คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : คนไทย 2568 แล้ว ‘ใครทน’ มาจนถึงขั้นนี้
เมื่อวันศุกร์ที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา คุณเอ๋-สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ หรือ “นิ้วกลม” ได้โพสต์สเตตัสบนเฟซบุ๊กอย่างเป็นสาธารณะโดยจั่วหัวว่า “คนไทยปี 2568” จากนั้นก็ร่ายปัญหาต่างๆ ที่คนไทยกำลังจะได้พบในปี 2568 ออกมายาวเหยียดนับได้ราว 40 ข้อ เริ่มตั้งแต่ข้อแรก “เด็กทารกที่เพิ่งเกิด–สูดฝุ่น PM2.5 ตั้งแต่ลมหายใจฟืดแรก…”
ส่วนอีกสามสิบกว่าข้อที่เหลือก็เป็นการกล่าวถึงปัญหาของประเทศไทยในทุกด้าน ตั้งแต่สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม อาชญากรรม การศึกษา ปัญหาความล้มเหลวของระบบราชการและกลไกของรัฐ ที่ถ้าจะคัดลอกมาลงอ้างอิงก็คงเต็มพื้นที่คอลัมน์นี้
ใจความสำคัญสรุปอยู่ที่สี่ย่อหน้าสุดท้ายคือ “เรากำลังอยู่ในประเทศที่คอร์รัปชั่นสูง, การศึกษาห่วย, โอกาสทางธุรกิจต่ำ, ตลาดหุ้นไม่น่าสนใจ, ความสามารถในการแข่งขันน้อย, คนเกิดลดลง, คนแก่เยอะขึ้น, มีธุรกิจผูกขาดที่ได้เปรียบ, มีการเมืองที่ถูกผูกกติกาเอาไว้, ไร้วิสัยทัศน์ในการวางแผนยาวๆ ให้สอดคล้องกับโลก, สิ่งแวดล้อมพังทลาย” และ “ไม่แปลก หากประชาชนในประเทศทุกเพศวัยจะรู้สึกวิตกกังวล เครียด เหนื่อย เบิร์นเอาต์ ซึมเศร้า เหงา รู้สึกแย่กับตัวเอง เพราะนี่คือบรรยากาศที่หุ้มห่อเราอยู่ และต้องตื่นมาเจอทุกวัน”
ก่อนจะทิ้งคำถามไว้ว่า “เราจะอยู่กันไปอย่างนี้จริงหรือ???”
เมื่อเช็กโพสต์นี้ในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม หรือสองวันหลังจากเริ่มโพสต์ พบว่ามีผู้มากดแสดงความรู้สึกกันราว 8,300 ความรู้สึก และแชร์กันไป 8,600 ครั้ง โดยผู้ที่แชร์ไปนั้น ครึ่งหนึ่งคือแชร์ไปด่า ส่วนหนึ่งคือ ด่ารัฐบาลปัจจุบัน และอีกส่วนหนึ่งที่มากพอๆ กัน คือ ด่าตัวคุณนิ้วกลมผู้เขียนนั่นแหละ
ฝ่ายแรกที่แชร์ไปด่าผู้เขียนโพสต์ คือผู้คนที่สนับสนุนรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เป็นกลุ่มที่แชร์ข้อความนี้ไปเพื่อด่าคุณนิ้วกลม โดยเอาไปผูกกับภาพลักษณ์ที่เขาเคยเป็นนักเขียนแนวสุขนิยมมองโลกในแง่ดี แต่การมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลแบบนี้ก็ย่อมได้บรรดาศักดิ์ “สลิ่ม” ไปประดับยศ
ทั้งที่กล่าวอย่างเป็นธรรม คุณนิ้วกลมเองก็ไม่ได้เขียนหนังสือแนวสุขนิยมมองโลกในแง่ดีอะไรอย่างภาพจำของผู้คนมาเกินสิบปีแล้ว งานเขียนของเขาในระยะหลังจะเป็นงานเขียนเชิงประสบการณ์ชีวิต ปรัชญา และจิตวิญญาณ อีกทั้งก่อนหน้านี้คุณนิ้วกลมเองก็วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเผด็จการรัฐประหาร คสช. และเป็นปากเป็นเสียงให้ผู้คนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยงานเขียน “เราคือเพื่อนกัน” ที่เขากล่าวถึงการต่อสู้ของไผ่ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และกลุ่มดาวดิน ก็ทำให้ทัวร์สลิ่มมาลงเขายับไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน
