หน้าแรก คอลัมนิสต์ พิชญ์ พงษ์สวั...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : มหาสมุทรของพลังอนุรักษนิยม

7.01.25 | 13:20 น.

พลังอนุรักษนิยม – สิ่งหนึ่งที่เป็นความท้าทายในการเมืองไทยปีนี้ก็คือความอ่อนล้าและไร้ระบบของพลังอนุรักษนิยมในสังคมไทยที่ในหลายปีที่ผ่านมาจะสามารถปรับรูปขบวนให้เกิดความเข้มแข็ง เป็นสถาบันในความหมายของการมีกฎเกณฑ์ และไม่ก้าวร้าวถึงชีวิต และจะอยู่ร่วมในระบอบประชาธิปไตยได้อย่างไร

สิ่งที่ผมให้ความเห็นนี้อาจจะแตกต่างจากความคิดเห็นของสังคมไทยที่มักจะมองว่าพลังอนุรักษนิยมไทยนั้นมีลักษณะสำคัญอย่างน้อยสองประการ หนึ่งคือเป็นพลังที่ต่อต้านประชาธิปไตยอย่างอยู่ร่วมไม่ได้ และสองคือ พลังอนุรักษนิยมคือพลังที่มีความเป็นปึกแผ่น ทำงานอย่างเป็นระบบประสานสอดคล้องกัน

ผมเห็นว่าพลังอนุรักษนิยมนั้นมีอยู่ ทรงพลัง แต่ก็มีความหลากหลาย และไม่ได้มีความเป็นเอกภาพ

และปีนี้เราจะเริ่มเห็นว่าพลังอนุรักษนิยมในสังคมไทยอาจจะมีหลายเรื่องที่ไม่ได้มีเอกภาพ

มากกว่ามองแต่ความขัดแย้งระหว่างแดง-ส้มเท่านั้น

Advertisement

ในภาพรวมแล้วเราอาจนิยามความเป็นอนุรักษนิยมแบบพื้นฐานว่าเป็นความคิดและขบวนการที่ไม่ได้ต้องการเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างอย่างฉับพลันทันที มักจะคำนึง/อ้างอิงกับประวัติศาสตร์และรากเหง้าของโครงสร้างสังคมบางอย่าง

แต่ทั้งนี้ไม่เสมอไปว่าอนุรักษนิยมเท่ากับการต่อต้านประชาธิปไตย

อนุรักษนิยมนั้นมีความเป็นประชาธิปไตยได้

และต้องมี ถึงจะทำให้ประชาธิปไตยนั้นอยู่รอดด้วยในหลายๆ เรื่อง

แต่ที่พูดมาถึงตรงนี้ไม่ได้แปลว่าต้องเชื่ออย่างสุดจิตสุดใจว่าอนุรักษนิยมนั้นจะต้อง “เลื่อมใส” ในการเมืองแบบประชาธิปไตยอย่างหมดหัวใจ

และไม่จำเป็นจะต้องไปถึงขั้นความเข้าใจที่ถ่องแท้ และเลื่อมใสโดยไม่ตั้งคำถาม

แต่ขอให้ยอมเล่นในเกมประชาธิปไตย โดยเฉพาะเกมเลือกตั้ง และรู้แพ้รู้ชนะบ้าง

แต่ที่พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าพวกอนุรักษนิยมต้องยอมอย่างไม่มีเงื่อนไข

เพียงแต่พวกอนุรักษนิยมก็ต้องเชื่อว่าถ้าไม่เล่นเกมเลือกตั้ง สิ่งที่เขาต้องจ่าย หรือต้นทุนที่จะเสียไปก็มากโขอยู่

ซึ่งนั่นแปลว่าประชาธิปไตยที่จะทำงานได้ก็จะต้องเป็นประชาธิปไตยที่คำนึงถึงความหลากหลายเช่นกัน ไม่เช่นนั้นประชาธิปไตยที่ไม่คำนึงถึงความหลากหลายและเอาแต่ใจก็จะพากันเข้าสู่เผด็จการเสียงข้างมากได้ง่าย

