หน้าแรก คอลัมนิสต์ ภูมิทัศน์สื่อ...

ภูมิทัศน์สื่อไทย2560 : โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

21.03.17 | 13:15 น.

ในฐานะที่ติดตามและทำงานสื่อเองมาหลายปี แม้ว่าตัวผมเองจะไม่เคยคิดว่าการทำงานสื่อของผมนั้นเป็นงานที่พิเศษอะไร อาจเป็นเพราะว่าผมทำงานสื่อควบคู่กับการทำงานอย่างอื่นด้วย ไม่ใช่เป็นสื่ออย่างเดียว ผมก็เลยรู้สึกว่าการทำงานสื่อควบคู่กับการทำงานอย่างอื่นไปด้วยนั้น มันช่วยทำให้เรามีมุมมองที่เกี่ยวข้องกับสื่อได้หลายมุมหน่อยคือ เป็นทั้งคนในและคนนอกวงการไปในเวลาเดียวกัน

ผมพบกับความเปลี่ยนแปลงและอยากตั้งคำถามกับความเปลี่ยนแปลงอยู่หลายข้อดังต่อไปนี้

1หนังสือไม่มีวันตายจริงไหม? คำถามที่สำคัญจริงๆ แล้วอยู่ที่ว่า “ตัวหนังสือ” ไม่มีวันตายต่างหาก
แต่หนังสือนั้นเปลี่ยนรูปเล่มไปนานแล้ว ไม่นับเรื่องของนิตยสารต่างๆ
จะเห็นว่าคนอ่านหนังสือเป็นเล่มๆ น้อยลง แต่เปลี่ยนพฤติกรรมในการซื้อหนังสือจากร้านหนังสือไปเป็นสัปดาห์หนังสือ

ขณะเดียวกัน ด้วยความเร่งรีบคนก็ยังอ่านสื่อที่เป็นตัวหนังสืออยู่มาก ปรากฏการณ์ของสื่อใหม่ๆ ที่เขียนให้สั้นลง สะท้อนว่าคนที่มีความชำนาญในเรื่องของความสามารถในการใช้คำให้สั้นก็จะมีโอกาสสื่อสารได้ดี

ไม่ใช่แค่เป็นคนออกแบบกราฟิก แต่หมายถึงคนที่ออกแบบคำที่สำคัญ หรือ “หัวไม้” หรือพาดหัวข่าวในแบบเดิม

Advertisement

ความสำคัญของการเขียนและตัวหนังสือกำลังกลับมาในยุคอินเตอร์เน็ต เพราะบ่อยครั้งตัวหนังสือทำหน้าที่สื่อสารได้ดีกว่าภาพ หรือทำให้เกิดข้อจำกัดน้อยกว่า เช่น การอ่านในที่ทำงาน หรือในเครื่องมือสื่อสารขนาดเล็ก

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ คนที่คิดว่าตัวเองมีความเก๋าและเข้าใจสื่อที่เป็นตัวหนังสือนั้น เขาเข้าใจและเท่าทันภูมิทัศน์สื่อใหม่มากน้อยแค่ไหน?

สิ่งที่ต้องระวังก็คือ ในโลกของสื่อใหม่นี้ แม้ว่าตัวหนังสือจะมีความสำคัญ แต่ความนิยมในสื่อกับความแท้ของสื่อในความหมายเดิมๆ อาจไม่มีจริงอีกต่อไป

พูดง่ายๆ สื่อที่ไปลอกคนอื่นมา อาจจะขายได้ดีกว่าคนที่เขียนข่าวคนแรก

นักคิดที่พยายามคิดพยายามเขียน อาจจะเขียนหนังสือออกมาแล้วมีคนรู้จักน้อยกว่าคนที่เที่ยวไปก๊อบปี้ หรือลอกงานของคนอื่นมาปรุงใหม่ก็ได้