ทั้งหมดนี้ ส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อว่าคุณนิ้วกลมห่างไกลจากคำว่า “สลิ่ม” รวมถึงที่ข้อความก็ไม่ได้มีนัยของการโจมตีรัฐบาลปัจจุบันด้วย แต่ก็ต้องยอมรับว่า การที่ไม่ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมานั้น มันเป็นปัญหาที่เริ่มต้นและสั่งสมมาจากยุคแห่งการปกครองในระบอบรัฐประหาร คสช. และรัฐบาลสืบทอดอำนาจหลังจากนั้น อีกทั้งไม่ได้กล่าวว่า รัฐบาลปัจจุบันได้พยายามแก้ไขปัญหาที่กล่าวไปข้างต้นนั้นแล้วด้วยบางเรื่อง
การละที่จะกล่าวถึงสองประเด็นข้างต้น เป็นสาเหตุให้คนจำนวนหนึ่งผสมโรงแชร์โพสต์นี้ไปเพื่อด่ารัฐบาลที่พวกเขาเห็นว่าจะต้องรับผิดชอบ แต่ที่น่าเกลียดคือพวกสลิ่ม “ขึ้นรถฟรี” ที่ทั้งแชร์และทั้งไปตอบในโพสต์อย่างหน้าไม่อายในทำนองว่า “คิดถึงถึงสมัยลุงเป็นนายกฯ” หรือ “สมัยลุงดีกว่านี้” “เป็นอย่างไรละประชาธิปไตยที่เรียกร้องกัน” ทั้งๆ ที่ปัญหาเกิน 80% ที่คุณนิ้วกลมลิสต์มานั้น ก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นและเราได้เผชิญกันมาตั้งแต่สมัย “ลุง” ของพวกเขาเหล่านั้นแล้ว อย่างน้อยก็เรื่อง PM2.5 เรื่องหนึ่งละ
การแสดงความคิดเห็นในเชิงตำหนิติติงไม่พอใจรัฐบาลที่บริหารประเทศเป็นเสรีภาพโดยชอบตามระบอบประชาธิปไตย และเป็นสิ่งที่เราต้องยืนยันว่าเป็นเสรีภาพที่ต้องไม่ถูกห้ามปราม แต่เรื่องนี้ก็เป็นข้อเตือนใจได้ว่า หากเราใช้เสรีภาพนี้โดยไม่ระวัง ก็จะเอื้อและปล่อยให้คนบางจำพวกมาอาศัย “ขึ้นรถฟรี” เพื่อขับเคลื่อนประเด็นการเมืองของฝ่ายตนได้
ส่วนตัวแล้ว อยากจะขอลองตอบคำถามที่คุณนิ้วกลมทิ้งเอาไว้ว่า “เราจะอยู่กันไปอย่างนี้จริงหรือ…” เสียหน่อย
ดังได้กล่าวไปในตอนต้นว่า ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงที่คุณนิ้วกลมยกขึ้นมานั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเกิดขึ้นทั้งหมดจากรัฐบาลที่มาบริหารประเทศอยู่ในปัจจุบัน อย่างที่ต่อให้นับเวลาต่อกันของนายกฯเศรษฐาและแพทองธารรวมกันก็ยังได้แค่ราวปีครึ่ง
เกือบทุกปัญหาสามารถชี้โทษไปได้ถึงการปกครองที่กัดกินประเทศไทย เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองมาอย่างยาวนานนับแต่การรัฐประหารในปี 2557 การปกครองในระบอบรัฐประหารเพื่อกระชับอำนาจ และทำทุกอย่างเพียงเพื่อกระชับอำนาจในการบริหารและการปกครอง ทำให้ระบบราชการและกลไกของรัฐทั้งหมดอ่อนแอลง และมุ่งรับใช้ผู้มีอำนาจมากกว่าประชาชนเจ้าของประเทศ
ระบบที่ต้องการ “เงิน” และ “ผลประโยชน์” มาเพื่อค้ำยันอำนาจและสร้างความมั่งคั่งและฐานอำนาจส่วนตัว ก็เป็นที่มาของการเติบโตของธุรกิจสีเทาซึ่งไม่ก่อให้เกิดผลิตผลใดต่อประเทศ ทั้งยังดึงเอาเงินคนไทยระดับกลางถึงล่างให้หลุดจากระบบไปเป็นเงินสีเทา ก่อให้เกิดอีกหลายปัญหาซ้ำซ้อนกันเข้าไปอีก
