ซอกยอล ออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี

Advertisement

การที่สภาจะถอดถอนประธานาธิบดีได้นั้นรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้กำหนดว่าจะต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของสภาผู้แทนราษฎร คือ 200 จาก 300 เสียง และเมื่อลงมติแล้วก็จะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยรับรองว่าการถอดถอนดังกล่าวเป็นไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว จึงจะถือว่ากระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีดังกล่าวนั้นมีผลตามรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตามในการประชุมเพื่อลงมติเรื่องนี้ครั้งแรกเมื่อวันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม นั้นก็ยังไม่สำเร็จ เนื่องจาก ส.ส.พรรครัฐบาลไม่เห็นด้วยและวอล์กเอาต์ ซึ่งเฉพาะเสียงของพรรคฝ่ายค้านมีเพียง 192 เสียง จึงไม่เพียงพอต่อการลงมติให้ถอดถอนประธานาธิบดีได้ตามรัฐธรรมนูญ เหตุผลของพรรคฝ่ายรัฐบาลคือ แม้ว่าจะเห็นด้วยว่าประธานาธิบดีจะไม่สมควรอยู่ในตำแหน่ง แต่เชื่อว่าในที่สุดจะมีกลไกให้เขาต้องลาออกเอง ซึ่งมีผู้วิเคราะห์ว่าเพราะพรรครัฐบาลกลัวว่าการที่ประธานาธิบดีจากพรรคของตนถูกถอดถอนจะนำมาซึ่งความเสียเปรียบทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม พรรคฝ่ายค้านก็ประกาศว่า จะเสนอญัตติถอดถอนประธานาธิบดีต่อไปทุกวันเสาร์ก็ยังได้จนกว่าการถอดถอนจะสำเร็จ ประมาณว่าเสาร์นี้ไม่ได้เสาร์หน้าเจอกัน แต่ก็ไม่ต้องรอไปอีกหลายเสาร์เพราะเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม เสาร์ที่ผ่านมา ในที่สุด สภาผู้แทนราษฎรก็มีมติ เห็นด้วย 204 เสียง ให้ถอดถอนประธานาธิบดี และมี ส.ส.จากพรรครัฐบาลจำนวนหนึ่งที่ลงมติเห็นด้วยกับการถอดถอน ทำให้ได้เสียงครบจำนวนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยหลังจากนี้คำร้องขอถอดถอนประธานาธิบดีก็จะเข้าสู่กระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

สิ่งที่ต้องกล่าวถึงด้วยคือ มีประชาชนกว่าสองแสนคนได้มาชุมนุมที่หน้ารัฐสภารอผลการลงมตินั้นด้วย ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นของต้นฤดูหนาว และยังมีการชุมนุมที่จัดขึ้นอีกหลายจุดทั่วประเทศ และพวกเขาก็ได้โห่ร้องดีใจเมื่อทราบมติของสภาผู้แทนราษฎรดังกล่าว และก่อนหน้านี้ ในการลงมติครั้งที่แล้วก็มีประชาชนไม่น้อยกว่าแสนห้าหมื่นคน ที่ชุมนุมกันเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎรมีมติถอดถอน หรือไม่ก็ตัวประธานาธิบดียุน ซอกยอล ลาออกเองอย่างใดอย่างหนึ่งส่วนเสียงเรียกร้องที่เพิ่มเติมมาในวันเสาร์ คือการเรียกร้องให้ดำเนินคดีอาญาในฐานกบฏต่อผู้ที่ปัจจุบันนี้เป็นว่าที่อดีตประธานาธิบดีแล้วด้วย

หลังจากความพยายามทำสิ่งที่ใกล้เคียงกับการ “รัฐประหารตัวเอง” หรือรัฐประหารกระชับอำนาจ ของอดีตประธานาธิบดียุน ซอกยอล เป็นอันสิ้นผลไปภายในเวลาเพียงสามชั่วโมงเศษจากกลไกของรัฐสภานั้น จะถูกมองว่าเป็นเพราะ “กลไก” หรือ “กติกา” ของรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ที่วางไว้เป็นอย่างดีเพื่อป้องกันการลุแก่อำนาจ และส่วนใหญ่ก็ให้เครดิตกันว่าเป็นเพราะ “กลไก” แห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายนั่นแหละที่รักษาประชาธิปไตยของเกาหลีใต้ในรอบนี้ไว้ได้

แม้จะไม่อาจสรุปได้ว่า เพราะการชุมนุมทำให้ ส.ส.พรรครัฐบาลเปลี่ยนท่าที ยอมร่วมลงมติถอดถอนยุน ซอกยอล ไปด้วย ถึงอย่างนั้นก็ยังอาจกล่าวได้ว่า “กระบวนการทางรัฐสภา” ที่เป็นผลต่อเนื่องจากการต่อต้านการประกาศกฎอัยการศึกโดยมิชอบนั้น ก็เป็นสิ่งที่จะเป็นบทเรียนร่วมสมัยว่า ต่อให้การเมืองในระบบดีแค่ไหน ก็ไม่ได้แปลว่า “การเมืองบนถนน” นั้นจะไม่จำเป็นหรือไม่มีที่ทาง ในทางตรงข้าม “การเมืองบนถนน” นี่แหละ ที่จะตบตีให้การเมืองในระบบดำเนินไปอย่างที่มันสมควรเป็น