เรื่องนี้ไม่มีสูตรสำเร็จ และไม่ง่าย เพราะระบอบประชาธิปไตยในแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐกับประชาธิปไตยที่มีสถาบันทางการเมืองก่อนประชาธิปไตยยังทำงานด้วยเช่นระบอบกษัตริย์ หรือระบอบศาสนาที่ทรงอิทธิพลก็ไม่ได้เหมือนกันซะทีเดียว ซึ่งในแง่นี้แปลว่าพลังอนุรักษนิยมไม่ได้มีช่องทางเดียวในการแสดงออกในเกมและความสัมพันธ์ทางอำนาจ

แต่ก็ไม่ได้การันตีว่าถ้าไม่เล่นในเกมเลือกตั้งแล้วบางทีก็ล้มทั้งกระดานได้เช่นกัน

แต่กระนั้นก็ตาม อีกสิ่งหนึ่งที่เชื่อมโยงกันกับพลังอนุรักษนิยมก็คือเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ และการมีชนชั้นนำเป็นส่วนสำคัญ แต่ผมก็คิดว่า ไม่เสมอไปว่าชนชั้นนำทั้งหมดจะต้องเป็นพลังอนุรักษนิยม และชนชั้นนำใหม่บางกลุ่มก็อาจจะไม่ต้องพึ่งพลังอนุรักษนิยม

เพียงแต่ว่าชนชั้นนำใหม่ที่ไม่ได้พึ่งอนุรักษนิยมก็ต้องคำนวณว่าการแตกหักกับชนชั้นนำเก่าและพลังอนุรักษนิยมนั้นมีต้นทุนอะไรที่ต้องจ่ายบ้างเช่นกัน

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้พยายามชี้ให้เห็นว่าเป็นอนุรักษนิยมทางความคิดไม่ได้ง่าย โลกเปลี่ยนเร็ว เราอยากกำหนดท่วงทำนองในการเปลี่ยนตามจังหวะที่เราคิดว่าเหมาะสมก็ไม่ได้ง่าย

ยิ่งเป็นอนุรักษนิยมทางการเมืองยิ่งไม่ง่าย เพราะกติกาประชาธิปไตยหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงเท่ากัน ไม่ชอบ ไม่เชื่อก็ต้องเล่น แต่มันก็ท้าทาย เพราะการครองอำนาจในโลกที่ยอมรับว่าคนเท่ากันทั้งที่อนุรักษนิยมอาจไม่เชื่อเท่าไหร่ก็ถือว่าอนุรักษนิยมครองอำนาจได้

การได้มาซึ่งชัยชนะในการเลือกตั้ง ทั้งแบบแลนด์สไลด์ การเข้าร่วมรัฐบาล การต่อรองอำนาจได้ จึงเป็นหนึ่งในหนทางรอดและการกำชัยชนะของฝ่ายอนุรักษนิยมได้เช่นกัน

สิ่งนี้คือประเด็นท้าทายที่ความให้การยอมรับ และมันก็เป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่ทำให้ประชาธิปไตยดำเนินมาได้ในหลายกรรมหลายวาระ

ไม่ใช่เรื่องของการโค่นล้มกันเท่านั้น

ที่ย้ำแล้วย้ำอีกนี้หมายถึงว่า พลังอนุรักษนิยมสามารถทำให้ประชาธิปไตยยั่งยืนได้ ถ้าเล่นเกมเลือกตั้ง มีความหวังได้เก้าอี้ และได้อำนาจ แต่จะกระทำได้ก็จะต้องสร้างและมีพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง

อันตรายของฝ่ายอนุรักษนิยมที่เป็นโทษกับประชาธิปไตยอยู่ที่การที่พวกเขาไม่มีพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง ไม่เป็นที่นิยมทางการเมือง ไม่ยอมรับกติกา และหันไปใช้ช่องทางอื่นในการมีส่วนร่วมทางการเมือง ที่อาจเลยเถิดไปจนถึงการทำลายประชาธิปไตยได้ (แต่ย้ำว่าไม่ได้ง่ายนัก หลายครั้งก็ล้มเหลว และอาจลามไปจนถึงขั้นพลังฝ่ายตัวเองโดนปราบปรามไปเลยก็มี)