ระบอบการปกครองที่กลุ่มทุนที่ยอมสวามิภักดิ์และแบ่งผลประโยชน์แลกกับความได้เปรียบในทางเศรษฐกิจจนกลายเป็นทุนกินรวบจนร่ำรวยที่สุดไม่กี่กลุ่มในประเทศไทยอย่างไร้คู่แข่ง กลายเป็นองค์กรธุรกิจที่สามารถทำธุรกิจอย่างไร้ธรรมาภิบาลและไม่ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมใดๆ ทั้งสิ้น ต่อให้มีกฎหมายป้องกันการกีดกันทางการค้า คุ้มครองผู้บริโภคหรือสิ่งแวดล้อม แต่ก็ไม่เคยใช้บังคับได้จริง รวมทั้งองค์กรของรัฐที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อบริหารจัดการขับเคลื่อนกฎหมายดังกล่าวก็ทำงานกันอย่างที่สำนวนญี่ปุ่นเขาด่ากันว่า “พวกโจรขโมยเงินภาษีของประชาชน”
ทั้งหมดมันเกิดจากรัฐบาลสืบทอดอำนาจที่มาจากรัฐบาลทหารและกลุ่มทุนที่ว่านั้นก็ใช่ แต่ส่วนหนึ่งที่มันเป็นเช่นนั้นได้ ก็เพราะ “คนไทย” เรานั้นก็อนุญาตโดยปริยายด้วยการ “ทน” ให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น
นับตั้งแต่การ “ทน” ให้คนกลุ่มหนึ่งออกมาชุมนุมเป่านกหวีดสร้างสถานการณ์เรียกร้องจนเกิดการรัฐประหารในช่วงต้นปี 2557 ทั้งๆ ที่พวกเราหลายคนก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการชุมนุมขับไล่รัฐบาลอย่างไม่มีจุดจบ แต่อาจจะเพราะความสัมพันธ์ เกรงใจในอำนาจทั้งในทางสังคมและทางส่วนตัวบ้าง ทำให้เราไม่ค่อยแสดงออกห้ามปรามผู้สิ้นคิดทางการเมืองเหล่านั้น ปลอบใจตัวเองลมๆ แล้งๆ ว่า เราแยกเรื่องการเมืองออกจากเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัวได้
แต่สำหรับใครที่เคยไปเป่านกหวีดแล้วดันมาเห็นด้วยกับโพสต์ของคุณนิ้วกลม พลางก่นด่าสิ้นหวังราวกับไม่ใช่เรื่องของตัวเองแล้วละก็ อันนี้ต้องยอมใจในความหน้าทนก็แล้วกัน
เอาล่ะ เมื่อเกิดการรัฐประหารไปแล้ว มันก็เกินพ้นจากความสามารถที่คนธรรมดาจะไปทำอะไรได้ แม้เราจะได้เห็นผู้คนจำนวนหนึ่งพยายามต่อต้านการปกครองโดยการใช้อำนาจโดยมิชอบนั้นก็ตาม แต่ “อำนาจรัฐ” และ “กระบวนการยุติธรรม?” ที่ลงเอาแก่เขาถึงกับติดคุกติดตารางหรือโดนอายัดทรัพย์สินอย่างที่จัดการอะไรไม่ได้ ก็ทำให้เราใจฝ่อสิ้นหวังเกินจะต่อต้าน
แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงเมื่อคณะรัฐประหารอนุญาตให้มีรัฐธรรมนูญและเอามาถามประชามติพร้อมคำถามพ่วง อันนี้ผู้คนที่อ่านรัฐธรรมนูญเข้าใจ โดยเฉพาะนักกฎหมายมหาชนอย่างผมก็คนหนึ่ง ก็ยังอุตส่าห์ “ทน” เงียบอยู่ ไม่พยายามไปช่วยกันป่าวประกาศว่า คำถามพ่วงนี้มันเป็นกับดักอย่างไร จะเห็นชอบรัฐธรรมนูญนี่พอได้ แต่คำถามพ่วงต้องไม่เด็ดขาด แต่พวกเราก็ไม่กล้าที่จะทำเช่นนั้น ก็เพราะว่ากลัวต้องไปติดคุกเหมือนนักกิจกรรมหลายคนในช่วงนั้น
เราก็ทนกาไม่เห็นชอบเฉพาะส่วนเราหรือกับคนใกล้ชิดที่พอบอกกันได้ แต่ในที่สุดคนส่วนใหญ่ก็ลงประชามติเห็นด้วยกับคำถามพ่วง จน ส.ว.มีส่วนเลือกตัวผู้ที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็ส่งผลให้เห็นตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ที่พรรคเพื่อไทยซึ่งได้ ส.ส.มากที่สุด ก็ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะ ส.ว.ไม่อนุญาต ทำให้ได้รัฐบาลจากการเลือกตั้งครั้งแรกเป็นรัฐบาลสืบทอดอำนาจโดยนายกฯคนเดิม มาสานต่ออะไรเดิมๆ ไปอีกอย่างน้อยสี่ปี
