อีกไม่นานการเลือกตั้งนายกและสมาชิกสภา อบจ.ก็จะเกิดขึ้น ดังนั้น การทำนายแบบมองข้ามช็อตไปสู่การเมืองหลังการเลือกตั้ง อบจ. ก็อาจจะเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดข้ออภิปรายในโค้งสุดท้าย
กล่าวโดยสรุป ผมกลับรู้สึกว่าท้ายที่สุดแล้ว ความสนใจเรื่องการเลือกตั้งนายก อบจ.อาจจะแผ่วลง ซึ่งอาจจะต่างกับคำทำนายของนักวิเคราะห์และสื่อต่างๆ ที่เชื่อว่าโค้งสุดท้ายการเลือกตั้ง อบจ.น่าจะเป็นที่สนใจของผู้คน
เหตุผลที่ผมฟันธงสวนกระแสคนอื่นก็คือ การเลือกตั้ง อบจ.รอบนี้ถูกนำเสนอในฐานะภาคต่อของการเมืองส่วนกลาง และเป็นการเสนอที่คับแคบมาก แต่ก็อาจส่งผลที่ไม่ได้ตั้งใจให้กับการเมืองระดับชาติได้
ในประเด็นแรก การเลือกตั้งรอบนี้สีสันที่สำคัญที่สุดคือการเดินทางและการทำงานในฐานะผู้ช่วยหาเสียงของคุณทักษิณ และทำให้เห็นภาพรวมว่า การเมืองในช่วงนี้พรรคเพื่อไทยปรับยุทธศาสตร์เป็นการลงพื้นที่เข้าหาบ้านใหญ่ เพื่อหาจุดเชื่อมต่อกับรัฐบาลกลาง ที่เพื่อไทยเป็นแกนนำรัฐบาล
การเมืองในจินตนาการและจินตกรรมของเพื่อไทยและคุณทักษิณน่าจะผสมกันของเรื่องบ้านใหญ่ แหล่งขับเคลื่อนของรัฐบาลกลาง ความคุ้นเคยของคนเสื้อแดงและแฟนคลับคุณทักษิณ และระบบผู้ว่าซีอีโอของคุณทักษิณแบบเดิมมาเป็นนายก อบจ.ซีอีโอ
คำถามคือจะส่งผลให้การเมืองระดับชาติจริงๆ ไหม คำตอบก็คือมี
แต่จะเป็นคุณกับพรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำของรัฐบาล ในการรักษาอำนาจมากน้อยแค่ไหนอันนี้ยังพิสูจน์ไม่ค่อยได้ และก็ต้องวิเคราะห์และนำเสนอด้วยความระมัดระวัง
จนถึงวันนี้ การนำเสนอข่าวการเลือกตั้ง อบจ.ยังเน้นเรื่องของการรายงานข่าวเชิงทำนายว่าพรรคการเมืองระดับชาติพรรคไหนจะประสบความสำเร็จในการเชื่อมโยงตนเองกับเก้าอี้และอำนาจในท้องถิ่นมากแค่ไหน
สิ่งที่ไม่เห็นเลยคือ ข่าวการทบทวนผลงานของการบริหาร อบจ.ของแต่ละพื้นที่ว่าที่ผ่านมานั้น แต่ละพื้นที่นั้นผลงานเดิมของ อบจ.มีอะไรบ้าง และมันควรจะทำได้ดีกว่านี้ไหม หรือมาถูกทางไหม
ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่ บางเรื่องเหมือนจะมีแคมเปญที่น่าสนใจ แต่ก็ยังไปไม่สุด
อธิบายง่ายๆ ก็คือ มีความพยายามทำแคมเปญทั้งในระดับพรรคและในระดับการขับเคลื่อนของภาคประชาชนให้เห็นว่า อบจ.มีความสำคัญเพราะมีงบประมาณมหาศาล ดังนั้น เราจึงควรสนใจเรื่องการบริหาร อบจ.
