ธรรมเนียมอย่างหนึ่งที่ผู้คนนิยมทำกันเป็นประจำในวันปีใหม่ คือการตั้งและประกาศ “ปณิธานปีใหม่” หรือ New year’s resolutions ซึ่งก็คือ เป้าหมาย หรือสิ่งที่อยากจะทำให้ปรากฏเป็นจริงในช่วงเวลาที่เลขปฏิทินแสดงศักราชที่กำลังมาถึง
ส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นเรื่องการงาน การเงิน หรือสุขภาพ หรือบางคนอาจจะกำหนดตัวชี้วัดเชิงกระบวนการ เช่น การออกกำลังกาย การอ่านหนังสือ หรือการนอนให้เป็นเวลา
แต่กระนั้น จากสถิติที่ไปค้นดูเล่นๆ ก็ปรากฏว่า มีผู้ประสบความสำเร็จตามปณิธานปีใหม่อยู่ที่เฉลี่ย 10% ของผู้ที่ตั้งเป้าหมาย หรืออย่างมากก็ 20% และเมื่อการตั้งปณิธานปีใหม่แล้วปรากฏว่าสิ่งที่ตั้งเป้าหมายไว้ไม่สำเร็จ ก็จะบังเกิดอาการท้อแท้ จิตตก หรือเกิดภาวะหมดไฟระยะสั้น (Phantom burnout) เอาก็ได้
จึงมีผู้แนะนำว่า หากเกิดภาวะท้อถอยหมดไฟเพราะสิ่งที่ตั้งเป้าหมายไว้ไม่สำเร็จ แทนที่จะไปเพ่งเล็งในส่วนที่ไม่สำเร็จนั้น ให้มองสิ่งที่เราได้ทำสำเร็จหรือมีผลก้าวหน้าไปแล้วแทนว่า อย่างน้อยถึงอย่างไรเราก็ไม่ได้ย่ำอยู่กับที่ เพื่อเป็นกำลังใจว่าปีที่ผ่านมาก็ไม่ได้แย่ไปเสียทีเดียว มันก็มีเรื่องที่เราไปได้ไกลหรือดีกว่าเดิมอยู่เหมือนกัน
กับเรื่อง “การเมือง” ก็เช่นกัน
อย่างที่ทราบว่า สภาวะ “การเมือง” หลังการเลือกตั้งใหญ่ทั่วไปปี 2566 นั้น ก็ทำให้หลายคน โดยเฉพาะผู้ที่สนับสนุนพรรคประชาชน หรืออดีตพรรคก้าวไกล (หรือย้อนกลับไปไกลกว่านั้นคือพรรคอนาคตใหม่) และมีภาพของระบอบประชาธิปไตยอันสมบูรณ์นั้นอึดอัดคับข้อง ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองก็ยังถือว่าไม่ได้น่าพอใจนัก หากเทียบกับ “ชัยชนะ” ของสองพรรคการเมืองใหญ่ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับพรรคการเมืองที่ร่วมสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร
บางคนถึงกับกล่าวว่า ไม่ได้รู้สึกเลยว่าอยู่ในสภาวะการเมืองที่แตกต่าง รัฐบาลปัจจุบันก็ไม่ได้ต่างอะไรจากรัฐบาลชุดที่แล้วที่มาจากการสืบทอดอำนาจแต่อย่างใด
ที่มันก็คงจะจริงในความรู้สึกของท่าน แต่นั่นก็เป็นความจริงที่ชวนหดหู่และท้อแท้สิ้นดี
เนื่องจากเป็นรอบที่คอลัมน์นี้จะปรากฏในหนังสือพิมพ์ “มติชน” ฉบับวันปีใหม่ พ.ศ.2568 พอดี จึงอยากชวนทุกท่านมาทบทวนกันว่า “การเมืองไทย” และ “สังคมไทย” ที่ยังไม่ได้ก้าวหน้าไปสู่จุดที่เรียกว่าเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ แต่อย่างน้อย เราก็เดินเข้าใกล้ความ “สมบูรณ์” นั้นแค่ไหนแล้ว
เรื่องแรกที่เรายอมรับกันโดยทั่วไปว่าเป็นการก้าวไปข้างหน้าของสังคมและรัฐ ที่ขับเคลื่อนด้วย “การเมือง”
ที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือการที่ในที่สุดรัฐสภาก็ได้ผ่าน “พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ.2567” หรือที่เรียกว่า “กฎหมายสมรสเท่าเทียม” ออกมาได้จนสิ้นกระบวนการและเตรียมจะมีผลบังคับใช้ ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบ “ครอบครัว” ในกฎหมายไทยครั้งสำคัญที่สุด นับแต่การประกาศใช้ระบบผัวเดียวเมียเดียวเมื่อครั้งประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพที่ 5 ในปี พ.ศ.2478
