หน้าแรก คอลัมนิสต์ ดุลยภาพดุลยพิ...

ดุลยภาพดุลยพินิจ : ทรัมป์ 2.0 กับการเนรเทศครั้งใหญ่ แค่ไหน?

3.01.25 | 12:32 น.

ดุลยภาพดุลยพินิจ : ทรัมป์ 2.0 กับการเนรเทศครั้งใหญ่ แค่ไหน?

สวัสดีปีใหม่ครับ เนื่องในวาระขึ้นปีใหม่ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกจงดลบันดาลท่านผู้อ่านและครอบครัวของท่านประสบแต่โชคดีในทุกๆ ด้านตลอดไป

เมื่อเดือนที่แล้วผู้เขียนได้เล่าถึงทรัมป์ 2.0 และปฏิบัติการ Wetback ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการกวาดล้างคนต่างด้าวผิดกฎหมายครั้งใหญ่ในสหรัฐไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้น การเนรเทศขนาดใหญ่ในสหรัฐที่ทรัมป์ 2.0 ประกาศว่าจะทำในปัจจุบันคงจะต้องเผชิญอุปสรรคหลายประการจนไม่แน่ใจว่าเขาจะทำได้ตามวาจาหรือไม่ ตั้งแต่ภาระหนักการไล่ล่าต่างด้าวผิดกฎหมายทั้งที่อยู่บนดินและใต้ดินจำนวนกว่าสิบล้าน (เทียบกับที่ทรัมป์ 1.0 เคยเนรเทศต่างด้าวผิดกฎหมายไปเพียง 1.5 ล้านคนในเวลา 4 ปี) กำลังเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองไม่เพียงพอ อาคารสถานที่สำหรับกักขังผู้ต้องหา ค่าใช้จ่ายและงบประมาณจำนวนมหาศาลประมาณ 33 ล้านล้านบาท (เกือบ 10 เท่าของงบประมาณแผ่นดินไทย 3.48 ล้านล้านบาท) กฎหมายที่เกี่ยวข้องและเวลาที่ใช้ในการส่งผู้ต้องหาขึ้นศาลและรอการตัดสินเพราะผู้ต้องหาเข้าเมืองผิดกฎหมายมีสิทธิร้องศาล และกฎหมายของบางรัฐที่ไม่เอื้อต่อการจับกุมและเนรเทศต่างด้าว (เช่นรัฐอภัยทาน (sanctuary states) 11 รัฐ ที่ให้ต่างด้าวพักพิงและไม่อนุญาตให้จับกุม เช่น แคลิฟอร์เนีย นิวยอร์ก นิวเจอร์ซี และอิลลินอยส์ โดยรัฐอภัยทานมีต่างด้าวผิดกฎหมายเกือบครึ่งของสหรัฐ) ข้อจำกัดในการใช้กำลังทหารในการจับต่างด้าว การที่ประเทศปลายทางหลายแห่งไม่ยอมรับผู้ถูกเนรเทศกลับ ตลอดจนการขนส่งผู้ถูกเนรเทศซึ่งต้องใช้ทั้งรถบรรทุกและเครื่องบิน ปัญหาจากนายจ้างระดับเศรษฐีที่บริจาคเงินช่วยทรัมป์หาเสียงหลายคนที่ต้องพึ่งแรงงานต่างด้าวและต่อต้านการเนรเทศ รวมทั้งการบุกตรวจค้นชุมชนในสหรัฐไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะตามกฎหมายสหรัฐ พลเมืองสหรัฐไม่จำเป็นต้องแสดงหลักฐานว่ามีสิทธิพำนักในสหรัฐ ฯลฯ

ดังนั้น จึงน่าสนใจว่าทรัมป์ 2.0 จะปฏิบัติการเนรเทศครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อย่างไร ซึ่งสิ่งแรกที่ทรัมป์ทำ คือ การหาคนมีฝีมือมาบริหารจัดการการเนรเทศดังกล่าว

