นักกฎหมายไทย 4.0 : โดย ผศ.สมหมาย จันทร์เรือง

กระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว นับแต่การคิดค้นเครื่องจักรไอน้ำเป็นผลให้มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งสำคัญในทวีปยุโรป และขยายมาสู่ภูมิภาคต่างๆ จากสังคมเกษตร การค้า และอุตสาหกรรม ประเทศไทยจึงต้องเตรียมพร้อมเพื่อรองรับการเปลี่ยนนี้ด้วย

ประเทศไทย 4.0 (Thailand 4.0)

ประเทศไทย 4.0 เป็นแนวคิดหรือวิสัยทัศน์ที่เน้นการเปลี่ยนเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยมีลำดับความเป็นมาดังนี้

ประเทศไทย 1.0 คือ ยุคเกษตรกรรม ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา ทำสวน ทำไร่ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู เลี้ยงวัว เพื่อนำผลผลิตไปขายสร้างรายได้ในการดำรงชีพ

ประเทศไทย 2.0 คือ ยุคที่นำเครื่องจักร เครื่องมือ มาช่วยในการผลิตสินค้าเป็นยุคอุตสาหกรรมขนาดเล็กหรืออุตสาหกรรมเบา ได้แก่ การผลิตเสื้อผ้า เครื่องใช้ เครื่องประดับ เครื่องเรียน เครื่องเขียน เป็นต้น

ประเทศไทย 3.0 คือ ยุคอุตสาหกรรมหนัก (ยุคปัจจุบัน) ที่นำเครื่องจักรขนาดใหญ่มาใช้ในการผลิตสินค้า เกิดอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ได้แก่ การผลิตรถยนต์ ผลิตก๊าซธรรมชาติ อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ เป็นต้น ซึ่งเป็นยุคที่ใช้เทคโนโลยีต่างประเทศมาช่วยในการผลิตเพื่อเน้นการส่งออก

ประเทศไทย 4.0 เป็นผลจากการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีการแข่งขันสูง ทำให้เกิดการปรับตัวด้านเศรษฐกิจและสังคมที่เน้นความเป็นสากล และความคิดสร้างสรรค์ที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมต่างๆ สำหรับประเทศไทยความเป็นสากลคือเน้นภาษาสากล ได้แก่ ภาษาอังกฤษ เพื่อให้คนไทยรู้และเข้าใจภาษานี้ในการสื่อสารกับชนชาติอื่นได้อย่างกว้างขวาง

นอกจากนี้ คนไทยต้องเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และรู้จักคิดวิเคราะห์เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่หรือนวัตกรรมได้อย่างทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ

นักกฎหมายไทย 4.0

นักกฎหมายไทย 4.0 ต้องดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับประเทศไทย 4.0 กล่าวคือ มีความรู้ภาษาสากล (ภาษาอังกฤษ) ที่ใช้งานได้ มีทักษะในการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ รู้จักคิดวิเคราะห์ปัญหาทางกฎหมาย และที่สำคัญต้องมีคุณธรรมจริยธรรมทั้งในการประกอบวิชาชีพและการครองตน เพื่อความชัดเจนขอเสนอความเห็นตามกลุ่มของวิชาชีพกฎหมาย คือ กระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ อัยการ ศาล และราชทัณฑ์) และอื่นๆ

ตำรวจ เป็นวิชาชีพแรกในการบังคับใช้กฎหมาย การพัฒนาตำรวจไทยให้รู้ภาษาอังกฤษจะทำให้สื่อสารกับชาวต่างชาติได้รวดเร็วและถูกต้อง การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการตรวจติดตามคนร้าย ตลอดถึงการสร้างเครือข่ายระดับสากลจะทำให้ตำรวจไทย 4.0 มีความก้าวหน้าไปอีกระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ภาพลักษณ์ตำรวจด้านคุณภาพจริยธรรมควรได้รับการปรับปรุงเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและสร้างศรัทธาแก่ประชาชน

อัยการ มีบทบาทสำคัญในการฟ้องคดี ซึ่งต้องประสานกับตำรวจเกี่ยวกับพยานหลักฐาน โดยมีระบบตรวจสอบพยานหลักฐานด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อความถูกต้องชัดเจน ในการคัดเลือกอัยการผู้ช่วย ควรเน้นภาษาสากล (ภาษาอังกฤษ) และมีทุนสนับสนุนให้พนักงานอัยการได้ศึกษาต่อ ดูงานต่างประเทศ เพื่อพัฒนาศักยภาพของพนักงานอัยการให้สอดคล้องกับสังคมปัจจุบัน

ศาล มีสองความหมายคือ หมายถึงสถานที่พิจารณาตัดสินคดี และหมายถึงผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่ตัดสินคดี ในส่วนของสถานที่ควรมีการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ เช่น การบันทึกคำเบิกความพยาน โดยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-Hearing) ระบบการจัดเก็บสำนวน และข้อมูลโดยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-Case File) การสืบพยานผ่านจอภาพของศาลทรัพย์สินทางปัญญา และการค้าระหว่างประเทศ เป็นต้น