นี่ไม่ใช่เวลาที่จะต้องมาคิดหรือคร่ำครวญถึงความแท้และความแน่ของนักเขียนอีกต่อไป

นักวิจัยที่เขียนงานวิชาการเป็นเล่ม อาจจะส่งผลสะเทือนต่อสังคมน้อยกว่าความเห็นในเฟซบุ๊กไม่กี่บรรทัด

สื่อที่ตีพิมพ์บทความของอาจารย์ระดับศาสตราจารย์แล้วขายเป็นหนังสือพิมพ์ในราคาสิบบาท แล้วตัดแปะบทความนั้นลงไปในเว็บเลย กับอีกเว็บหนึ่งที่นำเอาบทความทำนองเดียวกันมาปรับเขียนใหม่ จะโดยอ้างอิงหรือไม่อ้างอิง แต่มีการพาดหัวที่สวยกว่า มีการปรับปรุงรูปแบบภาษาใหม่ ปรับภาพให้สวย อาจจะมีคนเข้าอ่าน หรือเข้าไปแชร์มากกว่าบทความที่เป็นต้นธาร

โดยที่ผู้อ่านไม่ได้สนใจจะรู้ว่าต้นธารของความรู้นั้นมาจากไหนด้วยซ้ำ

เรื่องที่สำคัญจึงต้องตั้งคำถามก่อนว่า ความรู้และข้อมูลนั้นมีไว้ทำไม และมีความหมายอะไรในโลกสมัยนี้ อย่าเพิ่งไปคิดว่าความรู้และข้อมูลคือข้อเท็จจริงในระดับที่เปลี่ยนโลกอะไรขนาดนั้น

บางทีข้อมูลความรู้ยุคนี้อาจจะมีระดับของการ “เล่าสู่กันฟัง” มากกว่าความรู้ในระดับเปลี่ยนโลก หรือใครเป็นคนที่คิด ไม่สำคัญเท่ากับใครเป็นคนแชร์ และแชร์ในชุมชนไหนเพื่อความมุ่งหมายอะไร

2ทีวีมีไว้ทำไม ทีวีตายแล้วจริงไหม? คำตอบก็คือ ทีวีไม่เคยตาย แต่ที่ผ่านมาคนไม่รู้จักทีวี
ดีพอมีอยู่มาก

ปรากฏการณ์ของการมีรายการที่มียอดชมถล่มทลายของรายการโทรทัศน์บางรายการ แต่ก็มีคนบ่นว่าทำไมรายการต่างๆ ในทีวีนั้นมีลักษณะที่คล้ายกันไปหมด โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของรายการประเภทประกวดร้องเพลง และรายการประเภทเต็มไปด้วยกรรมการที่ให้ความเห็นและตัดสินคนอย่างรวดเร็วหน้าจอ ทำให้คนหลายคนรู้สึกว่าตอนนี้ทีวีเป็นเรื่องที่มีสูตรสำเร็จอยู่ไม่กี่สูตร แต่สูตรสำเร็จนี้ก็ยากจะลอกเลียนเช่นเดียวกัน

คำตอบที่น่าลองค้นหาด้วยกันก็คือ ทีวีมันไม่ได้เป็นอย่างนี้โดยธรรมชาติของมันเองตั้งแต่แรก แต่มันมีเหตุปัจจัยหลายประการที่ทำให้เกิดความท้าทายในเรื่องของสื่อโทรทัศน์ แม้ว่าในภาพรวมแล้วเราจะมีทีวีดิจิทัลและมีทีวีดาวเทียม หรือใครๆ ก็มีโอกาสเข้าสู่วงการนี้ได้ง่ายขึ้นกว่ายี่สิบปีก่อน

