แม้ว่าการประกาศผลรางวัล “มติชนอวอร์ด” ประจำปี 2567 ที่จัดงานประกาศและมอบรางวัลไปเมื่อ
วันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม จะผ่านไปแล้วร่วมสิบวันสำหรับท่านที่ได้อ่านคอลัมน์นี้ในหนังสือพิมพ์ฉบับวันพุธที่ 25 นี้ก็ตาม
ถึงอย่างนั้น ในฐานะที่ผมเป็นกรรมการตัดสินรางวัลประเภทเรื่องสั้น แต่ก็เกิดติดภารกิจสำคัญประเภทที่ขาดหรือลาไม่ได้ในวันนั้นพอดี จึงไม่มีโอกาสจะได้สื่อสารบอกเล่าความรู้สึกกับนักเขียนที่ได้รางวัลและญาติมิตรในวงการ ก็ขอใช้พื้นที่คอลัมน์นี้ในการสื่อสารดังกล่าวแทน
สำหรับผลการตัดสินอย่างเป็นทางการ “รางวัลมติชนอวอร์ด ประจำปี 2567” ประเภทการ์ตูนสะท้อนสังคมการเมือง รางวัลชนะเลิศเป็นผลงานของ คุณ The Mitt รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เป็นผลงานของ คุณ ธ. และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ผลงานของ คุณ Pai-toon
รางวัลในประเภทกวีนิพนธ์ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ คุณหมึกสีม่วง จากกวีนิพนธ์ “บอนไซ” รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ คุณภูมิ ภูคำ จากผลงานกวีนิพนธ์ “หินแห่” และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ คุณสุไฮมี จากกวีนิพนธ์ “นาฏกรรมรอบกองเพลิง”
ที่ขอกล่าวถึงเป็นพิเศษ คือ รางวัลมติชนอวอร์ด 2567 ประเภทเรื่องสั้น ซึ่งรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลงานของ คุณประณต พลประสิทธิ์ จากเรื่องสั้น “บารายบุราณ” รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ผลงานของ คุณณพรรธน์ จากเรื่องสั้น “ปฏิทรรศน์จันทรา” และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ผลงานของ คุณญาณทีโป จากเรื่องสั้น “นั่งห้อยขาคร่ำครวญที่วงกบหน้าต่าง ฉันได้กลิ่นหอมปริศนาระบุชนิดไม่ได้ กลิ่นนั้นพยายามกวักมือเรียกฉัน”
รอบนี้รู้สึกดีใจเป็นการส่วนตัว เพราะนี่เป็นครั้งแรกกระมังที่ผลการตัดสินของผม (ทั้งในเวทีของมติชนนี้และเวทีอื่นๆ) ได้ตรงกับกรรมการเสียงข้างมากเสียเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกับเรื่องสั้นที่ผมเห็นว่าสมควรแก่รางวัลที่สุดก็ได้รับรางวัลชนะเลิศไปจริงๆ
