หน้าแรก คอลัมนิสต์ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : จาก ‘ผัวเดียวหลายเมีย-สังคมชายเป็นใหญ่-กฎหมายฟ้องชู้’ จนมาถึง ‘สมรสเท่าเทียม’

22.01.25 | 13:50 น.

หากท่านอ่านคอลัมน์นี้ตรงวันเผยแพร่คือพุธที่ 22 มกราคม พ..2568 ก็เหลืออีกเพียงหนึ่งวันนับถัดจากวันนี้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) ..2567” หรือที่เรียกว่ากฎหมายสมรสเท่าเทียมก็จะมีผลใช้บังคับอย่างสมบูรณ์ และเป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญต่อระบบครอบครัวที่ชอบด้วยกฎหมายของไทย


หลักการสำคัญสุดอยู่ที่มาตรา 1435 และมาตรา 1448 ที่เดิมกำหนดว่าการหมั้นและการสมรสจะทำได้ก็ต่อเมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งเป็นชายและอีกฝ่ายเป็นหญิงก็เปลี่ยนเป็นบุคคลทั้งสองฝ่ายโดยไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับเพศ โดยเมื่อสมรสกันแล้ว ทั้งสองฝ่ายก็เป็นคู่สมรสโดยเท่าเทียมกัน ไม่มีใครเป็นสามีหรือภริยาตามกฎหมายแล้ว ซึ่งเป็นการแก้ไขหลักการและรูปแบบของครอบครัวครั้งสำคัญนับแต่แรกมีกฎหมายลักษณะนี้อย่างกฎหมายสมัยใหม่ในดินแดนสยาม หรือประเทศไทย

หากจะนับกฎหมายครอบครัวของไทยที่อยู่ในรูปแบบกฎหมายยุคใหม่อาจจะต้องถือว่าเริ่มต้นที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะผัวเมีย พุทธศักราช 2473” ในสมัยรัชกาลที่ 7 ช่วงก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร โดยกฎหมายดังกล่าวนำเอาระบบที่ให้การเป็นสามีภรรยากันนี้จะมีกระบวนการจดทะเบียนเพื่อให้ทางการบ้านเมืองรับรู้และยอมรับ ที่เรียกว่าการจดทะเบียนสมรสมาใช้เป็นครั้งแรก

อย่างไรก็ตามรูปแบบครอบครัวตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ เมื่อพิจารณาการกำหนดกำหนดเงื่อนไขและคุณสมบัติของชายหญิงที่จะจดทะเบียนสมรสกันไว้ในมาตรา 14 (3) ว่าหญิงมิได้เป็นภริยาชายอื่นอยู่นั้นย่อมหมายถึงว่าหากชายเป็นภรรยาของหญิงใดอยู่ก็ยังชอบที่จะจดทะเบียนสมรสกับหญิงอื่นโดยชอบด้วยกฎหมายได้ ซึ่งก็สอดคล้องกับวัฒนธรรมเดิมของไทยที่ถือระบบผัวเดียวที่ยอมรับว่า ชายผู้เป็นสามีอาจมีหญิงเป็นภรรยาได้มากกว่า 1 คนพร้อมกัน แต่หญิงนั้นจะมีสามีได้เพียงคนเดียวในระหว่างการสมรส 

Advertisement

ผู้รู้ด้านกฎหมายและวัฒนธรรมครอบครัวของไทยเคยอธิบายให้ฟังว่า แม้ในทางวัฒนธรรมผัวเดียวหลายเมียจะอนุญาตให้ชายมีหลายเมียได้โดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่การมีหลายเมียนั้นก็เป็นคนละเรื่องกับการนอกใจหรือการผิดลูกผิดเมียที่ถือเป็นการทุศีลข้อกาเมสุมิฉาจารตามเบญจศีล เพราะเมียน้อย” “เมียรองหรือเมียเล็กที่จะนับว่าชอบธรรมตามธรรมเนียมประเพณีแล้ว หญิงนั้นจะต้องยินยอมมาเป็นเมียชายผู้นั้นโดยรู้อยู่แล้วว่าตนจะได้เป็นเมียน้อยหรือเมียเล็กเมียรองด้วย หากเธอยังมีพ่อแม่ พ่อแม่ก็ต้องยินยอมยกให้ และในหลายครอบครัวเมียหลวงหรือภรรยาคนแรกตามประเพณีก็รู้เห็นยินยอม หรือแม้แต่หาเมียน้อยให้สามีด้วยซ้ำ

