
แม่โพสพไม่มีตัวตนจริง แต่เป็นเรื่องเล่าที่ถูกสร้างขึ้นจากความเชื่อ โดยเริ่มจากความเชื่อทางศาสนาผี อีกนานต่อมาชนชั้นนำรัฐจารีตทำความเชื่อทางศาสนาผีให้ผสมกลมกลืนกับศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และท้ายที่สุดผลักเข้าศาสนาพุทธ
พิธีสู่ขวัญสถาปนาแม่โพสพเมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว เป็นนาฏกรรมแห่งรัฐที่โอ่อ่าสนุกสนานอลังการ ถ้ารัฐบาลให้ความสำคัญสร้างสรรค์ใหม่ให้เป็น “แม่โพสพเฟสติวัล” จะส่งผลดีหลายอย่าง ทั้งทางการศึกษา “นอกระบบ” ตามอัธยาศัย และทางการตลาดข้าวปลาอาหารไทย-อาหารโลก ฯลฯ
แม่โพสพมีความเป็นมาอย่างสรุปย่อๆ ดังนี้
1.แม่ข้าวเป็นความเชื่อทางศาสนาผีหลายพันปีมาแล้ว หมายถึงอำนาจเหนือธรรมชาติที่ให้กำเนิดข้าว และเป็นผีสิงในข้าวที่มนุษย์กินเป็นอาหารหลัก
[ข้อมูลเบื้องต้นพบในบทความเรื่อง แม่โพสพ ของ เสฐียรโกเศศ พิมพ์ในนิตยสารศิลปากร ของกรมศิลปากร ปีที่ 3 เล่มที่ 1 (มิถุนายน พ.ศ. 2492) หน้า 76-84]
ดังนั้นเมื่อมนุษย์เก็บเกี่ยวได้ข้าวเปลือกไว้กิน จึงมีพิธี ดังนี้
สู่ขวัญข้าว เพื่อขอขมาที่ได้ล่วงล้ำก้ำเกินเมื่อเกี่ยวข้าวทำให้ต้นข้าวถูกเคียวเกี่ยวขาด แล้วแม่ข้าวล้มตาย
เซ่นผีฟ้า ด้วยการหุงข้าวชุดแรกในกระบอกไม้ไผ่ ซึ่งยกย่องเป็น “ข้าวขวัญ” เพื่อเซ่นผีฟ้า (ปัจจุบันเรียก “ข้าวหลาม”) หลังจากนั้นมนุษย์จึงเอาข้าวชุดที่เก็บไว้ไปหุงกินได้ (ถ้ายังไม่ส่ง “ข้าวขวัญ” เซ่นผีฟ้าก็ยังเอาข้าวที่เก็บไว้ไปหุงกินไม่ได้)
[หุงข้าวด้วยกระบอกไม้ไผ่เป็นเทคโนโลยีเก่าสุดของการหุงข้าว ซึ่งน่าจะอยู่ในช่วงเวลาหลายพันปีมาแล้ว (ก่อนประวัติศาสตร์) และยังทำสืบเนื่องจนปัจจุบัน]
2.หลังรับศาสนาพราหมณ์-ฮินดู จากอินเดีย ชนชั้นนำของรัฐจารีตแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีพิธีทำขวัญสถาปนาแม่ข้าว (ศาสนาผี) เป็นแม่โพสพ ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้
แม่ข้าว คือรวงข้าวที่ได้จากการเกี่ยวข้าวครั้งแรก (แล้วเก็บรวงข้าวพิเศษไว้เป็นตัวแทนของแม่ข้าว) ถูกเชิญออกแห่ไปทำพิธีเผาตามประเพณีฮินดูจากอินเดีย
เผาข้าว หมายถึงเผาแม่ข้าว (คือ เผารวงข้าว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแม่ข้าว) เป็นพิธีส่งขวัญแม่ข้าวขึ้นฟ้า ไปรวมพลังกับเทวะ (ตามคติจากอินเดีย) บนฟ้า แล้วคอยปกป้องดูแลข้าวกล้าในนาให้มีความอุดมสมบูรณ์ได้ผลดีเป็นอาหารเลี้ยงมนุษย์