ที่เขียนมาทั้งหมดนี้เพื่อให้เห็นพื้นฐานในการคิด ก่อนที่จะพาไปสู่การตั้งคำถามกับสถานการณ์ในปีนี้ในการเมืองไทย ที่ฝ่ายอนุรักษนิยมเกิดภาวะที่ไร้ทางเลือกที่ง่ายนัก

ความจริงผมว่าอนุรักษนิยมเกิดความปั่นป่วนมาหลายปีแล้ว ถามว่ามีพลังไหม คำตอบคือมี แต่ไม่ได้รู้สึกว่าทำอะไรได้ทุกอย่างในสังคมนี้

ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมานี้ ปัญหาใหญ่ของอนุรักษนิยมนั้นคือแตกกันเอง แต่ไม่ได้ถึงขั้นไม่เผาผี
หรอกครับ เพียงแต่ขาดเอกภาพทั้งทางความคิดและการเมือง

พูดแบบนี้ผมคิดว่าที่แดง-ส้มทะเลาะกัน และกลืนกลายซึ่งกันและกันอาจจะพอมี แต่มีหลังเลือกตั้งมากกว่าก่อนเลือกตั้ง ขณะที่อนุรักษนิยมไม่เป็นเนื้อเดียวกันมาสักพักใหญ่

ในการเลือกตั้งกลับแย่งชิงคะแนนกันเองมากกว่าสามารถขยายฐานออกไปได้

แถมการกลืนกลายส้มเหลืองเข้าไปอีกตั้งแต่ครั้งที่แล้ว และครั้งหน้านี่ก็ไม่แน่

การไม่เป็นเนื้อเดียวกันระหว่างพรรคอนุรักษนิยมในการเมืองไทย ยังรวมไปถึงเรื่องของการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นที่ไม่ได้มีพรรคอนุรักษนิยมพรรคไหนกุมเสียงเลือกตั้งได้ทั้งหมดก็สำคัญ และท้าทายในการเมืองไทยเป็นอย่างมาก

ทั้งในกรุงเทพฯและในต่างจังหวัด

และถ้ารอบหน้ายิ่งไม่มีพรรคการเมืองอนุรักษนิยมที่เข้มแข็ง และเป็นที่ยอมรับของพลังอนุรักษนิยมเอง การพยายามใช้ช่องทางอื่นนอกรัฐสภาก็ไม่ได้เป็นคุณกับประชาธิปไตยและพลังอนุรักษนิยมในระยะยาว

เพราะเมื่อไม่มีประชาธิปไตย ก็ไม่ได้การันตีว่าพลังอนุรักษนิยมทั้งหมดจะรับการเมืองนอกประชาธิปไตยได้อย่างสุดจิตสุดใจเสมอ ดังที่เราเห็นมาว่าแม้แต่พลังอนุรักษนิยมเองเมื่อเกิดระบอบที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยก็ไม่ได้มีความสุขหรือพึงใจไปเสียทั้งหมด

และผมก็ไม่คิดว่าพรรคอนุรักษนิยมทั้งสี่กลุ่มใหญ่ในรัฐสภา ไม่ว่าจะประชาธิปัตย์ พลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ และภูมิใจไทย จะมีความสุขภายใต้การทำงานกับพรรคเพื่อไทย ที่แต่ละพรรคก็มีประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ที่ยาวนาน ที่ต่างฝ่ายถ้าร่วมกันก็ไม่ได้แปลว่าจะได้ความนิยมเพิ่มอะไรขึ้นมา

ความท้าทายนี้ยังรวมถึงกลุ่มที่ไม่ได้มีที่ทางในสภา แต่ครองพื้นที่สื่อออนไลน์และออฟไลน์ไว้ด้วย

และยังหมายถึงชนชั้นนำในระบบราชการ และกองทัพที่คุ้นชินกับการคงอำนาจทางการเมืองนอกการเลือกตั้ง

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เราคงได้เห็นการพยายามสร้างเอกภาพและดีลในบางระดับของฝ่ายอนุรักษนิยมเช่นกันและน่าจะเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ จากวันนี้ไปถึงการเลือกตั้งทั่วไปในอีกสองปีข้างหน้า

จับตาดูให้ดีครับผม