คำตอบใหญ่สามประการที่ต้องยอมรับกันว่าทีวีมันขึ้นกับเหตุปัจจัยนี้ก็คือ

หนึ่ง เรามีระบบการเมืองที่ไม่เปิด แต่เรามีทีวีที่เปิด ดังนั้นทีวีก็ทำอะไรได้ไม่มาก จะใช้เสรีภาพในการนำเสนอข่าวอะไรก็ทำได้ไม่มากนัก รายการจำนวนมากถูกตรวจสอบ ถูกขอความร่วมมือทางตรงและทางอ้อม การทำงานของสื่อเองก็เต็มไปด้วยการพยายามเซ็นเซอร์ตัวเอง ไม่นับว่าการสื่อสารนั้นอาจไม่ได้มุ่งหวังไปที่ความจริงเท่ากับความบันเทิงและยอดผู้ชมเสมอไป

สอง นอกจากเรามีระบบการเมืองที่ไม่เปิดแล้ว เรายังมีระบบสังคมที่บิดเบี้ยว เป็นสังคมอาณานิคมที่เมืองครอบงำชนบท แต่ขณะเดียวกันคนชนบทก็ถืออำนาจด้านการบริโภคอยู่ไม่น้อย ปรากฏการณ์ของสื่อจริงๆ จึงเป็นการต่อรองระหว่างการกำหนดเนื้อหาที่จะต้องสงวนเอาความเหนือกว่าของบางเรื่องบางราวเอาไว้ท่ามกลางภาพลักษณ์ของการนำเสนอที่ดูว่าเป็นเรื่องของทุกๆ คน

คนที่ศึกษาเรื่อง media studies คงจะเข้าใจในเรื่องนี้ได้ดีว่า ท่ามกลางสื่อที่ปรากฏตัวออกมาในแต่ละวันนั้น ผู้ที่ประกอบสร้างสื่อนั้นต้องต่อสู้และต่อรองกับอะไรบ้าง กว่าที่สื่อจะสามารถปรากฏออกมาได้ ไม่นับว่าได้รับความนิยม

รายการประกวดร้องเพลงบางรายการที่เคยได้รับความนิยมจะมีลักษณะที่เกิดการโหวตชนะจากทางบ้านที่แตกต่างจากความเห็นในสื่อออนไลน์ หรือรายการบางรายการไม่ค่อยได้รับการพูดถึง แต่เรตติ้งทั้งประเทศถล่มทลาย

ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่ามีคนดูเท่าไหร่เท่านั้น หรือมีคนดูมาจากไหน แต่ต้องพิจารณาต่อด้วยว่าทำไมสูตรสำเร็จเช่นนั้นจึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาเหล่านั้นได้ และความนิยมในสื่อเหล่านั้นในช่วงเวลานั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น เอาเข้าจริงแล้วสิ่งที่สำคัญถ้าจะตอบกันตรงๆ ว่า “ทีวีมีไว้ทำไม” ก็คงจะต้องตอบว่า ทีวีนั้นมีไว้เพื่อความบันเทิง แต่มันก็ไม่ง่ายที่เราจะประกอบสร้างสูตรสำเร็จของความบันเทิงอันนั้นออกมาในแต่ละช่วงเวลา

สาม ถ้าทีวีนั้นมีไว้เพื่อความบันเทิงแล้ว อะไรคือคู่แข่งหรือข้อจำกัดของทีวี? คำตอบก็คือ ทีวีนั้นพ่ายแพ้กับเทคโนโลยีใหม่คือสื่อออนไลน์นั่นแหละครับ อันนี้ใครๆ ก็น่าจะตอบได้ แต่สิ่งที่ต้องการจะบอกก็คือ คนที่ยังทำทีวีหรือเสพทีวีแล้วคิดว่าทีวีคือเทคโนโลยี real time นั้นคิดผิด เพราะทีวีไม่เคยเป็นเทคโนโลยีที่ “สด” สำหรับคนที่ทำงานทีวี พวกเขารู้ดีว่าสิ่งที่ทำออกมาในแต่ละวันนั้นคือการแสดงออกเสมือนจริง เสมือนว่าสด แต่ด้วยระบบการผลิตมากมาย ระบบการถ่ายทอดทีวีนั้นจะมีระบบการผลิตที่ยุ่งยากซับซ้อน ทั้งขั้นตอนและต้นทุน ที่ทำให้สุดท้าย ทีวีไม่สามารถตอบสนองต่อความรวดเร็วในบางเรื่องได้เสมอไป