พิธีสถาปนาแม่โพสพ มีเผาข้าว หมายถึงจุดไฟเผาซังข้าวแห้ง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแม่ข้าว ในกฎมณเฑียรบาลเรียก “พิธีธานย์เทาะห์” (เป็นภาษามอญ แปลว่าเผาข้าว) น่าเชื่อว่ามีต้นแบบจากพิธี “โหลี” (เทศกาลสาดสีฉลองฤดูเริ่มการเพาะปลูก) ในอินเดีย
นาฏกรรมแห่งรัฐ ธานย์เทาะห์ เผาข้าว เท่าที่พบร่องรอยจากเอกสารหลายเล่มสรุปพิธีกรรมได้ 3 ขั้นตอน คือ ทำขวัญข้าว, เผาข้าว, เสี่ยงทาย
(1.) ทำขวัญข้าว หมอขวัญ คือ “อาจารย์” (เอกสารทวาทศมาสไม่เรียก พราหมณ์ หรือ ทวิช) เริ่มพิธีทำขวัญข้าวด้วยการขับลำคำคล้องจองสู่ขวัญแม่ข้าวพร้อมประพรมน้ำหอมดอกไม้ เรียก “สุคนธมาลา” แก่ “พนมรวง” หรือ “พนมข้าว” (คือ พนมรวงข้าวหมายถึงรวงข้าวที่มัดรวมเป็นพุ่มหรือฟ่อน มีเมล็ดข้าวติดรวงเป็นสัญลักษณ์หรือตัวแทนของแม่ข้าว) มีบอกในทวาทศมาสโคลงดั้น (บท 204) ว่า
“อาจารย์รังเริ่มตั้ง พนมรวง แม่ฮา
ถวายสุคนธมาลา เรียบร้อย”
(2.) เผาข้าว แห่พนมรวงข้าวไปลานเผาข้าว (หลังเสร็จทำขวัญข้าว) เพื่อทำพิธีเผาข้าว เรียกในทวาทศมาสว่า “ส่งโพศพ” หมายถึง ส่งพระไพศพราชขึ้นฟ้าด้วยการ เผาศพ
ตำราพระราชพิธีเก่าและตำราทวาทศพิธีจดไว้ว่าขุนนางผู้ใหญ่เชื้อสายพราหมณ์แห่พนมรวงข้าว (สมมุติเป็นฉัตร) มีประธาน 1 พนม และบริวาร 8 พนม เมื่อพร้อมแล้วให้ตระกูลพราหมณ์เป็นใหญ่จุดไฟเผาฉัตรรวงข้าวประธานขึ้นก่อน แล้วตามด้วยเผาฉัตรรวงข้าวบริวารทั้ง 8
ทวาทศมาสโคลงดั้น (บท 204 และ 211) พรรณนาพิธีเผาข้าวว่าขบวนแห่พนมรวงข้าวมีหมู่ฟ้อนร่อนรำเต็มแถวทาง ครั้นเสร็จพิธีเผาข้าวก็เท่ากับส่งพระไพศพขึ้นฟ้า แต่ไฟเผายังคุกรุ่นส่งแสงร้อนรุ่มผลาญไม้ใบข้างเคียง ดังนี้
“รัถยาบ่าวสาวพวง พาลแพละ กันนา
ตามส่งไพศพคล้อย คลาศคลา”
“เสร็จส่งไพศพสิ้น สารสุด
เพลิงฉี่ใบบัวบง เหี่ยวแห้ง”
(3.) เสี่ยงทาย ตำราพระราชพิธีเก่ากับตำราทวาทศพิธีบอกว่าเมื่อคณะตระกูลพราหมณ์จุดไฟเผาพนมรวงข้าวแล้วคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งขุนนางจัดไว้ให้ซ่อนซุ่มอยู่ในที่ไม่เปิดเผย ได้ขี่ควายกรูพร้อมกันออกไปแย่งชิงฉัตรรวงข้าว ชิงฉัตรรวงข้าวเป็นการละเล่นเสี่ยงทาย ถ้าเข้าชิงได้จากทิศใดจะมีคำทำนายฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาลหรือไม่? อย่างไร?
