09.00น. INDEX : กรณี เรียกเก็บ ‘ภาษี’ จาก ‘หุ้นชินคอร์ป’ ปรากฎ ‘จำเลย’ สำคัญ 2 คนพร้อมกัน

17.03.17 | 08:18 น.

ต้องยอมรับว่า ภาระธุระในการเรียกเก็บภาษีจากการซื้อขาย”หุ้นชินคอร์ป”นัดนี้ ปรากฏ “จำเลย” ขึ้น 2 ราย

1 เป็น นายทักษิณ ชินวัตร แน่ๆ

เพราะเมื่อ นายพานทองแท้ ชินวัตร และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวล้วนเป็น “นอมินี”

ทุกอย่างก็ตกมาอยู่กับ “พ่อ”

ขณะเดียวกัน 1 กรมสรรพากร โดยเฉพาะ”อธิบดี”ตกอยู่ในสถานะแห่ง”จำเลย”อย่างมิอาจปัดปฏิเสธได้

Advertisement

เพราะเรื่องนี้เกิดตั้งแต่เมื่อปี 2549

จึงมีอธิบดีกรมสรรพากรตกอยู่ในสถานะแห่ง”จำเลย”จำนวนมาก ตั้งแต่ นายศานิต ร่างน้อย มายัง นายวินัย วิทวัสการเวช มายัง นายสาธิต รังคสิริ มายัง นายสุทธิชัย สังขมณี

กระทั่ง นายประสงค์ พูนธเนศ ซึ่งมาพร้อมกับ”คสช.”

ความน่าสงสัยอยู่ที่ว่า ตั้งแต่ยุค นายสมหมาย ภาษี กระทั่งมาถึง นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์

ทำไมปล่อยจนจะหมด”อายุความ”ในวันที่ 31 มีนาคม

หากศึกษากระบวนการของ “กรมสรรพากร” ในยุค นายประสงค์ พูนธเนศ เป็น”อธิบดี” ก็ใช่ว่าจะละเลยเพราะเห็นแก่ “ทักษิณ”

เพราะมากับ”คสช.” แท้ๆ

เพราะได้รับความไว้วางใจจาก “คสช.” อย่างเสมอต้นเสมอปลายนับแต่หลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 มาแล้ว

ไม่เพียงเป็น”อธิบดี” หากยังเข้าไปใน”รัฐวิสาหกิจ”

ไม่ว่ายุค ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เป็นรองนายกรัฐมนตรี ไม่ว่ายุค นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี

ล้วนได้รับความไว้วางใจ

แต่ นายประสงค์ พูนธเนศ ในฐานะ”อธิบดี” ก็จำเป็นต้องรับฟัง”ความเห็น”จากผู้ใต้บังคับบัญชา

เพราะในมุมของ”กรมสรรพากร” เรื่องนี้ “จบแล้ว”

ที่เรื่องนี้ยังไม่จบตามบทสรุปของ”กรมสรรพากร”ก็เพราะแรงผลักดันอันมาจาก “สตง.” อันมาจาก นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส

และ นายวิษณุ เครืองาม เห็นด้วย

ที่ว่าหนทางออกในเรื่องนี้เป็น “อภินิหาร” ก็อิงตามหลักแห่ง”กฎหมายแพ่งและพาณิชย์” ประสานเข้ากับ “ประมวลรัษฎากร”

ส่งตรงมาจาก “สตง.”

ทำให้บังเกิด “แสงสว่าง” ประภัสสร งามตายิ่งจากปลายอุโมงค์ ทำให้ความมืดมิดสลายหายไป

แต่ “แสง” นั้นจะยาวนานหรือไม่

เสียงแย้งอันดังมาจากฟากฝ่ายของ นายทักษิณ ชินวัตร จำเลยคนสำคัญก็ไม่ควรปัดปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง

เพราะมาจาก นายนพดล ปัทมะ ดุษฎีบัณฑิตทางกฎหมายจากอังกฤษ

เพราะมาจาก นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ซึ่งเชี่ยวชาญในเรื่อง”ภาษี”เป็นพิเศษ

เพราะว่าเดิมพันครั้งนี้ใหญ่หลวงยิ่งนัก ไม่เพียงแต่อยู่ที่ 16,000 ล้านบาท หากยังสัมพันธ์กับ 46,000 ล้านบาท อีกด้วย