ทีวีจึงทำหน้าที่ในการบอกเล่าหรือสร้างความบันเทิงได้ดี ทีวีไม่มีวันตาย แต่ทีวีไม่ได้มีไว้ถ่ายทอดความจริงในแบบสดๆเสมอไป ดังนั้น คนที่เสพทีวีก็จะต้องเข้าใจข้อจำกัดร้อยแปดของทีวี ซึ่งเอาเข้าจริงคนจำนวนมากก็รู้ และพวกเขาแสวงหาข้อมูลและความบันเทิงจากทีวีได้เต็มที่เท่าที่เขาจะทำได้ หรือการบอกเล่าเรื่องราวในทีวีบบางครั้งก็ไม่สามารถทำได้ตรงๆ เสมอไป แต่ทุกคนก็สามารถเข้าใจตรงกันได้ในระดับหนึ่งเช่นกัน

3อนาคตของสื่อใหม่-สื่อใหม่มีอนาคตไหม? สิ่งที่เราสนใจกันในสื่อใหม่มักจะเป็นเรื่องของความหวือหวาในความรวดเร็วในเรื่องเทคโนโลยี เรามักเชื่อว่าสื่อใหม่จะลดช่องว่างการสื่ือสารได้มากขึ้น เพราะเข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น และใช้เวลาน้อยลงและสดขึ้น

สิ่งที่ต้องตั้งคำถามสำคัญในสื่อใหม่นอกเหนือจากตัวเทคโนโลยีที่รวดเร็วนั้นมีสองเรื่อง

หนึ่ง คือ สื่อใหม่นั้นสร้างระบบตัวแทนการสื่อสารใหม่ ให้ความสำคัญกับการแบ่งปันการสื่อสารผ่านการส่งต่อจากผู้รับสารกันเอง ทำให้ผู้รับสารกลายเป็นผู้ส่งสารเสียเอง

พูดง่ายๆ สื่อในความหมายใหม่คือทุกคน ดังนั้นเมื่อสื่อคือทุกคน สิ่งที่เปลี่ยนไปจึงไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือรูปแบบของการสื่อสารการแบ่งปันข้อมูล สิ่งที่เรียกว่าการรู้เท่าทันสื่อก็เปลี่ยนไป บางครั้งการที่เรากดไลค์ กดแชร์ หรือส่งต่อสื่อนั้นอาจจะไม่ได้มีผลในการส่งผ่านความจริงเสมอไปด้วยซ้ำ เพียงแต่เป็นการรับรู้และแสดงออกถึงการอยู่ในชุมชนของความหมายเดียวกัน โดยไม่ได้สะท้อนว่าเราคิดกับเรื่องนั้นอย่างไรด้วยซ้ำ

ในแง่นี้แน่นอนว่าเรื่องของจริยธรรมสื่อมันย่อมจะเป็นเรื่องใหญ่ แต่มันคงไม่ใช่เรื่องสูงส่งที่จะต้องมีในอาชีพหนึ่งอาชีพเดียว เมื่อทุกคนเข้าถึง และได้รับผลกระทบ รวมทั้งเป็นสื่อเสียเองแล้ว บทบาทที่จะต้องมีต่อการสื่อสารของทุกคนก็จะต้องเปลี่ยนไป ความหมายความเข้าใจที่จะต้องมีต่อผู้อื่น หรือที่เรียกว่าสาธารณะก็ย่อมจะต้องเปลี่ยนไป

นี่คือโอกาสอันดีของการสร้างสรรค์สื่อใหม่ๆมากกว่า นี่คือวิกฤตที่เรียกร้องความพิเศษของเผ่าพันธุ์ที่เรียกว่าสื่อ ขณะที่สื่อเป็นกิจกรรมของทุกคนมากขึ้น