[กิจกรรมนี้มีร่องรอยพบในคำให้การขุนหลวงหาวัด (ฉบับหอสมุดแห่งชาติ)]
เรื่องทิศทางเข้าชิงฉัตรแล้วมีคำทำนายเป็นกิจกรรมเสี่ยงทายที่พัฒนาจากความเชื่อวันกำฟ้าของชาวนาดั้งเดิมคอยฟังทิศทางเสียงฟ้าร้องแล้วมีคำทำนาย
การละเล่นเป็นมหรสพ พบร่องรอยสมัยหลังอยู่ในหนังสือนางนพมาศว่า “การมหรสพก็เล่นระเบงระบำ—นางกะอั้วผัวแทงควาย หกคะเมน ไต่ลวดลอดบ่วงรำแพนเสียงฆ้องกลองนี่สนั่นน่าบันเทิงใจ”
[กัมพูชามีเล่นหุ่น, โขน, มวยปล้ำ, รำกระบี่กระบอง, ดาบดั้ง เป็นต้น (พงศาวดารละแวก)]
พิธีธานย์เทาะห์ หรือเผาข้าว ไม่มีบันทึกลำดับขั้นตอนกิจกรรมต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนปลาย ส่วนเท่าที่มีอยู่ไม่สมบูรณ์และอ่านไม่ง่าย เข้าใจลำบาก บางทีจะเข้าใจคลาดเคลื่อนด้วยซ้ำ แต่ได้พยายามเทียบเคียงเอกสารเกี่ยวข้องหลายเล่ม รวมกับการคาดคะเนตามหลักฐานและร่องรอยเท่าที่ค้นได้ แล้วลำดับไว้โดยสรุปเท่านั้น
ดังนั้นทั้งหมดจึงไม่ถือเป็นยุติ และแก้ไขได้เมื่อพบหลักฐานเพิ่มหรือประสบการณ์เปลี่ยนไปทำให้แนวคิดไม่เหมือนเดิม
แม่โพสพ ขวัญของแม่ข้าวขึ้นฟ้ารวมพลังกับพระไพศพ (ซึ่งเป็นอีกนามหนึ่งของท้าวเวสสุวรรณ ที่เป็นเทวดาในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู) ผู้บันดาลความมั่งมีศรีสุขและอุดมสมบูรณ์ จากนั้นถูกเรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า “แม่โพสพ” คือเทวีข้าว หรือเทพีแห่งข้าว
เริ่มแรก น่าจะมีในรัฐลุ่มน้ำเจ้าพระยาเมื่อแรกรับศาสนาจากอินเดีย เมื่อเรือน พ.ศ. 1000 (วัฒนธรรมทวารวดี) จากนั้นมีสืบเนื่องถึงรัฐอโยธยา (เมืองเก่า) และรัฐอยุธยา(เมืองใหม่) ซึ่งพบหลักฐานเป็นเอกสารหลายชุด
กำหนดการ พิธีสู่ขวัญแม่โพสพมีทุกปีหลังฤดูเก็บเกี่ยวได้ข้าวเปลือกครั้งแรก (ของฤดูการผลิต) ตรงกับเดือน 3 ทางจันทรคติ (ราวมกราคม-กุมภาพันธ์)
ปัจจุบันเหลือตกค้างในท้องถิ่นที่ประชาชนร่วมกันกำหนด วันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 เป็นวันกำฟ้า ต้องมี “พิธีสู่ขวัญข้าว” (ปีนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ 31 มกราคม 2568)
ข้าวขวัญเซ่นผีฟ้า ปัจจุบันหมายถึงข้าวหลาม ถูกเลื่อนไปเผาข้าวหลามให้ตรงวันมาฆบูชา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 เรียกบุญข้าวหลาม ซึ่งเท่ากับทำความเชื่อผีให้เป็นพุทธ