คนที่ทรัมป์เลือกมาคนแรก คือ นายโธมัส (ทอม) โฮแมน อดีตว่าที่ผู้อำนวยการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐอเมริกา (ICE: U.S. Immigration and Customs Enforcement) ในสมัยทรัมป์ 1.0 โฮแมนเคยทำงานด้านต่างด้าวมากว่า 40 ปี ซึ่งคราวนี้ทรัมป์ 2.0 ตั้งให้เป็น
“ซาร์แห่งชายแดน” (border czar) หรือหัวหน้าใหญ่เรื่องความมั่นคงชายแดน คนที่สองคือนายสตีเฟน มิลเลอร์ ที่หัวรุนแรงประเภทชังชาติอื่นและไม่เห็นด้วยกับการรับคนต่างด้าว ผู้ที่ทรัมป์จะตั้งให้เป็นรองเลขาธิการประธานาธิบดีด้านนโยบาย ซึ่งเคยทำงานให้ทรัมป์ 1.0 นอกจากนั้น ยังจะแต่งตั้งผู้ว่าการรัฐเซาท์ดาโกตา นางคริสตี้ โนเอม ให้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (Department of Homeland Security: DHS) โนเอมเคยใช้กำลังทหารรัฐเธอสกัดกั้นผู้ลักลอบเข้าเมืองทางชายแดนเท็กซัส-เม็กซิโก

Advertisement

ทั้งสามคนจัดว่ามือระดับพระกาฬทั้งนั้น ซึ่งแค่ได้ยินชื่อสามคนนี้คนต่างด้าวผิดกฎหมายและคนที่เกี่ยวข้องคงจะหนาวๆ ร้อนๆ ไปตามกัน แต่การเนรเทศต่างด้าวผิดกฎหมายกว่า 11 ล้านคน ไม่ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก เพราะนอกจากอุปสรรคต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นยังมีปัญหาปลีกย่อยอื่นๆ อีก เช่น ต่างด้าวผิดกฎหมายที่ได้รับการผ่อนผันชั่วคราวสหรัฐไม่สามารถเนรเทศได้ทันทีต้องจับขึ้นศาล ซึ่งขณะนี้มีผู้ต้องคดีเข้าเมืองผิดกฎหมายค้างศาลอยู่แล้ว 3.7 ล้านคน โดยมีผู้พิพากษาศาลตรวจคนเข้าเมืองเพียง 735 คน ประการต่อมา ACLU (American Civil Liberties Union – สหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน ซึ่งเป็นองค์กรสิทธิมนุษยชน) บอกว่ารัฐบาลต้องปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมายคือต้องให้ศาลตัดสินเพราะผู้ถูกจับมีสิทธิอุทธรณ์ ปัญหาโลจิสติกส์เช่นที่กักขังต่างด้าวที่จับได้จำนวนมากขณะที่ศูนย์กักขังต่างด้าวผิดกฎหมายที่มีอยู่ไม่พอเพียง การขนส่งผู้ถูกเนรเทศกลับประเทศต้นทางทั้งทางรถยนต์และเครื่องบิน ทั้งนี้ ไม่นับการขยายกำแพงกั้นระหว่างสหรัฐกับเม็กซิโกเพื่อสกัดกั้นต่างด้าวที่จะเข้ามาใหม่ ฯลฯ

เรื่องนี้ ว่าที่รอง ปธน. JD Vance บอกว่าก็คงจะเนรเทศได้ปีละ 1 ล้านคน Vance คงลืมไปว่าประธานาธิบดีอยู่ได้แค่คราวละ 4 ปี ดังนั้น คงเนรเทศได้ 4 ล้านคน พลาดเป้าไป 7 ล้าน

