สะพานแห่งกาลเวลา : การทำนาย ‘สึนามิ’
ผมเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับสึนามิส่งท้ายปีที่แล้วเอาไว้ เพื่อให้สอดคล้องกับวาระครบรอบ 20 ปีของเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิถล่มไทยและอีกหลายประเทศเมื่อปี 2004 แต่รู้สึกว่ายังมีอีกบางประเด็นที่อยากหยิบยกมาเล่าสู่กันฟัง จึงขอประเดิมปีใหม่นี้ด้วยเรื่องสึนามิอีกรอบก็แล้วกัน ว่าด้วยเรื่องของการทำนาย หรือคาดการณ์การเกิดสึนามิโดยเฉพาะ
เรื่องของเรื่องก็คือ บรรดาผู้เชี่ยวชาญพากันพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สึนามิ ที่มีอานุภาพทำลายล้างกว้างขวางเหมือนอย่างเมื่อปี 2004 นั้นเกิดขึ้นอีกได้แน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่เท่านั้นเอง
คำถามที่ว่า เมื่อไหร่ นี่แหละที่เป็นปัญหาใหญ่ของผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย ที่ยอมรับว่าสึนามิเป็นปรากฏการณ์ทำลายล้างที่เรายังหาหนทางทำนาย หรือคาดการณ์ไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่กันแน่
แต่มีนักวิชาการอยู่รายหนึ่ง ซึ่งถูกระบุว่า “เข้าใกล้”การทำนายทายทักการเกิดสึนามิเมื่อปี 2004 ได้มากที่สุด นั่นคือ ฟิล คัมมินส์ นักวิชาการด้านแผ่นดินไหวและวิบัติภัยธรรมชาติของมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย
คัมมินส์เป็นคนแรกที่เรียกร้องให้ขยายเอาระบบเตือนภัยสึนามิล่วงหน้าแบบเดียวกับที่ใช้กันอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกให้ครอบคลุมพื้นที่ของมหาสมุทรอินเดียให้ทั่วถึงด้วย คัมมินส์เรียกร้องเรื่องนี้เอาไว้เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2003 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนหน้าที่จะเกิดสึนามิครั้งใหญ่ขึ้นในมหาสมุทรอินเดียจริงๆ มากกว่าหนึ่งปีเต็ม
นักวิชาการรายนี้ยอมรับว่า ที่ออกมาเรียกร้องอย่างนั้นก็เพราะเล็งเห็นว่า ไม่วันใดก็วันหนึ่งคงเกิดคลื่นยักษ์ขึ้นในมหาสมุทรอินเดียแน่ คัมมินส์บอกว่า ยิ่งคิดถึงเรื่องนี้เขายิ่งรู้สึกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดสึนามิขึ้นในพื้นที่นี้นั้นยิ่งเพิ่มสูงขึ้นทุกที
คัมมินส์ใช้บันทึกเมื่อครั้งที่อินโดนีเซียยังคงเป็นอาณานิคมของดัตช์มาสนับสนุนความกังวลของตนเอง ข้อมูลประวัติศาสตร์ที่ว่านั้นพูดถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในศตวรรษที่ 19 ขึ้นตรงบริเวณรอยเลื่อนแผ่นเปลือกโลกที่เป็นแนวพาดอยู่ทางตะวันตก
ของเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย ที่ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิครั้งใหญ่ติดตามมา คัมมินส์สำทับปิดท้ายไว้ว่า เหตุทำนองเดียวกันสามารถกลับมาเกิดขึ้นใหม่ได้อีกครั้ง ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นเมื่อใดเท่านั้นเอง
ต่อมา ในเดือนสิงหาคม ปี 2004 คัมมินส์ย้ำความกังวลว่าจะเกิดสึนามิขึ้นบริเวณเกาะสุมาตรานี้ต่อที่ประชุมผู้เชี่ยวชาญที่จัดขึ้นทั้งที่ญี่ปุ่นและที่ฮาวาย เตือนไว้ด้วยซ้ำไปว่า ถ้าหากเกิดเหตุอย่างที่เขากังวลขึ้นจริงจะมีหลายประเทศมากที่ตกอยู่ในอันตราย เขาสำทับเอาไว้อย่างนั้น โดยไม่รู้จริงๆ ว่าอีกไม่กี่เดือนต่อมา สิ่งที่เขาพูดเอาไว้จะเกิดเป็นจริงขึ้นมา กลายเป็นฝันร้ายของผู้คนนับสิบประเทศ
คัมมินส์ยอมรับว่า รู้สึกช็อกไปเหมือนกันเมื่อเกิดเหตุขึ้นจริงๆ เมื่อ 26 ธันวาคม 2004
การทำนายของคัมมินส์เป็นจริงขึ้นมาตามที่เขาเตือนเอาไว้ก็จริง แต่มีอยู่ประการหนึ่งที่ผิดไปจากความเป็นจริง คัมมินส์คาดการณ์เอาไว้ว่า เหตุแผ่นดินไหวรุนแรงที่ก่อให้เกิดสึนามิดังกล่าวเป็นแผ่นดินไหวที่จะเกิดขึ้น “ตอนกลาง” ของรอยเลื่อนสุมาตรา ในขณะที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงนั้น จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวแม้จะอยู่ตามแนวรอยเลื่อนดังกล่าว แต่กลับอยู่เลยขึ้นไปทางตอนเหนือของเกาะสุมาตรา
คำทำนายดังกล่าวของคัมมินส์ได้จากการศึกษาวิจัยที่เขาร่วมกับทีมวิจัยจากสำนักธรณีวิทยาแห่งออสเตรเลีย ทำขึ้นมาเมื่อปี 2003 โดยใช้คอมพิวเตอร์สร้างแบบจำลองเหตุแผ่นดินไหวใต้น้ำเมื่อปี 1833 ที่สุมาตราขึ้นมาใหม่ พบว่าจุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวที่ก่อให้เกิดสึนามิตามมาครั้งนั้นอยู่บริเวณตอนกลางของเกาะสุมาตรา ระหว่างเมืองเบงกูลู กับเมืองปาดังจุดที่ว่านี้อยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวเมื่อปี 2004 ลงมาทางใต้ราว 500 กิโลเมตร
คัมมินส์ยังคงเชื่ออยู่ถึงทุกวันนี้ว่า บริเวณตอนกลางของเกาะสุมาตราที่ว่านี้เป็น “จุดลำดับแรกสุด” ที่จะเกิดทั้งแผ่นดินไหวใหญ่และสึนามิร้ายแรงขึ้นซ้ำอีกรอบ เขาเชื่อเหมือนกับที่ทุกคนในทีมวิจัยเชื่อในเวลานั้นว่า สึนามิครั้งใหม่ถ้าจะเกิดก็จะต้องเกิดที่เมืองปาดัง
คัมมินส์ยอมรับว่า น่าแปลกไม่น้อยที่จนถึงปีนี้เหตุการณ์ที่ทุกคนคาดว่าจะเกิดขึ้นแน่กลับไม่ได้เกิดขึ้นที่ปาดัง ข้อกังขาที่ตามมาก็คือ การที่ยังไม่เกิดเหตุ เป็นเพราะคิมมินส์กับพวกคาดการณ์ผิด
หรือเป็นเพราะรอยเลื่อนที่ปาดัง ยังเป็นเสมือนระเบิดเวลารอวันระเบิดกันแน่
ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