เรื่องสั้นที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ซึ่งมีชื่อยาวเสียจนทีมงานและกรรมการต้องอ้างอิงถึงด้วยชื่อสังเขปว่า “นั่งห้อยขาคร่ำครวญฯ” นั้น เป็นเรื่องสั้นแนวกระแสสำนึก ซึ่งสารภาพตามตรงว่าโดยส่วนตัวแล้วไม่ค่อยจะชอบ “แนวทาง” วรรณกรรมลักษณะนี้เสียเท่าไร สำหรับเรื่องสั้นเรื่องนี้ก็เช่นกัน ความประทับใจแรกในการอ่านนั้นไม่ดีเอาเสียเลย เพราะมันคือความรู้สึกที่แสนอึดอัด หมั่นไส้ เกลียดขี้หน้าและทัศนคติตัวละครที่เล่าเรื่อง บางจุดบางตอนถึงกับสบถด่าในใจ แต่นั่นเองก็ทำให้ฉุกคิดสัมผัสได้ถึงความยอดเยี่ยมของเรื่องสั้นเรื่องนี้ เพราะเท่ากับว่า “ผู้เขียน” นั้นสามารถทำให้เรา “ติดกับ” ได้จริงๆ และในที่สุด “ตัวบท” นั้นก็ทำให้ผู้อ่าน (ผมเอง) กลายเป็นผู้ใหญ่เฮงซวยแบบที่เจ้าของกระแสสำนึกผู้เล่าเรื่องนั้นเสียดสีไว้ทุกประการ สำหรับตัว “สาร” ของเรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวของการปะทะกันของแนวคิดของคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ ซึ่งสำหรับผู้ที่ติดตามอ่านผลงานที่เข้ารอบคัดสรรรางวัลนี้คงเห็นว่านักเขียนที่ส่งผลงานเข้าประกวดในปีนี้เลือกที่จะเล่าเรื่องนี้ตรงกัน แต่สำหรับ “นั่งห้อยขาคร่ำครวญฯ” นั้นทำถึงด้วยความแนบเนียนในการเล่าเรื่อง และแน่นอน… รวมถึงความน่าหมั่นไส้นั้นด้วย
เช่นเดียวกับเรื่องสั้นที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 “ปฏิทรรศน์จันทรา” อาจเรียกได้ว่าเป็น “เรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์” ที่สะท้อนถึงประเด็นสังคมที่กล่าวถึงครอบครัวของตัวละครผู้เล่าเรื่องกับมารดาของหญิงม่ายของเขา หญิงม่ายผู้มีสามี “เคย” เป็นวีรบุรุษของชาติและเอาเข้าจริงของโลก แต่บัดนี้ “วีรบุรุษ” นั้นไม่จำเป็น สิ่งที่วีรบุรุษนั้นทิ้งไว้ให้ คือจันทราดวงที่สองก็กลายเป็นที่ตั้งรังเกียจ เป็นตัวแทนสารของเรื่องที่เป็นประเด็นเดียวกันกับอีกหลายเรื่อง รวมถึง “นั่งห้อยขาคร่ำครวญฯ” ดังได้กล่าวไปแล้ว นั่นคือการปะทะกันของความคิดและความเชื่อของผู้คนต่างรุ่น ทั้งคนรุ่นเก่าที่ศรัทธาต่อความเชื่อและขนบธรรมเนียมประเพณี ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งคือคนรุ่นใหม่ที่มองโลกตามจริงและนับถือในเหตุและผล แต่ผู้เขียนสามารถเล่าเรื่องราวนั้นด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่นในความหม่นเศร้า ความรักในความกราดเกรี้ยวและหวั่นไหว ความประณีตเนิบช้าของการเล่าเรื่องก็ทำให้เกิดความรู้สึกเต็มตื้นในขณะที่อ่าน ที่บรรยากาศของเรื่องพาให้ระลึกถึงงานเขียนของ “เคน หลิว” นักเขียนระดับโลกชาวอเมริกันเชื้อสายจีน เจ้าของผลงาน “ในระลอกกาล” และ “สวนสัตว์กระดาษ”