เอกสารประกอบการค้นคว้าและตรวจสอบข้อมูล มีดังนี้
(1) กฎมณเฑียรบาล เดือน 3 พิธีธานย์เทาะห์ พบแต่ชื่อพระราชพิธี แต่ไม่พบรายการและลำดับขั้นตอนพิธีกรรม
(2) ทวาทศมาส เดือน 3 พิธีส่ง “พระไพสพราช” มีตั้งพนมรวงข้าว พรรณนาเป็นโคลงดั้นราว 25 บท ไม่พบรายการลำดับพิธีกรรม
วรรณกรรมเรื่องทวาทศมาส (แปลว่า 12 เดือน หมายถึงหนังสือว่าด้วยประเพณีในราชสำนักอยุธยาตลอดปี) แต่งเป็นโคลงดั้น (ปัจจุบันอ่านยากมาก) สมัยอยุธยาตอนต้นราว 500 ปีมาแล้ว เรือน พ.ศ. 2000 แต่มีฉบับถอดความเป็นร้อยแก้ว และอธิบายความหมายของคำรวมทั้งความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ โดย นายฉันทิชย์ กระแสสินธุ์ (นักปราชญ์สยามผู้ล่วงลับ) พิมพ์ครั้งแรก เมื่อ 55 ปีที่แล้ว พ.ศ. 2512
(3) กาพย์ห่อโคลงเจ้าฟ้ากุ้ง เดือน 3 พิธีธานย์เทาะห์ เรียกเผาข้าว พรรณนาเป็นกาพย์และโคลงอย่างละ 1 บท
(4) คำให้การชาวกรุงเก่า เดือน 3 พิธีธานย์เทาะห์ แต่ไม่พบรายการแสดงพิธี พบแต่พรรณนาเรื่องตรียัมพวาย ซึ่งน่าจะเกิดจากการสับสน
(5) คำให้การขุนหลวงหาวัด (ฉบับหอสมุดแห่งชาติ) สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2547) พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. 2549
(6) ตำราพระราชพิธีเก่า และตำราทวาทศพิธี เดือน 3 พิธีธานย์เทาะห์เผาข้าวพรรณนาโดยรวมการละเล่นเสี่ยงทายอย่างหนึ่งในพิธีเผาข้าว แต่ไม่บอกขั้นตอนพิธีทั้งหมด ส่วนเนื้อหาทั้ง 2 เล่ม มีตรงกันในสาระสำคัญแต่ต่างกันในรายละเอียด
(7) นางนพมาศ เดือน 3 พิธีธานย์เทาะห์ บอกอย่างย่อว่าเริ่มนวดข้าวแล้วมีการละเล่น มีสงฟางกองไว้เผา ตอนท้ายจุดไฟเผาฟางและซังข้าว
(8) พระราชพิธีสิบสองเดือน เดือน 3 พิธีธานย์เทาะห์ คือ เผาข้าว ร.5 ทรงบอกว่าพระเจ้าบรมโกศเสด็จนวดข้าวเป็นเรื่องเดียวกับเผาข้าว
ข้อมูลของทางการ
กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับแม่โพสพผ่านเฟซบุ๊ก เมื่อตรวจสอบแล้วพบปัญหา ดังนี้
(1.) ไม่มีประวัติแม่โพสพ จึงไม่พบความเป็นมาว่าเป็นใคร? มาจากไหน? ข้อมูลของ วธ. เป็นพิธีกรรมทำขวัญหรือสู่ขวัญในฤดูทำนาของชาวนาที่อ้างถึงแม่โพสพแต่ละท้องถิ่นเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ประวัติความเป็นมาของแม่โพสพ