แน่นอนว่าในทางความเป็นจริงก็มีกรณีที่หลอกลวงกันมาสัญญาว่าจะให้เป็นเมียหลวงหรือเมียเดียวแต่แล้วก็ตระบัดสัตย์ หรือปลุกปล้ำขืนใจบังคับให้เป็นเมีย ทั้งเรื่องนี้ก็มีข้อโต้แย้งอยู่แหละว่าความยินยอมให้สามีมีเมียน้อยหรือยินยอมไปเป็นเมียน้อยชายใดนี้จะเรียกว่าความยินยอมโดยสมบูรณ์ไม่ได้ เพราะมันเป็นความยินยอมแบบจำยอมเพราะถูกครอบงำโดยความคิดในวัฒนธรรมประเพณีแบบชายเป็นใหญ่แต่ใคร่ขออนุญาตละไว้ยังไม่อภิปรายกันในโอกาสนี้

ความเปลี่ยนแปลงครั้งแรกอันถือเป็นครั้งสำคัญในเชิงรูปแบบระบบครอบครัวไทยเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ..2478 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร ที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบครอบครัวไทยจากระบบผัวเดียวหลายเมียข้างต้น มาเป็นระบบผัวเดียวเมียเดียวหรือเท่ากับว่าบุคคลจะมีคู่สมรสที่รัฐและกฎหมายรับรู้รับรองได้ครั้งละหนึ่งคนเท่านั้น ซึ่งมาตรา 1445 (3) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็กำหนดให้ว่า ชายและหญิงที่จะมาจดทะเบียนสมรสกันได้นั้น ชายหรือหญิงทั้งคู่ต้องมิได้เป็นคู่สมรสของบุคคลอื่นอยู่ ความเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปโดยสอดคล้องกับที่แนวความคิดแบบประชาธิปไตยและความเสมอภาคได้รับการปลูกขึ้นแล้วในประเทศหลังการอภิวัฒน์ 24 มิถุนายน 2475 

แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องยอมรับว่าอิทธิพลของวัฒนธรรมเดิม ความคิดชายเป็นใหญ่นั้นก็ยังปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งว่าด้วยครอบครัว เช่น กำหนดให้สามีมีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของครอบครัวมากกว่า สตรีจะทำนิติกรรมที่ผูกพันถึงทรัพย์สินของครอบครัวต้องได้รับความเห็นชอบจากสามีด้วย หรือแม้แต่ในกฎหมายอื่นๆ ก็มีร่องรอยของความคิดแบบชายเป็นใหญ่ เช่น ในประมวลรัษฎากร สมัยหนึ่งเคยถือว่ารายได้ของภรรยาในบางกรณีถือเป็นรายได้ของสามีและสามีมีภาระต้องเสียภาษีนั้น เนื่องจากเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นบนแนวคิดว่าชายเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว และเป็นผู้มีรายได้ส่วนใหญ่ 

รวมถึงก่อนปี พ..2546 การที่ผู้หญิงแต่งงานกับผู้ชายนั้นกฎหมายบังคับให้ต้องเปลี่ยนนามสกุลมาใช้เป็นนามสกุลของสามี และเปลี่ยนคำนำหน้านามจากนางสาวเป็นนางซึ่งภายหลังศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 12/2546 วินิจฉัยว่าการบังคับให้หญิงสมรสแล้วต้องเปลี่ยนนามสกุลมาใช้ตามสามีโดยไม่มีทางเลือกนั้นขัดหรือแย้งต่อความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญ จนนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายชื่อบุคคลและคำนำหน้าชื่อสตรีจนถึงปัจจุบันนี้