ลองมาไล่ดูกันว่า ทรัมป์ 2.0 จะปฏิบัติการเนรเทศต่างด้าวอย่างไร

ในปี 2566 สหรัฐมีต่างด้าว 47.8 ล้านคน เป็นต่างด้าวผิดกฎหมาย 11 ล้านคน (ร้อยละ 23) ในจำนวนนี้ 3 ล้านคนได้รับการคุ้มครองชั่วคราว ประกอบด้วย (1) TPS (Temporary Protected Status) เป็นผู้ลี้ภัยที่ได้รับการผ่อนผันตามกฎหมายเนื่องจากในประเทศต้นทางมีปัญหาการสู้รบ ภัยธรรมชาติ และอื่นๆ 6.5 แสนคน (2) DACA (Deferred Action for Childhood Arrivals) เป็นผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายตั้งแต่เด็กและได้รับการผ่อนผันให้อยู่ต่อตามโครงการคุ้มครองผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายที่เข้ามาอเมริกาตั้งแต่เด็ก โดยต้องเข้าอเมริกาก่อนอายุ 16 ปี 6 แสนคน (3) ผู้แสวงที่ลี้ภัย (Asylees) หมายถึงกลุ่มคนที่เดินทางออกจากประเทศของตนเนื่องจากสงคราม ความรุนแรง การประหัตประหารหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงอื่นๆ 1.6 ล้านคน และ (4) การคุ้มครองอื่นๆ 1.5 แสนคน นอกจากนั้น ยังมีต่างด้าวที่เข้ามาใหม่ 5 แสนคนเมื่อปลายปี 2566 ตามโครงการคุ้มครองผู้หนีภัยจาก คิวบา เฮติ นิการากัว เวเนซุเอลา (CHNV) และยูเครน (Uniting for Ukraine) ก็ยังเหลือคนต่างด้าวนอกกฎหมาย (No lawful status) ราว 8 ล้านคน

สื่อสหรัฐคาดว่าทรัมป์คงเลือกสอย “ผลไม้เรี่ยๆ พื้น” (low-hanging fruit) ก่อนเพราะสอยง่าย ซึ่งหมายถึงต่างด้าวที่ถูกศาลพิพากษาแล้วว่าต้องเนรเทศ ซึ่งทรัมป์เคยใช้วิธีสอยง่ายแล้วในทรัมป์ 1.0 และทรัมป์ กับ ทอม โฮแมน “ซาร์แห่งชายแดน” ก็ได้ออกมายืนยันแล้วว่าจะเนรเทศผู้ที่ต้องคดีก่อน (ในปี 2567 มีการเนรเทศต่างด้าวผู้ต้องคดีอาชญากรรมแล้ว 9 หมื่นคนโดยเป็นผู้ต้องคดีฆ่าคนตายน้อยกว่าร้อยละ 1 แต่คงไม่จบแค่นี้แต่ก็ไม่ได้บอกว่าจะเว้นใครบ้างรวมทั้งผู้ที่อยู่สหรัฐมานานและมีความผูกพันกับชุมชน)

ทั้งนี้ ทรัมป์อาจยกเลิกโครงการผ่อนผันต่างด้าวต่างๆ ของไบเดนโดยเร็วโดยอาจสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น ICE และ DHS ให้จัดลำดับต่างด้าวที่ควรถูกเนรเทศใหม่โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับการผ่อนผันในโครงการต่างๆ สมัยไบเดน เช่น TPS และ DACA แต่กรณีของ DACA ทรัมป์รู้สึกจะใจดี เพราะเคยบอกว่า “พรรครีพับลิกันเปิดทางให้นักล่าฝัน”

ทีมงานทรัมป์ 2.0 เคยเปรยว่าอาจจะนำเอาวิธี “การขจัดอย่างเร่งรัด” (expedited removals) จากกฎหมายปฏิรูปการเข้าเมืองผิดกฎหมาย 2539 ของสหรัฐมาใช้โดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสามารถจับต่างด้าวเนรเทศโดยไม่ต้องรอศาลตัดสินถ้าเข้าข่ายกฎหมายดังกล่าวเช่นอยู่สหรัฐไม่ถึง 2 ปี รวมทั้งอาจจะนำกฎหมาย ชื่อ Alien Enemies Act of 1978 มาใช้ แต่คงทำไม่ได้เพราะกฎหมายดังกล่าวจะใช้กรณีที่มีสงครามเท่านั้น