แม้บุคคลในสถาบันการเมืองคือตัวนักการเมือง ประธานาธิบดี รัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. ที่เป็นสมาชิกรัฐสภาจะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน การตัดสินใจของพวกเขาแต่ละคนนั้นอาจจะ “เสมือน” เป็นการใช้อำนาจนั้นแทนผู้คนนับหมื่นนับแสนที่เลือกเขา แต่นั่นก็ไม่ได้รับประกันว่าเขาจะใช้อำนาจหรือตัดสินใจอย่างที่ประชาชนต้องการได้ เพราะเขาก็ยังมีวิจารณญาณ มีการตัดสินใจของตัวเองเพื่อผลประโยชน์บางอย่างอยู่ได้เช่นกัน

การแสดงออกทางการเมืองของประชาชนผ่านการชุมนุมหรือกิจกรรมทางการเมืองอันเป็นการใช้เสรีภาพโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้นเองที่จะช่วยแสดงให้เห็นภาพของ “มวลชน” อันเป็นเจ้าของอำนาจอันแท้จริงนั่นเอง ที่เป็นอำนาจที่จะไปค้ำคอ “ผู้ใช้อำนาจ” ในฐานะตัวแทนให้ต้องเกรงใจหรือ “เห็นหัว” ประชาชน โดยละวิจารณญาณของตัวเองที่อาจจะเจือปนไปด้วยความได้เปรียบหรือประโยชน์ในทางการเมือง แล้วตัดสินใจไปตามที่ประชาชนเจ้าของอำนาจอันแท้จริงนั้นต้องการ

นั่นคือการที่จะทำให้ผู้ถืออำนาจดังกล่าวนั้น “เห็นหัว” ประชาชนก็ต้องออกมา “แสดงตัว” ให้เขาได้เห็นด้วย

ดังนั้น การรักษาประชาธิปไตยไว้ได้ของเกาหลีใต้ทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้นนี้ จึงจะให้เครดิตว่าเป็นเพราะกลไกหรือกติกาการเมืองเขาดี หรือแม้แต่ผู้แทนราษฎร ส.ส.ของเขานั้นมีอุดมการณ์มีความกล้าหาญอย่างเดียวจึงเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ส่วนสำคัญที่ต้องไม่ละเลยก็คือ เป็นเพราะ “ประชาชน” ของเขาเองก็ได้ออกมาแสดง “ตัวตน” ของเจ้าของอำนาจสูงสุดในประเทศด้วยการใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและสันติ หรือที่เราอาจจะเรียกว่า “การเมืองบนท้องถนน” นั่นเอง

นี่เองที่ทำให้แอบหวนไประลึกถึงเหตุการณ์ที่ “พิธา” ถูกกลไกกับดักทางการเมืองทำให้พลาดตำแหน่งรัฐมนตรี ในวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2566 เสียไม่ได้ ที่อาจจะได้แตะเรื่องนี้ไว้ในคอลัมน์สัปดาห์ที่แล้ว แต่เมื่อเห็นประสบการณ์บทเรียนของเกาหลีใต้ ก็อยากจะนำประเด็นนี้มาขยายให้ชัดเจนอีกครั้ง

ถ้าในตอนนั้น หลังจากที่ทราบมติของที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาแล้ว ประชาชนชาวไทยที่สนับสนุนพรรคก้าวไกลหรืออยากเห็นพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ออกมาแสดงตัวตนกันเช่นเดียวกับชาวเกาหลีใต้ด้วยจำนวนเท่ากันบ้าง เรื่องราวทางการเมืองไทยหลังจากนั้นจะถูกบันทึกไว้อย่างไร จะแตกต่างจากในตอนนี้หรือไม่

เมื่อพิจารณาว่าเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ผู้ที่เลือกพรรคก้าวไกลในระบบบัญชีรายชื่อ มีถึง 1.5 ล้านเสียงและแบบแบ่งเขตเลือกตั้งรวม 1.3 ล้านเสียง หากต้องการจำนวนสักเท่าประชาชนที่ไปชุมนุมกันหน้ารัฐสภาเกาหลีใต้เพื่อสนับสนุนญัตติถอดถอนประธานาธิบดี ก็ต้องการเพียงผู้คนราว 15-20% ที่ลงคะแนนเลือกพรรคก้าวไกลออกไปแสดงตัวกันก็ได้จำนวนใกล้เคียงกับประชาชนเกาหลีใต้ที่ไปชุมนุมกันแล้ว