ความก้าวหน้าของกฎหมายฉบับนี้ ไม่ใช่เพียงเพราะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ 38 ของโลก ประเทศที่ 3 ของทวีปเอเชีย และประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียน ที่ยอมรับสิทธิในการสมรสกันของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศเท่านั้น แต่ด้วยกระบวนการตรากฎหมายฉบับนี้ ก็ปรากฏว่าได้รับความร่วมมือร่วมใจจากสภาผู้แทนราษฎรที่ให้ความเห็นชอบโดยไม่แบ่งฝ่ายแบ่งพรรค อย่างไม่จำเป็นต้องเคลมกันให้ปวดหัวว่านี่คือสมรสเท่าเทียมในฉบับของใคร
“กฎหมายสมรสเท่าเทียม” จึงเป็นเหมือนผลจากความเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายที่มาจากการเมืองใน “ผู้แทนราษฎร” ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแล้วถือเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดที่แท้จริง และเป็นการร่วมมือกันของทุกพรรคการเมืองที่เสนอนโยบายดังกล่าวนี้ แม้กระทั่งฝ่ายที่ไม่เห็นชอบด้วย ก็เป็นไปตามความคิดความเชื่อทางศาสนา ซึ่ง “ผู้แทน” พรรคดังกล่าวนั้นก็ได้แสดงออกซึ่ง “ความคิดเห็น” แทน “ราษฎร” ที่นับถือศาสนาและเป็นฐานเสียงของพวกเขา ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งในความหลากหลายอันงดงามของประชาธิปไตย
อย่างช้าที่สุดในวันที่ 23 มกราคมนี้ เราก็จะได้มีรูปแบบครอบครัวที่ยอมรับในความหลากหลายและความเสมอภาคทางเพศกันในระบบกฎหมายไทยแล้ว แต่กระนั้นยังมีประเด็นพิจารณาว่า กฎหมายดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับเมื่อไรกันแน่ ซึ่งเรื่องนี้สัญญาว่าจะมาขยายความกันในคอลัมน์นี้ของวันพุธหน้า
นอกจากนี้ เรายังได้เห็นการร่วมมือเพื่อ “ยืนยัน” ในหลักการทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง เมื่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติ “ไม่เห็นชอบ” กับร่างแก้ไขกฎหมายประชามติฯ ที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมาธิการร่วม หลังจากที่ที่ประชุม ส.ว.ไม่ให้ความเห็นชอบ และกรรมาธิการร่วมของ ส.ส.และ ส.ว.ก็ได้แก้ให้ระบบการออกเสียงประชามติในเรื่องสำคัญคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ จะต้องใช้เสียงข้างมากสองชั้น ซึ่งเป็นการสร้างเงื่อนไขให้การเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ทั้งฉบับนั้นทำได้ยากขึ้น แต่ในที่สุด สภาผู้แทนราษฎรก็ได้มีมติเสียงข้างมาก 326 ต่อ 61 เสียง ไม่เห็นชอบให้แก้ไขหลักการกฎหมายประชามติสองชั้นในลักษณะดังกล่าว
โดยผลของรัฐธรรมนูญ กฎหมายนี้จะต้องถูกยับยั้งไว้ 180 วัน จึงจะหยิบยกขึ้นมาพิจารณาใหม่ได้ ซึ่งในรอบนี้ ตามมาตรา 138 ของรัฐธรรมนูญ สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจยืนยันหลักการตามกฎหมายที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วได้ โดยในรอบนี้ไม่ต้องอาศัยการพิจารณาใดๆ จากวุฒิสภาอีก
เรื่องนี้เป็นอีกครั้งที่เราได้เห็นว่า ส.ส.จากพรรค การเมืองใหญ่สองพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง และมีนโยบายในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยกันนั้น แม้จะไม่ลงรอยกันในเรื่องใดก็ตาม แต่เพื่อขับเคลื่อนให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับนั้นมีความเป็นไปได้อย่างสมเหตุสมผล พวกเขาก็ร่วมกันลงมติเพื่อยืนยันสิ่งนั้น
