ถามว่าก่อนการขอ “หมายค้น” จากศาลอาญาในเดือนกุมภาพันธ์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ มั่นใจหรือไม่ว่า พระไชยบูลย์ สุทธิผล อยู่ภายในวัดพระธรรมกายหรือไม่
ตอบได้ว่ารู้
หากถามต่อไปว่ารู้แน่ชัดและด้วยความมั่นใจหรือไม่ ก็น่าจะตอบได้ประมาณว่า รู้แน่ชัดพอๆ กับเมื่อตอนที่ขอ “หมายค้น” ในเดือนมิถุนายนและในเดือนธันวาคม 2559
นั่นก็คือ รู้ในลักษณะ “คาดเดา”
ความแจ่มชัดทางด้าน “การข่าว” ของกรมสอบสวนคดีพิเศษต่อตำแหน่งที่หลบซ่อนของ พระไชยบูลย์ สุทธิผล ดำเนินไปอย่างเดียวกันกับการขอ “หมายค้น” จัดส่งกำลังเข้าไปปฏิบัติการยังอารามปริสุทโธ เมื่อตอนรุ่งสางของวันที่ 12 มีนาคม
ความหมายหมายความอย่างเดียวกับการขอเข้าค้นรอบ 3 ในวันที่ 10 มีนาคม ทุกอย่างดำเนินไปเหมือนที่ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ แถลงก่อนหน้านี้ นั่นก็คือ ต้องการเข้าไปภายในวัดเพื่อพิสูจน์ทราบ
ทราบว่า “อยู่” ทราบว่า “ไม่อยู่”
จากความพยายามอย่างต่อเนื่องในเดือนมิถุนายน ในเดือนธันวาคม ปี 2559 มายังความพยายามในเดือนกุมภาพันธ์ ในเดือนมีนาคม 2560
บทสรุปลงเอยอย่างเดียวกัน
นั่นก็คือ ไม่พบตัว พระไชยบูลย์ สุทธิผล ไม่ว่าภายในอาคารหลังใดในวัดพระธรรมกาย หรือแม้กระทั่งอาคารในบริเวณใกล้เคียงกับวัดพระธรรมกายอย่างอาคารปริสุทโธ
การตรวจสอบ 4 ครั้งนับว่า “แจ่มชัด”
ขณะเดียวกัน มีคำถามต่อไปอีกว่าทุกครั้งที่ตระเตรียมแผนการกรมสอบสวนคดีพิเศษตระหนักหรือไม่ว่าจะต้องประสบกับการต่อต้าน
ตอบได้เลยว่า ตระหนักและรับรู้เป็นอย่างดี เพราะไม่ว่าสถานการณ์ในกาลอดีต ไม่ว่าสถานการณ์ในปัจจุบัน การระดมมวลชนและก่อตั้งสิ่งที่เรียกว่า “กำแพงมนุษย์” เกิดขึ้นทุกครั้ง
และเหตุผลของการหลีกเลี่ยงไม่เผชิญหน้ากับมวลชนก็เป็นอย่างเดียวกัน นั่นก็คือ ไม่อยากสร้างเงื่อนไขให้เกิดสถานการณ์หลั่งเลือด บานปลาย และทำให้กลายเป็นปัญหาในทางการเมือง
เมื่อเดือนมิถุนายน 2559 ก็รู้ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ก็รู้
คำถามก็คือ ทั้งๆ ที่แหล่งกบดานของ พระไชยบูลย์ สุทธิผล อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ทั้งๆ ที่รู้อยู่เป็นอย่างดีว่าหากจัดส่งกำลังรุกเข้าไปตาม “หมายค้น” ก็จะต้องประสบกับการขัดขวาง
แล้วทำไมกรมสอบสวนคดีพิเศษยังทำแบบเดิม-เดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก
คําถามนี้เป็นคำถามในเชิงกลยุทธ์ เป็นคำถามในเชิงการบริหารจัดการกับปัญหา เพื่อความสัมฤทธิผลอย่างมีประสิทธิภาพ
คำถามแบบนี้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ น่าจะรู้อยู่เป็นอย่างดี
เพียงแต่เมื่อเสนอขึ้นไปที่ประชุมอัน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นั่งอยู่หัวโต๊ะ เป็นที่ประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาในทางเศรษฐกิจ มิได้เป็นการแก้ปัญหาในเชิงคดีความอันมีลักษณะทางการเมือง
ขณะเดียวกัน คำถามแบบนี้แม้ไม่เคยเกิดขึ้นในที่ประชุมในทางเศรษฐกิจ แต่กล่าวสำหรับที่ประชุมในทางยุทธการของทหารและของตำรวจย่อมเกิดขึ้นเป็นประจำ
เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษซึ่งมาจาก “ตำรวจ” น่าจะมีประสบการณ์
ยิ่งกว่านั้น ในที่ประชุมร่วม ณ บก.ตชด.ภาค 1 อันประกอบด้วยกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตำรวจและทหารรวมทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง
ก็น่าจะมี “คำถาม” ก็น่าจะมีคนเสนอ “ประเด็น”
กรณีของปฏิบัติการตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 5/2560 โดยมี “มาตรา 44” เป็นเครื่องมือจึงเป็นกรณีศึกษาอันเรียกร้องประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเป็นอย่างสูง
ไม่เคยสงสัยกันบ้างหรือว่าทำไมคดีถึงมีมากกว่า 300 คดี
ไม่เคยสงสัยกันบ้างหรือว่าทำไม “หมายค้น” จึงออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้งๆ ที่ “การข่าว” ไม่แจ่มชัด
และ “ความล้มเหลว” ก็ปรากฏให้เห็นมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 หน

