หน้าแรก คอลัมนิสต์ ที่ระลึก 250 ...

ที่ระลึก 250 ปี อยุธยาธนบุรี ‘อยุธยาไม่เคยสิ้น รากเราไม่เคยสูญ’:โดย สุกรี เจริญสุข

22.03.17 | 11:30 น.

Version:1.0 StartHTML:0000000167 EndHTML:0000017757 StartFragment:0000000634 EndFragment:0000017741

วั
นที่ 7 เมษายน พ.ศ.2560 เป็นวันครบ 250 ปี การล่มสลายของกรุงศรีอยุธยาราชธานีของสยาม ซึ่งได้ดำรงความเป็นเมืองหลวงมาตั้งแต่ พ.ศ.1893 กระทั่งถึง พ.ศ.2310 เป็นเวลา 417 ปี เมื่อกรุงศรีอยุธยาได้สิ้นสุดลง ก็เกิดกรุงธนบุรีขึ้น เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2310 ซึ่งปีนี้ก็เป็นปีที่ครบ 250 ปี ของการก่อสร้างกรุงธนบุรี ราชอาณาจักรก่อนอาณาจักรรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน

นักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี นักจารีตนิยม และนักโหยหาอดีตทั้งหลาย ต่างก็เห็นพ้องต้องกันที่จะจัดงานขึ้นเพื่อรำลึก 250 ปี ของการล่มสลายของกรุงศรีอยุธยา และการก่อกำเนิดกรุงธนบุรี ในเวลาที่ใกล้เคียงกัน โดยจัดงานขึ้นในรูปแบบต่างๆ อาทิ นิทรรศการ เสวนาวิชาการ การนำเสนอบทความทางวิชาการ เป็นต้น การรื้อฟื้นความเจริญรุ่งเรืองของกรุงศรีอยุธยา เป็นภาพที่เห็นไม่กระจ่างชัดนัก เพราะหลักฐานที่เป็นรูปธรรมอยู่กระจัดกระจาย เหลือแต่ร่องรอยวัด เจดีย์ ก้อนอิฐ และซากปรักหักพัง ส่วนวิถีชีวิตของคนกรุงศรีอยุธยาก็ไม่เหลืออะไรให้ได้สัมผัสมากนัก ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลและบันทึกของชาวยุโรปที่เข้ามาในสมัยกรุงศรีอยุธยา

บ้างก็ว่า พม่าไม่ได้ทำลายกรุงศรีอยุธยาราบคาบและย่อยยับ บางข้อมูลบอกแบบพงศาวดารกระซิบว่า คนไทยกันเองที่ร่วมกันทำลายกรุงศรีอยุธยามากกว่าพม่า "ยามศึกเรารบ ยามสงบเราก็รบกันเอง"

วงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย ได้รับมอบหมายให้บรรเลงเพลงคลาสสิกที่เกี่ยวข้องกับกรุงศรีอยุธยา ในรายการพิเศษเพื่อร่วมรำลึก 250 ปี ความล่มสลายของอยุธยาราชธานี และการเกิดใหม่กรุงธนบุรี ในวันที่ 24-25 มีนาคม 2560 ณ หอแสดงดนตรีมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล การบรรเลงครึ่งแรกเป็นผลงานของ ดร.ณรงค์ ปรางค์เจริญ และผลงานของ พ.อ.ประทีป สุพรรณโรจน์ ซึ่งถือว่าเป็นนักประพันธ์เพลงชั้นแนวหน้าของไทย มีผลงานนำเสนอต่อผู้ฟังอย่างต่อเนื่องมากที่สุดในปัจจุบัน 

ส่วนครึ่งหลังเป็นผลงานของ มาร์คัส ทริสตัน (Marcus Tristan) นักประพันธ์เพลงชาวอังกฤษ โดยคำแนะนำจากท่านอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์