แม้แต่หากแต่งงานกันไปแล้วอยู่ด้วยกันไม่ได้จะหย่าจากกัน เหตุที่กฎหมายถือเป็นเหตุให้ฟ้องหย่าได้แม้อีกฝ่ายจะไม่ยินยอม เดิมในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ฉบับดั้งเดิม เคยกำหนดไว้เพียงกรณีว่าภริยามีชู้ สามีฟ้องหย่าได้แต่ไม่ได้กำหนดเหตุอย่างเดียวกันไว้สำหรับกรณีที่สามีไปทำพฤติกรรมลักษณะเดียวกันที่จะเกิดสิทธิให้ฝ่ายภรรยาฟ้องหย่าได้ ต่อมาจึงได้มีการแก้ไขเป็นว่าสามีอุปการะหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาหรือภริยามีชู้อีกฝ่ายฟ้องหย่าได้ซึ่งก็ยังคงมีความเหลื่อมล้ำกันอยู่ ในแง่ที่ว่าหากฝ่ายหญิงภรรยามีชู้ คือมีความสัมพันธ์ทางเพศกับชายอื่นให้จับได้เพียงครั้งเดียวก็เป็นเหตุให้ฝ่ายสามีฟ้องหย่าได้ แต่กรณีของผู้ชายนั้นเพียงการไปมีความสัมพันธ์ทางกายเพียงครั้งคราว แต่หากไม่ถึงขนาดเลี้ยงดูหรือยกย่องเยี่ยงภรรยาอีกคนก็ยังไม่ใช่เหตุหย่า 

จนกระทั่งกฎหมายนี้ได้รับการแก้ไขอีกครั้งในปี พ..2550 เป็นว่าสามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

เมื่อกรณีที่ต้องหย่ากันเพราะมีผู้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับคู่สมรสของตนเอง หรือในการเรียกค่าเสียหายจากเรื่องดังกล่าว กฎหมายที่ให้สิทธิหรืออำนาจคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องร้องบุคคลผู้เข้ามายุ่มย่ามคู่สมรสตัวเองในทางกามโดยมิชอบนั้น สิทธิของชายผู้เป็นสามีก็ยังเหลื่อมหรือมีมากกว่าฝ่ายภรรยาอยู่นิดหน่อยเช่นกัน 

บทบัญญัติดังกล่าวอยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง เดิมกำหนดไว้ว่าสามีจะเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งล่วงเกินภริยาไปในทำนองชู้สาวก็ได้ และภริยาจะเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวก็ได้ 

ตัวบทที่แตกต่างกันระหว่างกรณีของสามีกับภรรยานี้แสดงถึงร่องรอยความคิดแบบชายเป็นใหญ่ได้อย่างชัดเจนว่าในสายตาของกฎหมายนั้นความเสียหายต่อการถูกละเมิดคู่สมรสของชายและหญิงต่างกัน ในกรณีของฝ่ายชายนั้นถูกมองว่าเปราะบางต่อความเสียหายมากกว่า กล่าวคือใครก็ตามมาล่วงละเมิดต่อคู่ของตนแม้เพียงครั้งเดียวก็นับเป็นความเสียหาย 

ในขณะที่กรณีของหญิงนั้น ความเสียหายจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีพฤติกรรมไปถึงขนาดว่าจะมาเป็นภรรยาหรือคู่รักใหม่ของชายที่เป็นสามีจึงนับว่าจะมีความเสียหายเกิดขึ้น หรือกล่าวได้ว่ากรณีการรบกวนชีวิตคู่ต่อฝ่ายหญิงนั้นเปราะบางต่อความเสียหายน้อยกว่า

เมื่อปีที่แล้ว ก่อนที่รัฐสภาจะผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ตามคำวินิจฉัยที่ 13/2567 ว่าบทบัญญัติเกี่ยวกับการฟ้องชู้ดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ โดยเหตุผลที่ศาลรัฐธรรมนูญให้ไว้สรุปได้ว่า เมื่อพิจารณาในมุมฝ่ายชายแล้ว กฎหมายดังกล่าวนั้นเปิดโอกาสให้ฟ้องร้องเอาผิดครอบคลุมได้หลายบุคคลมากกว่า เนื่องจากตัวบทใช้คำว่าผู้ซึ่งล่วงเกินภริยาของตน ซึ่งผู้ซึ่งนี้อาจครอบคลุมเป็นหญิงอื่น ชายอื่น หรือบุคคลอื่นๆ ก็ได้ แต่ในมุมของฝ่ายหญิง ตัวบทใช้ถ้อยคำว่าหญิงอื่นดังนั้น ฝ่ายภรรยาจึงจะสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้เฉพาะกรณีที่สามีไปมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่น แต่หากมีชายอื่น หรือบุคคลที่มีเพศสภาพอย่างอื่น ก็ไม่อาจฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากผู้นั้นได้ นอกจากนี้กฎหมายยังกำหนดเงื่อนไขไว้ด้วยว่า กรณีที่ฝ่ายสามีจะฟ้องร้องผู้ซึ่งไม่ว่าจะมีเพศใดๆ ด้วยเหตุเพียงว่ามาล่วงเกินภรรยาของตนไปในทำนองชู้สาวก็ได้ ในขณะที่ฝ่ายภรรยา หากจะฟ้องนอกจากจะฟ้องได้แค่กับหญิงเท่านั้นแล้ว หญิงนั้นต้องแสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวด้วย 