สำหรับเรื่องสั้นที่ได้รางวัลชนะเลิศ “บารายบุราณ” เป็นเรื่องที่ส่วนตัวแล้วต้องอ่านอย่างระมัดระวังต่อความเป็นกลางของตัวเองพอสมควร เนื่องจากในเรื่องสั้นมีการกล่าวถึง “หนังสือ” สำคัญในเรื่องราวด้วย คือหนังสือรวมเรื่องสั้น “หญิงเสา” ซึ่งเป็นหนังสือที่มีอยู่จริง… คือหนังสือที่ผมเขียนและตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ “มติชน” ในปี พ.ศ.2556 “หญิงเสา” ยังเป็นชื่อของเรื่องสั้นเรื่องแรกที่ได้รับรางวัล “มติชนอวอร์ด” ในปี พ.ศ.2555 อีกด้วย การกล่าวถึงเรื่องสั้น “หญิงเสา” ของผู้เขียนนั้น อาจจะเพื่อเป็นการให้เกียรติแก่เรื่องสั้นเรื่องแรกที่ได้รับรางวัลชนะเลิศเวทีนี้ และลักษณะร่วมกันบางอย่างของเรื่องสั้นเรื่องดังกล่าวกับเรื่องนี้ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม การที่มีผู้กล่าวถึงงานเขียนเก่าร่วมสิบปีของตัวเองอีกครั้งก็ล่อให้นักเขียนสักคนอดจะมีฉันทาคติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงขนาดว่าก่อนที่จะลงคะแนนสุดท้ายเพื่อตัดสินว่าส่วนของตัวเองแล้วจะให้เรื่องสั้นเรื่องไหนได้รับรางวัลชนะเลิศ ก็ยังต้องมาทบทวนให้แน่ใจว่าเป็นการตัดสินโดยเจือฉันทามติให้น้อยที่สุด
ซึ่งก็ขอตอบตรงนี้ด้วยว่า ไม่ว่าหนังสือที่ “น้ำ” จะให้ “ชล” หรือตัวเอกผู้เล่าเรื่องจะเป็นหนังสือเล่มไหนก็ไม่ได้เพิ่มหรือลดความประทับใจในความเต็มอิ่มบริบูรณ์ของเรื่องนี้ “บารายบุราณ” มีความยอดเยี่ยมอยู่ในตัวของมัน นับเป็นเรื่องสั้นที่ดีที่สุดและติดตรึงที่สุดเรื่องหนึ่งที่ได้อ่าน เรื่องสั้นขึ้นต้นมาด้วยปริศนาของเพลงเขมรกันตรึม สามารถเล่าเรื่องของพลเมืองโลก พหุวัฒนธรรม รากเหง้า ตำนานโบราณ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและความทรงจำของบาดแผลส่วนบุคคล เรื่องราวต่างๆ ที่อัดแน่นไว้เรียงร้อยกันโดยค่อยๆ เผยเรื่องราวที่ไม่ปะติดปะต่อภายใต้บรรยากาศอันคลุมเครือเหมือนห้วงฝันหรือกระแสทรงจำที่มีเสน่ห์ลึกลับให้เราติดตามกับมันไปได้ ก่อนที่จะได้พบตอนจบกระแทกเราอย่างรุนแรงต่อชะตากรรมของตัวละคร
อย่างไรก็ตาม ยังมีเรื่องสั้นอีกเรื่องหนึ่งที่ส่วนตัวแล้วให้เป็นรองเพียงเรื่องที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ แต่เมื่อรวมกับคะแนนจากกรรมการท่านอื่นแล้ว ก็ไม่เพียงพอให้เรื่องสั้นนี้ได้รับรางวัลใดเลย (ซึ่งเอาที่จริงก็เป็นปกติในการตัดสินรางวัลของผมอยู่แล้ว) ถึงอย่างนั้นก็ใคร่ขอกล่าวถึงไว้ด้วยเพื่อเป็นกำลังใจต่อผู้เขียน