กรณีของผู้พิพากษา มีแนวทางเช่นเดียวกับพนักงานอัยการคือ การคัดเลือกผู้ช่วยผู้พิพากษาควรเน้นภาษาสากล (ภาษาอังกฤษ) มีทุนพัฒนาด้วยการศึกษาต่อหรือดูงานต่างประเทศ เพื่อเพิ่มประสบการณ์การพิจารณาคดีให้กว้างขวางและทันสมัย และที่ควรเน้นเป็นหลักคือ คุณธรรมจริยธรรมที่ถือเป็นจรรยาบรรณสำคัญของผู้พิพากษา ต้องได้รับการกำกับดูแลอย่างเคร่งครัด เพื่อความเชื่อถือศรัทธาของสังคม

ราชทัณฑ์ มีบทบาทในการควบคุมผู้กระทำผิด และการแก้ไขให้กลับคืนคนดีสู่สังคม ด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในทัณฑสถานต่างๆ เช่น ระบบการควบคุมสมัยใหม่ อุปกรณ์ควบคุมนักโทษ และการพัฒนาภาษาสากล (ภาษาอังกฤษ) ให้กับเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ทุกจังหวัด

วิชาชีพกฎหมายอื่นๆ ได้แก่ ทนายความ ที่มีบทบาทในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งสัมพันธ์กับตำรวจ อัยการ ศาล และราชทัณฑ์ เนื่องจากเป็นวิชาชีพที่ใช้กฎหมายไทยเป็นหลัก สำนักงานทนายความแต่เดิมจึงมีลูกความเป็นคนไทย ไม่ได้มีการว่าความให้ชาวต่างชาติ ต่อมาเมื่อมีธุรกิจการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น ประกอบกับการพัฒนาของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา การลงทุนของชาวต่างชาติ และการเข้ามาท่องเที่ยวของชาวต่างชาติ ความจำเป็นของการให้บริการทางกฎหมายแก่คนต่างชาติมีมากขึ้นเป็นลำดับ ในระยะนี้ได้เกิดสำนักงานกฎหมายที่เรียกว่า “Law Firm” ให้บริการแก่ชาวต่างชาติในประเทศไทย โดยการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท รับทำวีซ่า รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า การทำนิติกรรมสัญญา ตลอดถึงคดีอาญาในเรื่องคดีฉ้อโกง หรือคดียาเสพติด เป็นต้น สิ่งสำคัญในการให้บริการคือ ภาษาอังกฤษทำให้ Law Firm ได้เปรียบสำนักงานทนายความทั่วไปจากความเชี่ยวชาญ และความรู้ในภาษาสากลดังกล่าว

ดังนั้นสิ่งที่สำนักงานทนายความและทนายความควรได้รับการพัฒนาคือ ความรู้ภาษาอังกฤษ การใช้เทคโนโลยีด้านคดีความ และที่ขาดไม่ได้คือ จรรยาบรรณวิชาชีพที่สภาทนายความต้องกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด

สถาบันการศึกษากับนักกฎหมายไทย 4.0

เมื่อยอมรับว่าการศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาคน สถาบันการศึกษาที่เป็นแหล่งให้การศึกษาย่อมมีบทบาทโดยตรงต่อเรื่องนี้ สำหรับนักกฎหมายไทยนั้นมีสถาบันอุดมศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนจำนวนมากที่จัดการเรียนการสอนด้านกฎหมาย ดังนั้นควรปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนใหม่ดังนี้

ด้านหลักสูตรนิติศาสตร์ ควรเพิ่มภาษาสากล คือ ภาษาอังกฤษสำหรับนักกฎหมาย เน้นวิชานิติปรัชญา และหลักวิชาชีพกฎหมาย เพื่อหล่อหลอมการเป็นนักกฎหมายที่มีคุณธรรมจริยธรรม

การฝึกปฏิบัติทางกฎหมายควรร่วมมือกับ Law firm เป็นแหล่งฝึกประสบการณ์การให้บริการกฎหมายระดับสากล หรือทำความร่วมมือกับ Law Firm ในการจัดการเรียนการสอน และการรับบัณฑิตกฎหมายเข้าทำงาน

สถาบันการศึกษากฎหมาย ควรเพิ่มเทคโนโลยีสมัยใหม่ ใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์มาสนับสนุนการเรียนการสอน จัดห้องสมุดยุคใหม่ (e-library) เพื่อพัฒนาให้เป็นกฎหมายไทย 4.0

สรุปภาพรวมของนักกฎหมายไทย 4.0

องค์ประกอบสำคัญของนักกฎหมายไทย 4.0 มีสามประการคือ ความรู้ความเข้าใจในภาษาสากล (ภาษาอังกฤษ) การมีทักษะที่สามารถใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่สนับสนุนการเรียนการสอน และการประกอบวิชาชีพ รวมถึงการมีคุณธรรมจริยธรรมในวิชาชีพกฎหมาย

ทั้งสามสิ่งนี้นักกฎหมายและสถาบันการจัดการศึกษากฎหมายต้องมีความตระหนักและร่วมกันพัฒนา เพราะสังคมโลกกำลังเข้าสู่ยุค 4.0 ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ผศ.สมหมาย จันทร์เรือง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘บาส-ปอป้อ’หอบแชมป์ถึงไทย ลั่นพร้อมลุย 3 ซุปเปอร์ซีรีส์ติด
บทความถัดไปแห่แชร์! ร้านกระทะร้อนแหวกแนว คิดคำโฆษณาสุดกวน-ฮา