ทำขวัญหรือสู่ขวัญเป็นพิธีกรรมทางศาสนาผี ซึ่งมีทุกสถานการณ์ไม่ว่าดีหรือไม่ดี โดยเฉพาะในฤดูทำนาต้องทำขวัญทุกขั้นตอนของการปลูกข้าว (ซึ่งยังไม่นับเป็นพิธีทำขวัญข้าว) เช่น
ทำขวัญนาตาแฮก เดือน 6-7 (เมษายน-พฤษภาคม-มิถุนายน)
ทำขวัญการตั้งท้องของต้นข้าว เดือน 9-10 (กรกฎาคม-สิงหาคม-กันยายน)
ทำขวัญขอขมาดินและน้ำ เดือน 10-11 (ตุลาคม-พฤศจิกายน)
ทำขวัญเกี่ยวข้าว เดือน 12-1 (พฤษจิกายน-ธันวาคม)
ทำขวัญลานนวดข้าว เดือน 1-2 (ธันวาคม-มกราคม)
(2.) ทำขวัญข้าว เป็นพิธีใหญ่ของทุกปีในเดือน 3 (จันทรคติ) ราวมกราคม-กุมภาพันธ์ ซึ่งหลายท้องถิ่นทุกวันนี้เรียก “วันกำฟ้า” ดังนั้นทำขวัญข้าวแท้จริงไม่มีในเดือนอื่น
(3.) เรื่องเล่าหรือคำบอกเล่าทุกประเภทต้องได้รับการประเมินอย่างเข้มงวด ว่าตรงไหนใช้การได้สำหรับเรื่องไหน? เพราะคำบอกเล่าใช้การได้ไม่ทั้งหมด ดังนั้นไม่น่าจะใช้ “ตีขลุม”—“ตีเนียน” ทุกเรื่อง
ข้อมูลแบ่งปันเผยแพร่ของ วธ. ขาดการตรวจสอบอย่างเข้มงวดและเข้มแข็งบางครั้งไม่ซื่อตรงต่อหลักฐานวิชาการและไม่ฟังการทักท้วงจากผู้รู้ที่มีประสบการณ์ตรงในกระทรวงเดียวกันเอง เช่น กรณีเมืองร้อยเอ็ด ที่ยกความเท็จ “สิบเอ็ดประตู” ทั้งๆ หลักฐานเป็นตัวอักษร (ในหนังสือรังคธาตุ) ว่าเมืองสาเกต “ร้อยเอ็ดประตู” และนักปราชญ์กรมศิลปากรได้เขียนบอกเป็นทางการแล้ว
อย่าผลีผลามโลภมาก
รัฐบาลต้องระมัดระวังการผลักดันกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เป็นกระทรวงสังคมกึ่งเศรษฐกิจอย่างผลีผลามสุ่มเสี่ยงหรืออย่างปิดหูปิดตาเพราะโลภโดยไม่ศึกษาค้นคว้าความเป็นมาอย่างลึกซึ้งเข้มข้น หรือศึกษาค้นคว้าอย่างผิวเผิน “ผักชีโรยหน้า” หรือ “ลิงหลอกเจ้า” แล้วด่วนผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ด้วยซอฟต์พาวเวอร์จากวัฒนธรรม
ทั้งนี้เพราะจะส่งผลเสียมหาศาลต่อการศึกษาทั้งระบบ ทำให้วิธีคิดไม่เป็นสากลจนถึงล้าหลัง ขณะเดียวกันก็อาจเป็น “ตราบาป” ให้รัฐบาลเป็นนิรันดร ดังหลักฐานตัวอย่างถิ่นกำเนิดคนไทยอยู่ภูเขาอัลไต เป็นตราบาปของรัฐบาลสมัยนั้นตราบจนทุกวันนี้และต่อไปไม่รู้จบ