ซึ่งจะเห็นว่ามีความไม่เสมอกันอยู่ถึงสองเด้ง นั่นคือถ้าผู้หญิงอื่นนั้นมีความสัมพันธ์กับสามีของตัวเองแบบกินกันเงียบๆ ไม่กระโตกกระตาก ก็ยังฟ้องชู้ตามกฎหมายนี้ไม่ได้ หรือต่อให้เป็นกรณีเปิดเผย แต่มือที่สามนั้นเป็นผู้ชาย” “นอนไบนารีหรือผู้นิยามเพศของตนรูปแบบอื่นๆ ก็ไม่สามารถฟ้องเรียกค่าทดแทนกรณีนี้ได้เช่นกัน แต่ก็อาจจะไปฟ้องตามหลักทั่วไปแห่งกฎหมายละเมิดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ว่าการกระทำของมือที่สามนั้นเป็นการละเมิดต่อชื่อเสียงเกียรติยศหรือทำให้อับอายไม่เป็นสุข 

ความแตกต่างเหลื่อมล้ำตรงนี้เอง ศาลรัฐธรรมนูญจึงมองว่ากฎหมายฟ้องชู้ตามประมวลกฎหมายแพ่งฉบับเก่านั้น ขัดหรือแย้งต่อมาตรา 27 ที่กำหนดให้ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน แต่อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญก็กำหนดในคำบังคับให้สภาต้องแก้กฎหมายเรื่องฟ้องชู้นี้ให้สอดคล้องต่อรัฐธรรมนูญภายใน 360 วัน ซึ่งในที่สุดก็ทราบกันแล้วว่าไม่จำเป็นต้องแก้ไข เพราะมีการตรากฎหมายสมรสเท่าเทียมออกมาแล้ว 

ปัจจุบัน มาตราที่ว่าด้วยการฟ้องชู้ตามกฎหมายสมรสเท่าเทียมนี้ กำหนดให้คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งล่วงเกินคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งไปในทํานองชู้ หรือจากผู้ซึ่งแสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งในทํานองชู้ก็ได้โดยคำว่าคู่สมรสนี้ หมายถึงทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะเป็นเพศอะไรก็ได้ ตามหลักการของกฎหมายสมรสเท่าเทียม

จากประวัติศาสตร์ของกฎหมาย เราจะได้เห็นว่ากฎหมายที่สอดคล้องกับเรื่องครอบครัวอันเป็นสถาบันชั้นต้นของสังคมนั้นได้ปรับเปลี่ยนมาเรื่อยๆ บางครั้งกฎหมายก็ก้าวนำความคิด ความเชื่อ หรือวัฒนธรรมดั้งเดิม เช่น เรื่องระบบผัวเดียวเมียเดียว หรือบางครั้งความก้าวหน้าทางความคิดของสังคมก็ส่งผลต่อการแก้ไขกฎหมาย เช่น ความคิดแบบชายเป็นใหญ่ที่ค่อยๆ ถูกแก้ไขมาเรื่อยๆ ตามความเข้าใจของสังคมและวัฒนธรรมที่ยอมรับในความเท่าเทียมของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะโดยกฎหมายครอบครัวและกฎหมายต่างๆ รวมถึงตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จนมาสุดทางที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมที่จะใช้บังคับอยู่ในวันพรุ่งนี้แล้ว

แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนไปนั้น คือเรื่องชู้สาวของผู้อื่นนั้นถือเป็นความบันเทิงของผู้คนจำนวนมาก และยิ่งถ้าเรื่องชู้สาวนั้นเป็นของบุคคลสาธารณะละก็ เรื่องที่ควรกินในที่ลับจะกลับกลายเป็นนาฏกรรมความบันเทิงของสังคมไปได้

กล้า สมุทวณิช