และเรายังได้เห็นรูปแบบของการ “ร่วมแรงร่วมใจ” ในการผลักดันแก้ไขกฎหมายที่อาจจะล้าหลัง เป็นอุปสรรคหรือไม่เข้ายุคเข้าสมัยกับกาลปัจจุบันอีกเรื่อง คือความพยายามแก้ไข พระราชบัญญัติสรรพสามิตในส่วนที่เกี่ยวกับการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่มักจะเรียกกันว่า “กฎหมายสุราก้าวหน้า” ในชั้นกรรมาธิการ ซึ่งมีการผ่อนปรนเงื่อนไขต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถขอใบอนุญาตผลิตสุราทุกประเภทได้ โดยกรรมาธิการที่ร่วมกันพิจารณากฎหมายดังกล่าวก็ได้เห็นชอบเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาได้ตั้งแต่ในวาระแรกเปิดปีใหม่กันเลย
ทั้งที่เอาเข้าจริงแล้ว เรื่อง “สุราก้าวหน้า” นี้เป็นหนึ่งนโยบายสำคัญของอดีตพรรคก้าวไกล และชื่อของนโยบายที่เป็นเหมือนชื่อเล่นของกฎหมายนี้ ก็ชวนให้ระลึกถึง “อดีตพรรคก้าวไกล” และ “คณะก้าวหน้า” ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของอดีตพรรคอนาคตใหม่ แต่ถึงอย่างนั้น ส.ส.ของฝ่ายรัฐบาลก็ได้ให้การสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ เพราะรู้ดีว่า นี่คือการแก้ไขกฎหมายที่ประชาชนเรียกร้องอย่างเป็นฉันทามติอีกเรื่องหนึ่ง
การทำงานร่วมกันของพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้านในการผลักดันกฎหมาย เฉพาะที่ยกมาอย่างน้อยสามเรื่องนี้ แสดงให้เราได้เห็นความก้าวไปข้างหน้าของประชาธิปไตยและการเมืองไทยที่ไม่ว่าโดยบทบาทแล้วเขาจะแขวะกันแบบเหมือนจะไม่เผาผี หรือบรรดานายแบกนางแบกและติ่งพรรคต่างทะเลาะกันเหมือนจะกินหัว แต่ถึงอย่างนั้นในเรื่องใดที่ให้สัญญากับประชาชนไว้ว่าจะผลักดัน พวกเขาก็พร้อมที่จะผลักดันด้วยกันโดยไม่เกี่ยงงอน
อีกเรื่องที่อาจจะถือว่าเป็น “สัญญาณแห่งความก้าวหน้า” ของวงการธุรกิจหรืออุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ของไทยนั้น ก็เริ่มปรากฏสัญญาณว่า ในที่สุดแล้วสิ่งนี้–ไม่ว่าเราจะเรียกมันว่า “ซอฟต์พาวเวอร์” หรือไม่ แต่มันก็จะเป็นเครื่องจักรทางเศรษฐกิจตัวใหม่ที่ประเทศไทยเราอาจจะฝากความหวังไว้ได้ นับตั้งแต่เรื่องซีรีส์ของไทยทั้งแนวบอยเลิฟและเกิร์ลเลิฟ ที่สร้างประสบการณ์ในระดับทวีปเอเชีย
ซึ่งผลของเรื่องนี้ก็ทำให้วัฒนธรรมและภาษาไทยกลายเป็นได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในประเทศที่นับเป็นเจ้าตำรับของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่เป็นเหมือน “ต้นตำรับ” กรณีศึกษาของซอฟต์พาวเวอร์อย่างประเทศญี่ปุ่น ก็ปรากฏว่าอิทธิพลของวัฒนธรรมและภาษาไทยได้แทรกซึมเข้าไปในสื่อกระแสหลักแล้ว โดยในปีหน้า ซีรีส์ภาพยนตร์การ์ตูนระดับโลกอย่าง “กันดั้ม” เรื่องใหม่ที่ชื่อแปลกประหลาดอย่าง “Mobile Suit Gundam GQuuuuuuX” ก็อาจจะมีตัวละครที่มีความเกี่ยวข้องกับประเทศไทย และถือเป็น “ตัวละครหลัก” ของเรื่องเป็นครั้งแรกจากการที่พบร่องรอยของตัวอักษรและข้อความภาษาไทยอยู่มากในฉากของเรื่อง