แล้วเราก็สู้ “อดทน” จนมีการเลือกตั้งอีกครั้ง คราวนี้พรรคก้าวไกลที่ทั้งคนในกรุงเทพฯและในตัวเมืองจังหวัดต่างๆ เทคะแนนให้ถล่มทลายชนะการเลือกตั้ง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประกาศพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกลก็จัดตั้งรัฐบาลกับพรรคการเมืองที่ร่วมอุดมการณ์กัน แต่ปรากฏว่า ส.ว.ก็โหวตคว่ำไม่ให้เขาเป็นนายกฯ ซ้ำด้วยดาบสองที่ปล่อยให้ประธานสภาตีความว่าจะเสนอญัตติเลือกนายกฯโดยคนชื่อเดิมกลับมาซ้ำไม่ได้
ในตอนนั้นก็มีผู้รวมกลุ่มกันออกไปแสดงพลังให้ ส.ว.เห็นที่หน้ารัฐสภาและสกายวอล์กสยามสแควร์ เพื่อแสดงให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่เลือกพรรคก้าวไกลมาแล้ว ต้องการให้พวกเขาได้เป็นรัฐบาล และผู้ได้รับการเสนอชื่อจากพรรคนี้ต้องได้เป็นนายกฯ แต่หลายคนก็ “อดทน” นั่งทับเท้าตัวเองไม่ได้ออกไปร่วมแสดงตัวชุมนุมกับเขาด้วย มิตรสหายที่ไปชุมนุมที่สภาบอกว่ามีคนออกมากันสักราวหลักพันคนเห็นจะได้
เพราะอย่างนี้มั้ง เขาเลยรู้สึกว่า ต่อให้เขาหักเสียงของผู้แทนที่ประชาชนเลือกมาแบบไม่สนใจอย่างไร ประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่เดือดร้อนอะไร
จนต่อมาพรรคที่ชนะการเลือกตั้งได้ที่สองก็ต้องจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับบรรดาอดีตพรรคที่สืบทอดอำนาจ แต่อย่างน้อยก็ได้เป็นแกนนำของรัฐบาล สถานการณ์ก็เหมือนน่าจะดีขึ้นบ้าง แต่ก็ต้องยอมรับว่า เพราะพวกเขาต้องประสานประโยชน์กับผู้มีอำนาจตามความเป็นจริง ทั้งกลุ่มกองทัพ ข้าราชการ และทุนใหญ่เบอร์ต้นของประเทศ ทำให้เขาขยับอะไรที่มันไปแตะต้องเขตหรือขุมอำนาจของพวกนั้นไม่ได้อย่างถนัดนัก
ในตอนนั้นผู้คนก็เรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ เข้าชื่อกันให้วุ่นวายได้หลายแสนรายชื่อ แต่แล้วเมื่อข้อเรียกร้องที่รวบรวมกันมานั้นถูกปัดตกไปเสียดื้อๆ ทุกคนก็ยัง “อดทน” ไม่ได้ว่าอะไร
เมื่อพรรคที่ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงมากที่สุด โดนยุบเฉย แต่คนนับ 14 ล้านที่เลือกพรรคดังกล่าวก็ยังอดทนได้ อย่างมากก็ได้แต่บ่นก่นด่าลงโซเชียล
บางคนอ่านมาถึงตรงนี้ก็คงจะอยากเถียงว่า ก็ในเมื่อเราไป “เลือกตั้ง” ผู้แทนของเรามาแล้ว หน้าที่ความรับผิดชอบในทางการเมืองของปัจเจกชนคนอย่างเราก็จบ จากนี้ก็ให้ผู้แทนในสภาเขาไปว่ากันสิ ทำไมต้องไปแสดงตัวแสดงตน ลงถนน หรือคว่ำบาตรกิจการที่ทำธุรกิจบนความเดือดร้อนของคนไทยทั้งประเทศล่ะ ก็อาจจะจริงเช่นนั้นก็ได้
แต่ก็ต้องยอมรับเช่นกันว่า ความ “อดทน” ของพวกเราก็เป็นเรื่อง “ทำแค่ไหนได้แค่นั้น” ผู้ที่ถือครองอำนาจในทางความเป็นจริงอยู่นั้นเขาไม่ได้รู้สึกว่าต้องยำเกรงอะไรนักกับประชาชนของประเทศนี้ก็ได้ เช่นเดียวกับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงกลุ่มทุนที่ให้การสนับสนุนอำนาจเหล่านั้นก็รู้ว่าแค่กราบให้ถูกเท้า เข้าให้ถูกคน แบ่งประโยชน์ให้เท่าที่ต่อรองกันได้ จากนั้นจะดำเนินธุรกิจแบบก่อกรรมทำเข็ญต่อสิ่งแวดล้อมและผู้คนอย่างไรก็ไม่มีใครต่อต้าน
โพสต์ “คนไทย 2568” จึงต้องย้อนกลับดูว่าเพราะ “ใครทน” กันมาก่อนหน้านั้น และสำหรับคำถามว่า “เราจะอยู่กันไปอย่างนี้จริงหรือ?” คำตอบก็คือ “ก็เพราะเราอยู่กันมาแบบนี้” นั่นแหละ
กล้า สมุทวณิช