อีกยุทธศาสตร์หนึ่งที่ทรัมป์อาจใช้คือพุ่งเป้าไปที่รัฐที่ต่อต้านการเนรเทศ (รัฐอภัยทาน) ก่อนเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาสามารถเนรเทศคนในรัฐใดก็ได้ แต่วิธีนี้คงไม่ง่ายและการไล่จับครั้งแรกๆ คงจะต้องปฏิบัติการแบบทหาร (เพราะใช้ทหารจริงๆ ไม่ได้) เพื่อขู่ให้เกิดความกลัวเกรงและเกิดความวุ่นวายในชุมชนต่างด้าว

ทรัมป์อาจเนรเทศต่างด้าวในรัฐแดง (รีพับลิกัน) ที่ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลกลางก่อน เช่น แอริโซนาที่เคยลงคะแนนเสียงให้รัฐบาลท้องถิ่นร่วมมือกับรัฐบาลกลางในการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองและรัฐแดงอื่นๆ ก็ให้คำมั่นว่าจะร่วมตามแผนเนรเทศ ACLU บอกว่าทรัมป์อาจจะใช้เจ้าหน้าที่จากรัฐที่ให้ความร่วมมือไปจับกุมต่างด้าวในรัฐที่ไม่ให้ความร่วมมือเนื่องจาก ICE ไม่มีกำลังคนพอ รวมทั้งอาจใช้กำลังจากรัฐท้องถิ่นเข้าจับกุมต่างด้าวแบบศาลเตี้ยด้วยข้อหาเล็กๆ เพื่อกดดันให้ต่างด้าวเข้าสู่กระบวนการเนรเทศ

การบุกตรวจค้นสถานประกอบการซึ่งทรัมป์ 1.0 เคยใช้อาจจะนำมาใช้ในทรัมป์ 2.0 โดยในอดีตทรัมป์ 1.0 เคยบุกตรวจจับต่างด้าวผู้ต้องสงสัยจากที่ทำงานนำไปขังที่ศูนย์กักขัง ซึ่งวิธีนี้อาจจะช่วยกดดันให้ต่างด้าวผิดกฎหมายเข้ามามอบตัวเอง

ในช่วงแรกๆ ICE อาจยังไม่แตะต้องโบสถ์ โรงเรียน หรือโรงพยาบาล ซึ่งเป็น “พื้นที่อ่อนไหว” แต่ก็อาจเป็นเป้าหมายขั้นต่อไป

ทรัมป์อาจเล็งเป้าไปที่หัวหน้าครอบครัวของต่างด้าวผิดกฎหมายเพื่อบีบบังคับด้านการเงินของครอบครัวทำให้ต้องตัดสินใจออกจากสหรัฐ

จากปัญหาอุปสรรคการเนรเทศขนาดใหญ่เท่าที่กล่าวมา ทางออกหนึ่งของทรัมป์ 2.0 ที่มีผู้คาดคะเนไว้คือ ขณะนี้พรรครีพับลิกันคุมอำนาจทั้งสภาผู้แทนและวุฒิสภา (สภาผู้แทน มีรีพับลิกัน 220 ต่อเดโมแครต 215 วุฒิสภามีรีพับลิกัน 53 เดโมแครต 45 คน และอิสระ 2 คน) ทรัมป์จึงน่าจะสามารถผ่านกฎหมายทั้งงบประมาณ และแก้กฎหมายต่างๆ ที่คุ้มครองต่างด้าวผิดกฎหมาย รวมทั้งอาจจะประกาศภาวะฉุกเฉินที่สภาคองเกรสให้อำนาจประธานาธิบดีสามารถใช้กำลังทหารเพื่อการเนรเทศได้

ครับ หลัง 20 มกราคมปีนี้ ภาพคงจะชัดขึ้นว่าทรัมป์ 2.0 จะเนรเทศคนต่างด้าวครั้งใหญ่ แค่ไหน?