กับอีกเรื่องสำคัญที่คนในวงการภาพยนตร์ของไทยจะได้ลุ้นกัน คือ เป็นครั้งแรกที่ภาพยนตร์ไทยได้ผ่านเข้ารอบชอร์ตลิสต์ 15 เรื่องสุดท้ายภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมรางวัลออสการ์ ซึ่งเป็นรางวัลภาพยนตร์ระดับโลกจากฝั่งฮอลลีวู้ด คือภาพยนตร์ “หลานม่า” ที่สร้างปรากฏการณ์ไปทั่วเอเชียและในทั่วทุกประเทศที่ฉายในระดับโลก และก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะได้ผ่านเข้ารอบไปลึกกว่านั้น หรือแม้แต่ได้รับรางวัลภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมเลยก็ถือว่าเป็นไปได้ เพราะสิ่งที่ภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้เสนอนั้น มีความเป็น “สากล” ที่สัมผัสได้ร่วมกันของชาวโลกที่มีเชื้อสายและวัฒนธรรมแบบเอเชียตะวันออก ที่สามารถรับรู้ได้ทั่วกันอย่างไร้พรมแดน
เรื่องสุดท้ายที่อยากกล่าวถึงนี้ อาจจะเรียกได้ว่าเป็น “เรื่องดีในข่าวร้าย” หรือ “เรื่องร้ายที่เบาบางลง” คือแม้ว่าในช่วงหนึ่งถึงสองปีที่ผ่านมานี้ คนไทยได้รับความสูญเสียอย่างหนักอันเป็นผลโดยตรงจากแก๊งมิจฉาชีพคอลเซ็นเตอร์และผลกระทบทางอ้อมจากการพนันออนไลน์ การหลอกลวงขายของทางอินเตอร์เน็ต และการเข้ามาของทุนสีเทา
แต่ก็ยังมีสัญญาณที่ดีขึ้น เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงของอะไรหลายๆ อย่าง ก็ปรากฏว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เริ่มทำการจับกุมมิจฉาชีพในลักษณะดังกล่าวได้มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งถ้าหากติดตามข่าวจะพบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นได้เข้าไปจับแหล่งซ่องสุมและเครือข่ายของมิจฉาชีพดังกล่าวที่มีฐานปฏิบัติการอยู่ประเทศไทยได้แทบทุกวัน ล่าสุดก็เพิ่งจับขบวนการคอลเซ็นเตอร์รายใหญ่ พร้อมเครื่องซิมบ็อกซ์และซิมการ์ด 300,000 ชิ้นได้ที่ย่านพระราม 9 รวมทั้งมีการจับ “บัญชีม้า” มาดำเนินคดีได้ทุกวันทั้งรายใหญ่และรายย่อย รวมถึงการกวาดล้างเครือข่ายพนันออนไลน์ และอินฟลูเอนเซอร์ที่เกี่ยวข้องได้
ตัวอย่างหนึ่งที่ใกล้ที่สุดนี้ คือข่าวน่าเศร้าที่อินฟลูเอนเซอร์ “แบงก์ เลสเตอร์” นั้นเสียชีวิตจากการเล่นกลั่นแกล้งรังแกหลอกล่อให้ดื่มสุราเกินขนาดจนเสียชีวิต ซึ่งความตายของเขานำมาซึ่งการเปิดโปงขบวนการอินฟลูเอนเซอร์สาย “คอนเทนต์ขยะ” ที่มีการทำคอนเทนต์แนวกลั่นแกล้งรังแกอย่างรุนแรงเพื่อแลกยอดไลค์และชื่อเสียงทางสังคม ซึ่งบรรดาอินฟลูฯ สายนี้นั้นส่วนใหญ่ก็มีประวัติและพฤติกรรมที่ออกเทาๆ ดำๆ อยู่แล้ว เมื่อเรื่องนี้แตกออกมาก็ทำให้ทางการเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมมาดำเนินคดีได้ ทั้งความผิดที่เล่นเลยเถิดจนทำให้คนอื่นเสียชีวิต และความผิดร้ายแรงอื่นๆ เช่นการการพนันหรือยาเสพติด อย่างน้อยรายหนึ่งซึ่งกำลังถูกดำเนินคดีนี้ก็พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์
แม้ในปีที่แล้ว สถานการณ์ทางการเมือง ประชาธิปไตย และสังคมอาจจะไม่ได้ “ก้าวหน้า” ทันใจนัก บางเรื่องก็อาจจะแย่ลงไปในภาพรวม แต่ถึงขนาดจะบอกว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลยเหมือนยังอยู่ในสมัยรัฐบาลสืบทอดอำนาจ ก็อาจเป็นการมองโลกในแง่ร้ายเกินไปสักนิด
กล้า สมุทวณิช