“วิถีแห่งตน” ของ ชัยนาท สุวรรณ คือเรื่องสั้นเรื่องนั้น เรื่องราวที่เล่าถึงเจ้าชายร่างทองผู้หลบหนีจากแม่ที่เลี้ยงดูมาแต่เล็กแต่น้อยเพราะไปทราบความจริงบางอย่างเข้า ระหว่างการเดินทาง เขาได้พบกับหญิงสาวที่เป็นพี่น้องกันสิบสองคนที่หลบหนีมาเช่นกัน เพียงเท่านี้ก็คงรู้แล้วว่า นี่คือเรื่องสั้นที่หยิบยกวรรณคดีไทยที่เป็นที่รู้จักกันหลายเรื่อง ทั้งสังข์ทอง นางสิบสอง และปลาบู่ทอง มาขยำรวมกันได้แบบที่อ่านแล้วเหมือนจะเป็นเรื่องตลกที่นำพาเราไปสู่คำถามเชิงจริยธรรมที่แหลมคม การใช้วรรณคดีแต่ละเรื่องทำงานของมันได้สมบูรณ์มากๆ ที่ชวนให้เราใคร่ครวญถึงปัญหาเรื่องจริยธรรม สัญชาตญาณ และความเห็นแก่ตัว “วิถีตน” นั้นแสดงถึง “วิถี” แห่งการเอาชีวิตให้รอดของสรรพชีวิตที่มีภูมิปัญญา
ถ้าเราชิงชังหรือเกลียดกลัวนางยักษ์หรือเผ่าอสูรเพราะพวกมันขบกินผู้คนชาวมนุษย์เป็นภักษาหารแล้ว ตัวเราเองเล่ามีความชอบธรรมอันใดในการกินเนื้อกินปลา เราอาจจะแก้ตัวได้ว่า เพราะมันเป็นคราวถึงฆาตของสัตว์เหล่านั้น แต่แน่ใจหรือว่าคราวฆาตนั้นไม่ได้เกิดจากเรา และถ้าปลาสักตัวที่เรากินเป็นแม่ของใครสักคนขึ้นมา เราจะยังยืนยันในความถูกต้องทางศีลธรรมของเราอยู่หรือไม่ เรื่องสั้นเรื่องนี้คือเรื่องที่ผมให้คะแนนต่ำกว่าเรื่องที่ผมให้คะแนนสูงสุดไปเพียงหนึ่งจุดทศนิยม เพราะความคิดสร้างสรรค์ ความสนุกในการเล่าเรื่อง และคำถามที่เรื่องสั้นทิ้งไว้ให้
สุดท้ายนี้ ทุกครั้งที่ผมเข้าไปมีส่วนร่วมในการประกวดรางวัลวรรณกรรม ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกวดเอง หรือเป็นกรรมการก็ดี จะมีประโยคหนึ่งที่ระลึกอยู่เสมอ และต้องให้เครดิตด้วยว่ามันเป็นสโลแกนหรือคำหลักของการประกวดเวที “นายอินทร์อวอร์ด” ที่ว่า “มากกว่ารางวัล คือโอกาส”
สำหรับ “มติชนอวอร์ด” “มากกว่ารางวัล” สำหรับนักเขียน คือ “โอกาส” ที่ได้ตีพิมพ์ผลงานในนิตยสารจริงๆ ที่เป็นรูปเล่ม รวมถึงได้รับการอ่านผลงานและประเมินคุณค่าอย่างเป็นธรรมซึ่งจะนำไปสู่โอกาสอื่นๆ ในทางวรรณกรรมต่อไป
“มติชนอวอร์ด” ยังเป็น “โอกาส” ของวงการวรรณกรรมโดยเฉพาะประเภทเรื่องสั้นและบทกวีที่ปัจจุบันมีที่มีทางหลงเหลืออยู่น้อยเหลือเกินท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในเชิงรูปแบบของสื่อ และความนิยมในการอ่านของผู้อ่านงานวรรณกรรม การประกวด “มติชนอวอร์ด” ในทุกครั้งจึงเป็นการต่อลมหายใจและการดำรงอยู่ของงานเขียนประเภทนี้ในวงการวรรณกรรมไทย และน่ายินดีว่าผลงานโดยรวมของปีนี้ เป็นงานเขียนที่รักษาความเป็น “วรรณกรรม” ที่ถึงพร้อมไว้ได้ดี โดยที่ทุกเรื่องก็ยังมีความเป็นมิตรต่อผู้อ่านให้ “สนุก” ไปกับการอ่านเรื่องสั้นทุกเรื่องได้ในแต่ละรูปแบบที่แตกต่างกัน
