หน้าแรก คอลัมนิสต์ อภินิหาร กฎหม...

อภินิหาร กฎหมาย พลิกคดี บี้ภาษี ทักษิณ หุ้นชิน

16.03.17 | 12:01 น.

เรื่องเก่ามาเล่าใหม่

ไม่เคยเป็นเรื่องเชยในสังคมไทย

หลังเงียบหายไปหลายปี

คดีซื้อ-ขายหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่นกลับมาเป็นข่าวอีกครั้ง

เมื่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทำหนังสือแจ้งเตือนกรมสรรพากร

Advertisement

ให้เรียกเก็บภาษีเงินได้จากการขายหุ้น ชินคอร์ปให้เรียบร้อย

ก่อนคดีจะขาดอายุความในวันที่ 31 มีนาคม 2560

 

7มีนาคม

กรมสรรพากรจึงรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งหมด

ส่งให้ที่ประชุมคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรของกระทรวงการคลังที่มี นายประภาส คงเอียด รองปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานพิจารณา

โดยขอให้วินิจฉัยกรณีกรมสรรพากรไม่ได้ออกจดหมายเรียกผู้เสียภาษีมาไต่สวนภายใน 5 ปี ตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร

ว่าสามารถทำเรื่องเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้ใช้อำนาจขยายเวลาออกจดหมายเรียกผู้เสียภาษีมาไต่สวน ตามมาตรา 3 อัฏฐ วรรค 2 ได้หรือไม่

ภายหลังการประชุม นายประภาสให้สัมภาษณ์ว่า

“กรมสรรพากรไม่สามารถขยายเวลาในการออกจดหมายเรียกนายทักษิณมาไต่สวนเพื่อประเมินภาษีได้ เนื่องจากประมวลรัษฎากรมาตรา 19 ระบุไว้ชัดเจนว่า

“อธิบดีกรมสรรพากรมีอำนาจออกจดหมายเรียกผู้เสียภาษีมาไต่สวนได้ภายใน 5 ปี

“ส่วนข้อหารือเรื่องขยายระยะเวลาในการออกจดหมายเรียก

“ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อเป็นการให้คุณแก่ผู้เสียภาษีเท่านั้น

“ไม่สามารถให้โทษได้”

 

สําทับด้วย คำให้สัมภาษณ์ของ นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ว่า

กรมสรรรพากรคงไม่สามารถดำเนินการอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้อีก

เพราะจากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า หุ้นที่นายพานทองแท้ และ นางพินทองทา ชินวัตร ถืออยู่เป็นหุ้นของนายทักษิณ

“ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้ยึดทรัพย์จำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท ของนายทักษิณ มาเป็นของแผ่นดิน

“เงินภาษีจำนวนนี้ก็รวมอยู่ในเงินก้อน 4.6 หมื่นล้านบาท และก็ตกมาเป็นของหลวงหมดแล้ว

“ตอนนี้เงินทั้งหมดก็อยู่ที่กรมบัญชีกลางแล้ว

“ไม่รู้จะไปเอาเงินอะไรกับใครอีก”

 

แต่เมื่อวันที่ 14 มีนาคม

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า

กรณีติดตามทวงภาษีการขายหุ้นชินคอร์ปจากนายทักษิณ

นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือเมื่อวันที่ 13 มีนาคม โดยให้หลักเกณฑ์ว่า

1.ต้องไม่ใช้มาตรา 44 ให้ใช้กฎหมายปกติ 2.ไม่ขยายอายุความ 3.ยืนอยู่บนหลักนิติธรรม

และ 4.ดูเจตนาการขายหุ้นดังกล่าวว่าสุจริตหรือไม่ ถ้าสุจริตทุกอย่างจบ

การจะดูว่าดำเนินการสุจริตหรือไม่ ได้ข้อสรุปว่าต้องไปฟ้องร้องดำเนินคดีกันในชั้นศาล

แต่มีคำถามว่า จะดำเนินการได้ทันก่อนอายุความ 10 ปี จะสิ้นสุดในสิ้นเดือนมีนาคมนี้หรือไม่

ที่ประชุม ครม.ก็ได้แนวทางสว่างว่า เมื่อปี 2555 ศาลภาษีอากรกลางตัดสินไว้ว่า

นายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทาเป็นนอมินีของนายทักษิณ

ดังนั้น การออกหมายเรียกทั้งคู่ในขณะนั้นจึงเหมือนเป็นการออกหมายเรียกนายทักษิณแล้ว

ขั้นตอนต่อไปคือการขอประเมินภาษี เพราะเชื่อว่าในระยะเวลา 16 วันที่เหลือ เขาคงไม่มาเสียภาษีอีก

แต่เมื่อขอออกประเมินภาษีแล้ว ถือว่าระยะเวลาได้หยุดลง ก่อนที่จะครบอายุความ 10 ปี

หลังจากนั้นจะดำเนินการฟ้องร้องต่อไป

ขอให้สังคมสบายใจได้ว่า รัฐบาลไม่ได้ไปไล่บี้ทางการเมือง

ไม่ได้ไปเกี้ยเซี้ยกับคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวการสำคัญ

นอกจากนี้ นายกฯได้รับทราบกรณีที่กระทรวงการคลังตั้งคณะกรรมการตรวจสอบบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวในช่วงเวลาที่ผ่านมาว่าใครผิดหรือไม่อย่างไร

และจะไม่ทำอะไรแบบเทาๆ

จะทำให้เป็นสีขาว

“มันเป็นรายละเอียดที่มีกฎหมายเล็กซ่อนอยู่ในกฎหมายใหญ่

“โดยที่ประชุม ครม. นายวิษณุใช้คำว่าทำไม่ได้

“แต่ทำได้ด้วยอภินิหารของกฎหมาย”

 

ใครที่ไม่เชื่อว่าปาฏิหาริย์มีจริง

ก็คงต้องเปลี่ยนใจในหนนี้

เปลี่ยนใจด้วย “อภินิหารทางกฎหมาย”

ศัพท์ใหม่จากรัฐบาล-คสช.