เห็นผู้คนบางส่วน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล คสช.ทำนองว่าผิดหวังเรื่องการปฏิรูป ซึ่งก็เข้าใจได้ทันทีว่า คนที่แสดงความผิดหวังเช่นนี้ ก็คือคนที่คาดหวังเอาไว้มาก เข้าใจว่าต้องเป็นคนที่สนับสนุนการล้มรัฐบาลประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง และชื่นชมอำนาจรัฐประหารว่าจะเป็นความหวังในการทำสิ่งดีๆ ให้กับประเทศและการเมืองไทย
แต่พอมาถึงวันนี้ก็เริ่มผิดหวัง
ขณะเดียวกัน คนอีกส่วน ที่อุตส่าห์ลงแรงปูทาง ทำทุกอย่าง เพื่อให้ประชาธิปไตยต้องหยุด และให้มีอำนาจพิเศษเข้ามาบริหารประเทศอย่างยาวนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยคนพวกนี้คงมีเป้าหมายบางประการแอบอิงอยู่กับช่วงอำนาจคณะรัฐประหาร
พอเห็นกองเชียร์เก่าแสดงความผิดหวัง คนส่วนนี้ก็รีบออกมายืนยันว่า คสช.กำลังปฏิรูปประเทศได้ถูกทางแล้ว
นี่กำลังเป็น 2 กระแสจากคนที่สนับสนุนการรัฐประหาร
แต่สำหรับคนที่มีจุดยืนแนวเสรีนิยม เชื่อในอำนาจการเมืองว่าต้องมาจากประชาชน ไม่เห็นด้วยกับวิธีการรัฐประหาร
คนส่วนนี้ ไม่เคยเชื่อว่า การล้มรัฐบาลประชาธิปไตยในช่วงปี 2557 นั้น เพื่อเป้าหมายปฏิรูปประเทศให้ดีงามก่อนจะคืนกลับเป็นประชาธิปไตยปกติ เพราะการปฏิรูปจะกำหนดและลงมือจากคนกลุ่มเดียวได้อย่างไร
ทั้งมีบทเรียนเห็นมาตลอดจากการล้มประชาธิปไตยทุกครั้ง จะพบว่าเป็นการยึดอำนาจการเมืองให้ไปอยู่ในมือคนกลุ่มเดียว ซึ่งเป็นกลุ่มอำนาจดั้งเดิม ที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกับระบบพรรคการเมือง ดังนั้นเมื่อยึดอำนาจมาได้ ก็จะลงมือสร้างกรอบ ก่อกำแพง เขียนกฎกติกา เพื่อควบคุมนักการเมืองและพรรคการเมือง ไม่ให้มีอำนาจมากมายได้อีกในอนาคต ก่อนจะกลับคืนเป็นประชาธิปไตย มีการเลือกตั้ง
คนที่เชื่อในระบอบประชาธิปไตย จะมองว่าการรัฐประหาร ก็คือการชิงอำนาจการเมือง ไม่มีทางเชื่อหรือคาดหวังว่า นี่คือช่วงของการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง
แต่ถ้าหากเรามาลองสวมวิญญาณคนหัวอ่อน พยายามจะมองว่า นี่คือช่วงของการปฏิรูปก่อนเลือกตั้งจริงๆ เราต้องมีความหวังว่าระยะนี้เขากำลังปฏิรูป วางระบบที่ถูกต้องอบอวลด้วยคุณธรรม เพื่อไม่ให้พวกนักการเมืองขี้โกงกลับมาทำลายประเทศได้อีกในภายภาคหน้า
แล้วพยายามศึกษาว่า เขากำลังเร่งปฏิรูปอะไรที่ดีๆ อยู่บ้าง
โดยมองผ่านสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. ซึ่งเป็นสภาที่ตั้งขึ้นมา เพื่อผลักดันการปฏิรูปประเทศ
บังเอิญเมื่อไม่กี่วันมานี้ มีข่าวโด่งดัง กรณีสมาชิก สปท.รายหนึ่งมีเรื่องถูกพนักงานร้านอาหารแจ้งความ ก่อนจะจบลงได้ด้วยดี สามารถตกลงกันได้
ดูเส้นทางความเป็นมาของการคัดบุคคลคนนี้เข้ามาเป็นผู้ร่วมปฏิรูปประเทศ ก็พบว่า มีชาติตระกูลดี เป็นลูกหลานจอมพลใหญ่ ทุกวันนี้เครือญาติก็นายแบงก์ คหบดีผู้ร่ำรวย
เรียนหนังสือจบจากต่างประเทศ ตรงสเปกเลย เพราะยุคนี้ไม่มอบอำนาจการเมืองให้ประชาชนส่วนใหญ่เข้ามามีส่วนร่วม คงเป็นไปตามที่บางคนเคยพูดว่า คนส่วนใหญ่มีความรู้น้อย ยังไม่เข้าใจประชาธิปไตย มักเป็นเหยื่อพวกนักการเมือง
ส่วนอาชีพการงาน เน้นการเป็นที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจใหญ่ๆ
ทีนี้คงพอจะเข้าใจได้บางส่วนแล้วว่า การคัดเลือกคนมาสู่สภาแห่งการปฏิรูปนั้น เป็นมาอย่างไร
มองการปฏิรูปที่กำลังคืบหน้าไปได้ด้วยดี ผ่านสมาชิกสภาแห่งนี้ ก็แสดงว่า ตอนนี้กำลังสร้างบรรทัดฐานให้คนในสังคมไทย เลิกใช้คำเรียกคนอื่นๆ ที่อาจจะก่อให้เกิดความไม่พอใจ
การที่เขาเป็นคนเมตตากับสุภาพสตรีอายุน้อยกว่า ก็เป็นเรื่องของคนดี มีคุณธรรม อย่าใช้คำเสียดสีเป็นอันขาด
รวมทั้งสามารถตักเตือนคนที่พูดจาไม่ถูกต้องได้อย่างตรงไปตรงมา
การใช้มะเหงกเขกหัวเด็ก ก็เป็นท่วงทำนองผู้ใหญ่เตือนเด็ก ไม่ได้ขัดแย้งกับการปฏิรูปที่กำลังรุดหน้าแต่อย่างใด