สุดท้ายนี้อยากขอฝากไปยังผู้มีส่วนในการรับผิดชอบด้าน “ซอฟต์พาวเวอร์” ของรัฐบาลว่า หากมองว่า “วรรณกรรมไทย” ยังมีศักยภาพพอที่จะเป็น “ซอฟต์พาวเวอร์” แขนงหนึ่งได้ การสนับสนุนการประกวดรางวัลวรรณกรรมต่างๆ ก็ยังเป็นหนทางง่ายๆ ที่จะสนับสนุนให้เกิดวรรณกรรมไทยที่น่าสนใจจนบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวก็ได้
ขอยกตัวอย่างงานรางวัลวรรณกรรมอีกรางวัลหนึ่ง คือ รายการประกวด “เพาะกล้าวรรณกรรม” The Writer Zeed ที่ดูแลโดยอาจารย์ชมัยภร แสงกระจ่าง ศิลปินแห่งชาติ ซึ่งเพิ่งประกาศผลของรุ่นที่ 5 ไป
แต่สำหรับการประกวดรางวัลนี้ในรุ่นที่ 4 ที่เป็นการประกวดในประเภทนวนิยายขนาดสั้นและวรรณกรรมเยาวชนก็เกิดปรากฏการณ์น่าสนใจ โดยนวนิยายที่ได้รางวัลรองชนะเลิศเวทีดังกล่าวนั้น ผู้เขียนได้นำกลับไปปรับปรุงร่วมกับบรรณาธิการให้มีความสมบูรณ์ขึ้นอย่างยิ่งและตีพิมพ์เป็นเล่มสมบูรณ์ในปีต่อมา และนวนิยาย “กี่บาด” ของ ประเสริฐศักดิ์ ปัดมะริด ก็เป็นนวนิยายที่ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน หรือรางวัลซีไรต์ของปีนี้ และเป็น “นิยายซีไรต์” เล่มหนึ่งที่ได้รับความสนใจทั้งจากในวงการวรรณกรรม และนักอ่านนิยายทั่วไปที่เดิมไม่เคยเฉียดกราย
นอกจากนี้ นิยายเรื่อง “กาสักอังก์ฆาต” ของ กิตติศักดิ์ คงคา ก็เป็นนวนิยายแนวสืบสวนฆาตกรรมที่เขียนโดยคนไทยที่ได้รับการกล่าวถึง และขายดีที่สุดในปีนี้ เช่นเดียวกับนิยาย “ตำนานใจนัยคลอง” “โฮสเทลของวิฬาร์” และอีกหลายเรื่องที่ประกวดในรายการนี้ก็ได้รับการตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ต่างๆ หรือเรื่องที่ได้รางวัลชนะเลิศของเวทีนี้อย่าง “ถ้าเราชนะตัวเอง (แล้วอย่างนี้ใครจะเป็นคนแพ้ล่ะ)” ก็ถือเป็นนิยายประเภทอ่านง่ายหรือไลต์โนเวลที่ได้รับการกล่าวถึงอยู่บ้างเช่นกัน เท่ากับการประกวดครั้งเดียวนี้ ได้ส่งหนังสือดีๆ หลายเล่มออกมาสู่วงการวรรณกรรมไทย
นี่คืออีกตัวอย่างของการประกวดรางวัลวรรณกรรม ที่เป็นทั้ง “โอกาส” ของนักเขียนให้ยังมีเวทีในการเขียน และเป็น “โอกาส” ของวงการวรรณกรรมที่จะมีผลงานที่น่าสนใจขึ้นมาปลุกวงการให้คึกคัก มีอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาทดแทนงานวรรณกรรมในแนวทางเดิมๆ ที่เริ่มจะเวียนวนกันเขียนเวียนอ่านกันเอง ครื้นเครงกันในคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้นแล้ว
กล้า สมุทวณิช