แต่สิ่งที่ยังไม่พัฒนาก็คือ รูปแบบ ทิศทาง และแนวคิดในการประเมินการทำงานของ อบจ.ที่ผ่านมาว่าทำได้ดีแค่ไหน หรือมีโพลเรื่องการทำงานของ อบจ.รายสัปดาห์
ถ้าเทียบกับการเมืองระดับชาติ ซึ่งโพลมีตลอด และการรายงานรวมถึงข้อถกเถียงในเรื่องของกระบวนการทางนโยบายในแต่ละเรื่องตั้งแต่การกำหนดปัญหา การก่อร่างนโยบาย การกำหนดนโยบาย การนำนโยบายไปปฏิบัติ และการประเมินนโยบาย
เรื่องที่พูดมานี้จึงค่อนข้างสำคัญ และสำคัญมากไปกว่ามาค้นหาว่าตกลงคำจำกัดความว่า อบจ.คืออะไร ทำอะไร เพราะในแต่ละที่นั้นไม่ได้ทำเหมือนกันทั้งหมด จากข้อจำกัดต่างๆ
พูดให้งงขึ้นอีกนิดก็คือ สิ่งที่น่ารู้เพิ่มเติมก็คือในแต่ละที่นั้น อบจ.ทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ ก็เป็นอีกเรื่องที่น่าจะนำมาอภิปรายหรือเรียนรู้ไปควบคู่กันกับเรื่องว่าแต่ละที่เขาทำอะไรไปบ้าง
เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องใกล้ตัวผู้คนในพื้นที่ แต่ห่างๆ จากสื่อส่วนกลางที่มีความมุ่งหมายที่ดีในการนำเสนอเรื่องราวการเลือกตั้ง อบจ.ทั่วประเทศในครั้งนี้
แต่ด้วยข้อจำกัดในการนำเสนอเชิงประเด็นดังที่ได้กล่าวมา จึงทำให้การนำเสนอและการรับรู้ของผู้คนมองว่าการเลือกตั้ง อบจ.ไปได้ไม่พ้นจากเรื่องการเมืองระดับชาติ มันเลยทำให้ประเด็นเรื่องการเมืองและการเลือกตั้ง อบจ.ในรอบนี้มีข้อจำกัดมากอยู่ (จะว่าไปแล้วข้อจำกัดทางการเมืองของเพื่อไทยเองก็มีส่วนทำให้การเมือง อบจ.ในรอบนี้เป็นเช่นนี้ด้วย)
สิ่งที่ต้องระมัดระวังก็คือ เราเลยมองไม่เห็นว่ามีโครงการอะไรดีๆ ที่ไหนบ้างที่ อบจ.เขาทำแล้วประชาชนชื่นชอบ
หรือมียุทธศาสตร์ และโครงการอะไรที่เป็นไปได้จริงที่หลังการเลือกตั้ง อบจ.รอบนี้แล้วจะเกิดขึ้นได้
หมายถึงว่าจนถึงวันนี้ยังไม่เห็นว่ามีภาพรวมว่าการเมืองเรื่องนโยบายของ อบจ.ที่ไหนสักแห่งที่จะมีการพูดคุยในระดับประเทศกันเลย (เต็มที่คือมีการลองสำนวนการหาเสียงของอาจารย์ชัชชาติกันอยู่ไม่น้อย)
ในอีกด้านหนึ่ง สมมุติว่าเพื่อไทยกวาดเก้าอี้ อบจ.ได้มากที่สุดในประเทศ มันก็ไม่ใช่แค่ว่าจะเป็นแต้มบุญที่ทำให้เพื่อไทยสามารถมีความชอบธรรมในการเมืองระดับชาติได้มากขึ้น อย่างตรงไปตรงมา
แต่อาจเป็นการเมืองระดับชาติที่หลอมรวมเอาคนไม่เอาเพื่อไทยมารวมตัวกันมากขึ้นก็ได้
และอาจจะเพิ่มความฮึกเหิมและอารมณ์ของผู้คนที่ยิ่งรู้สึกว่าเสียงจากการเลือกตั้ง อบจ.ในรอบนี้ ซึ่งเราก็รู้ว่าระบบการจัดการเลือกตั้งนั้นไม่ได้ใช้มาตรฐานชุดเดียวกับการเลือกตั้งทั่วไป ทั้งเรื่องของการเปลี่ยนวันมาเป็นวันเสาร์ และการไม่ให้มีการเลือกตั้งล่วงหน้า ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการประคองและอาจเพิ่มขึ้นของกระแสคนไม่เอาเพื่อไทยในภาพรวมมากขึ้นก็ได้ ไม่ใช่ว่าพรรคเพื่อไทยกระแสจะขึ้นได้อย่างเดียว