ซึ่งถ้าจะว่ากัน “ฉากทัศน์” ที่นักวิเคราะห์ทางการเมืองเห็นและคิดว่าเป็นไปได้ก็เป็นเช่นนั้น นั่นทำให้ทุกคนในขณะนั้นค่อนข้างประเมินไปในทางว่า บรรดา ส.ว. ที่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ยังต้องเหยียบยืนอยู่บนพื้นแผ่นดินของประเทศไทยนั้นคงไม่กล้าที่จะ “เป็นศัตรู” กับประชาชนมากมายขนาดนี้

แต่ “ฉากทัศน์” ดังกล่าวก็ไม่ปรากฏให้เห็น ในความเป็นจริงนั้นมีประชาชนไปชุมนุมที่รัฐสภากันอยู่บ้าง แต่ก็เป็นจำนวนในราวหลักพันคนเท่านั้น

แต่เรื่องมันก็เข้าใจได้อยู่นั่นแหละ เพราะบริบทในขณะนั้น การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ห่างจากการ “เลือกตั้งใหญ่” ที่มีกระแสพรรคก้าวไกลและพิธาฟีเวอร์ไปร่วม 3 เดือน (ซึ่งก็ด้วยกลไกประหลาดในการรับรองผลการเลือกตั้งที่เป็นหนึ่งในกับดักของรัฐธรรมนูญนี้) ทำให้ “อารมณ์” ของผู้คนและสังคมนั้นไม่ได้รุนแรงเท่ากับเมื่อครั้งเลือกตั้งเสร็จใหม่ๆ

และการออกไปชุมนุมในบริบทไทยๆ โดยเฉพาะในยุคที่รัฐบาลรักษาการยังเป็นผู้ทำการรัฐประหาร ที่มีประวัติในการสลายการชุมนุมที่รุนแรงมาแล้วก่อนหน้านั้น ทำให้การออกไปชุมนุมนั้นแม้จะไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ แต่ก็ไม่ได้รับประกันความปลอดภัยต่อชีวิต ร่างกาย และเสรีภาพขนาดนั้น และยังไม่นับถึงมาตรการเชิงสังคมอื่นๆ ที่เกิดจากการร่วมมือกันของฝ่ายอำนาจจารีต ทั้งกลุ่มราชการและกลุ่มทุน ก็อาจจะส่งผลกระทบทางอ้อมที่คาดไม่ถึงต่อผู้ไปใช้เสรีภาพในการชุมนุมเช่นนั้นด้วย ดังที่ปรากฏทั้งที่เป็นข่าวและรู้กันเงียบๆ ในวงการว่า มีบางคนนั้นต้องพลาดจากการได้รับตำแหน่งแห่งที่อันสมควรจะได้อยู่แล้วเพียงเพราะมีภาพว่าไปร่วมในการชุมนุม ที่ในตอนที่ไปชุมนุมนั้นก็ยังถือเป็นการชุมนุมโดยชอบด้วยกฎหมายด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ในทางจิตวิทยาพฤติกรรมนั้น มนุษย์เรามีแนวโน้มที่จะมีพลังหรือแรงขับดันที่จะต่อสู้เพื่อ “รักษา” สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มีอยู่แล้ว มากกว่าการที่จะต่อสู้เพื่อให้ “ได้มา” ซึ่งสิ่งที่ต้องการ เหมือนปรากฏการณ์ทางจิตใจที่หลายคนก็คงมีร่วมกัน ว่าเราจะเสียดายเงินที่หายไป 100 บาท มากกว่าเสียดายเงินจำนวนเดียวกันที่ยังไม่ได้รับ

แต่กว่าที่จะได้ประชาธิปไตยมาในวันนี้ ประชาชนชาวเกาหลีใต้ได้เคยต่อสู้กันอย่างหนักเพื่อให้ได้มา พวกเขาและบรรพบุรุษของพวกเขาต่างเคยเสี่ยงภัยต่อชีวิต ร่างกาย และเสรีภาพ รวมถึงประโยชน์สุขและความก้าวหน้าในชีวิต ขับเคลื่อน “การเมืองบนถนน” เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย จนกระทั่ง “ได้มา” ซึ่งกลไกทางการเมืองที่ดีที่สุดที่สามารถป้องกันตัวเองได้ในทุกวันนี้ นั่นอาจทำให้ในวันนี้พวกเขาก็มิได้หลงลืมว่าในยามที่ต้อง “รักษาไว้” ซึ่งกลไกการเมืองและประชาธิปไตยที่ดีนั้น วิธีการอย่าง “การเมืองบนถนน” ก็เป็นสิ่งที่ละเลยเสียไม่ได้เช่นกัน

นี่คือความแตกต่างที่สำคัญทางบริบททางการเมืองและประชาชนของเกาหลีใต้ ซึ่งประเทศไทยยังไม่อาจไปถึงจุดนั้นได้อย่างน้อยก็ในขณะนี้