สอง ในอีกทางหนึ่ง สิ่งที่น่ากลัวมากขึ้นในระบบสื่อใหม่นั้นคือระบบสมองกล (data analytics) หรือระบบสมองกลที่ทำงานในแต่ละวันซึ่งกำลังมีบทบาทมากขึ้น มากกว่าสิ่งที่คนถกเถียงกันในโลกยุคอุดมการณ์ที่เชื่อว่าอุดมการณ์กับธุรกิจนั้นอาจจะสวนกระแสกัน

ในโลกยุคที่แล้ว เราอาจจะเชืื่อว่ายอดขายหรือยอดโฆษณานั้นมีผลต่อการผลิตสาระของสื่อมากที่สุด โดยมีเอเยนซี่เป็นผู้ที่ผูกขาดระบบเข้าถึงและคำนวณเรตติ้งเอาไว้ได้

สิ่งที่เรากำลังเผชิญในอนาคตนี้ก็คือ ระบบเรตติ้งนั้นเปลี่ยนไป เราจะสามารถวัดเรตติ้งได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านเอเยนซี่ แต่ในขณะเดียวกัน โดยธรรมชาติของเรตติ้งสมัยใหม่นี้ เราอาจจะต้องย้อนกลับมาคิดใหม่ว่าคนต้องการอะไรจากการเสพข้อมูลข่าวสาร และความบันเทิง

เราอาจจะต้องเริ่มสนใจว่า จริงไหมที่ข้อมูลที่เราคลิกเข้าไปอ่านนั้นให้อะไรกับเรา หรือมันเป็นเพียงช่องทางที่ทำให้คนสร้างสื่อนั้นสร้างช่องทางที่จะเอาข้อมูลของผู้อ่านไปคำนวณและผลิตสื่อและสินค้ามาให้เรา

แทนที่เราจะเป็นผู้ที่ได้ข้อมูลจากการอ่านสื่อ การที่เราใช้เวลาในการอ่านสื่อ กลับทำให้บริษัทโฆษณาคิดจะเอาของมาขายเราเนียนๆ ในรูปแบบของการผลิตเนื้อหาให้เราอ่าน หรือทำให้เราวนเวียนอยู่ในโลกของข้อมูลที่หาทางออกไม่ได้เพียงเพื่อเขาต้องการจะหาทางเอาข้อมูลของเราไปขายต่อ หรือขายของให้เราไปเรื่อยๆ ด้วยระบบสมองกลใหม่ๆ ในการคำนวณ
และคาดเดาพฤติกรรมของเราที่นับวันจะแม่นยำมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยระบบอภิมหาข้อมูลข่าวสารต่างๆ

ลองสังเกตพฤติกรรมของตัวท่านเองในการเสพสื่อในวันนี้ให้มากเข้าไว้ แล้วท่านอาจจะรู้สึกได้มากขึ้นว่า จริงไหมที่ท่านได้ข้อมูลจาก “ระบบ” หรือวันๆ “ระบบได้ข้อมูลจากท่าน” และระบบที่ได้ข้อมูลจากท่านนั้นเอาข้อมูลของท่านไปทำอะไรบ้าง

เรื่องตลกร้ายอาจจะเกิดขึ้นในอนาคตที่อาจจะเกิดขบวนการของคนที่เสพสื่อน้อยลง และย้อนกลับไปใช้ระบบสื่อแบบเชื่อมโยงคนอื่นน้อยลง เพราะว่าเขาอาจจะต้องการถูกเชื่อมโยงเข้ากับโลกน้อยลงก็อาจเป็นได้

เราอาจจะพูดได้ว่า วันนี้สื่อมีอนาคตครับ แต่อนาคตของสื่อกับอนาคตของเราอาจไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอไปครับ

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์