สิ่งนี้ไม่ได้พูดเล่นๆ จากการสอบถามความเห็นอย่างไม่เป็นทางการของคนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่ง ก่อนการเลือกตั้ง อบจ. เมื่อสัปดาห์ก่อน พบว่าจำนวนของคนที่เลือกประชาชนไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ในการเลือกตั้งรอบหน้า ซึ่งผมเห็นว่าหลังการเลือกตั้ง อบจ.ต่อให้ประชาชนแพ้ ก็ไม่ได้ทำให้ประชาชนจะได้คะแนนเลือกตั้งระดับชาติลดลง ขณะที่เพื่อไทยนั้นไม่ได้มีคนรุ่นใหม่เลือกมากนักในรอบที่แล้ว และมีแนวโน้มผลการเลือกตั้งรอบหน้าคะแนนเพื่อไทยจะลดลงไปอีก
สิ่งนี้ต้องรอพิสูจน์ครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากเรียนเสนอคือจากข้อมูลที่ลงพูดคุยเล็กๆ น้อยๆ กับคนในพื้นที่จังหวัดแห่งหนึ่ง พบว่า ข้อดีของการเลือกตั้ง อบจ.ในรอบนี้อาจจะไม่ได้อยู่ที่เรื่องน่าเบื่อและเป็นเรื่องเชิงเทคนิคในเรื่องของนโยบายและยุทธศาสตร์จังหวัด แบบที่ผมอยากให้เป็นมากนัก (ซึ่งความคิดเห็นของผมก็ไม่ควรจะต้องเป็นความถูกต้องหนึ่งเดียวอยู่แล้ว)
ความตื่นตัวในระดับจังหวัดอาจไม่ได้เป็นเรื่องบ้านใหญ่หรือไม่บ้านใหญ่ แต่เอาจริงมันคือความคึกคักของความหวังของแต่ละจังหวัดที่ได้เห็นภาพของการปรับตัวของบ้านใหญ่ ทั้งคนเก่าที่พยายามจะหาเสียงที่สร้างภาพลักษณ์ให้ดูทันสมัย มีป้ายที่สีออกส้มทั้งที่ “ไม่ใช่ส้ม”
แต่อีกด้านหนึ่งมีเรื่องที่คนในจังหวัดเรียนผมว่า เขาได้เห็นความตื่นตัวของคนหนุ่มสาวในจังหวัดมากขึ้น ทั้งจากบ้านใหญ่ บ้านกลาง บ้านเล็ก และบ้านเดี่ยวมากขึ้น
การเมืองในแต่ละพื้นที่ในรอบนี้ ต่อให้บ้านใหญ่ชนะ หรือคนรุ่นใหม่ชนะ มันมีบรรยากาศบางอย่างเมื่อเจอเวทีหาเสียงที่เขามาประชันวิสัยทัศน์กัน
คือพวกเขาเป็นคนท้องถิ่นเดียวกัน รู้จักกันทั้งนั้น ยิ่งถ้ารุ่นใหม่แบบลงของบ้านใหญ่ และลงกับประชาชน พวกนี้เป็นเพื่อนกันมาสักช่วงใดช่วงหนึ่งมาก่อน
ยังไม่เห็นคนรุ่นใหม่เอากันถึงตาย แต่เหมือนจะเห็นการเรียนรู้กันว่า ต่อให้อยู่พรรคไหนสีไหน
พวกเขาโตมาด้วยกัน รู้จักกัน และไม่ได้เอาเป็นเอาตายโจมตีกันในการหาเสียง
เท่ากับภาพที่สื่อสนใจการแข่งขันอย่างเอาเป็นเอาตายของการเมืองท้องถิ่นแบบอยู่ร่วมกันไม่ได้ ซึ่งแม้ว่าจะมีการยิงกันตายที่ปราจีนบุรีเมื่อช่วงรับสมัครเลือกตั้งเมื่อเดือนก่อน
การเมืองในท้องถิ่นในรอบนี้ผมเห็นว่าเปลี่ยนไปจริงๆ แม้ว่าผลเฉพาะส่วนการเลือกตั้งอาจจะไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก แต่พลวัตของชนชั้นนำในท้องถิ่นน่าจะเปลี่ยนไปแล้ว
จุดนี้คือจุดตั้งต้นที่ดี และเดี๋ยวจะส่งพลังและจังหวะการขับเคลื่อนไปสู่การเลือกตั้ง อบต.และเทศบาล ในปีต่อไป และจะส่งผลต่อไปยังการเลือกตั้งในระดับชาติในอีกประมาณสองปีข้างหน้า หากเป็นไปตามไทม์ไลน์
สุดท้าย สิ่งที่ต้องเตือนตัวเองในการติดตามเรื่องการเมืองและการเลือกตั้ง อบจ.ในรอบนี้น่าจะอยู่ในเรื่องของการเรียนรู้
มากกว่าลุ้นแต่ผลการเลือกตั้งเท่านั้นครับ
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