ณ
รงค์ ปรางค์เจริญ เป็นนักประพันธ์เพลงชาวไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ประกอบอาชีพเขียนเพลง ใช้ชีวิตอยู่ในอเมริกา ได้สร้างผลงานที่เกี่ยวกับสังคมไทยหลายชิ้น เชื่อว่าวันหนึ่งจะมีเพลงคลาสสิกที่มีสายเลือดไทยอยู่ในประวัติศาสตร์เพลงคลาสสิกโลก ซึ่งทุกวันนี้ประวัติศาสตร์ดนตรีคลาสสิกโลกก็ได้บันทึกเพลงเชื้อสายตะวันออกไว้แล้ว มีทั้งนักประพันธ์เพลง นักดนตรีชาวญี่ปุ่น จีน เกาหลี ซึ่งไทยก็ปรากฏอยู่ในเวทีโลกด้วย

ณรงค์ ปรางค์เจริญ ได้เลือกบทกวีบางส่วนจากเพลงยาวนิราศของกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เมื่อเสด็จไปตีเมืองพม่า พ.ศ.2336 หลังจากกรุงศรีอยุธยาแตก มาแต่งเป็นเพลงร้อง ซึ่งใช้บทกวีชมความงดงามของกรุงศรีอยุธยา โดยมีคณะนักร้องประสานเสียงจากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ขับร้องร่วมกับการบรรเลงโดยวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย ความยาวประมาณ 20 นาที ถือเป็นบทเพลงที่สำคัญอีกเพลงหนึ่งในมิติของประวัติศาสตร์เพลงที่เรียกว่า "ได้บรรเลงเป็นครั้งแรก"

สำหรับ พ.อ.ประทีป สุพรรณโรจน์ นั้น ได้นำทำนองเพลงสายสมร ซึ่งปรากฏอยู่ในบันทึกจดหมายเหตุของลาลูแบร์ พ.ศ.2230 (80 ปี ก่อนกรุงศรีอยุธยาแตก) นำมาเรียบเรียงใหม่ บรรเลงโดยวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย แสดงครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 และยังใช้เป็นเพลงประกอบหนังสั้น (Conduct yourself) เพื่อเป็นเครื่องเตือนความจำเรื่องมารยาทในการฟังดนตรีคลาสสิก มอบให้แก่ผู้ชม อาทิ ต้องแต่งตัวดี ไม่ควรมาสาย ไม่นำของมากินในขณะที่ฟังเพลง ไม่ควรชวนเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบเข้ามาฟังเพลง เพราะเด็กจะทนฟังนานๆ ไม่ได้ ให้ศึกษาฟังเพลงมาก่อนจะได้ปรบมือถูกเมื่อเพลงจบ ไม่ควรถ่ายรูปหรือบันทึกเสียง เป็นต้น หนังสั้น (Conduct yourself) ใช้ฉายก่อนเวลาทุกครั้งที่จัดให้มีการแสดงที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล

อีกบทหนึ่ง พ.อ.ประทีป สุพรรณโรจน์ นำบทเพลงจากเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งใช้เป็นเพลงสอบจบปริญญาเอก สาขาวิชาการประพันธ์เพลง มาแสดงในงานครั้งนี้ (20 นาที) 

รามเกียรติ์เป็นวรรณคดีชิ้นสำคัญในสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นรากฐานที่มีอิทธิพลสืบทอดมาถึงกรุงธนบุรีและถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ทั้งด้านการเมือง การปกครอง วิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี จารีตต่างๆ ซึ่งอาศัยต้นแบบของรามเกียรติ์เป็นแม่แบบในการดำรงอยู่ของสังคม

ค
รึ่งหลังของการบรรเลงเป็นผลงานของ มาร์คัส ทริสตัน (Marcus Tristan) นักประพันธ์เพลงชาวอังกฤษ โดยนำเสนอบทเพลงที่เป็นซิมโฟนี ซึ่งมีอยู่ 4 ท่อน ทั้งนี้ มาร์คัส ทริสตัน ได้นำบทกวีของท่าน อังคาร กัลยาณพงศ์ มาเป็นบทร้องอยู่ด้วย 

"พระศรีสรรเพชญ์นิ่งกลิ้ง	กลางดิน
แร้งหมู่หมากากิน		ฟากฟ้า
ชลเนตรเจตภูตริน		เป็นเลือด
นองหลากไหลไล้หล้า		ล่มม้วย เมืองหาย"

เริ่มจากกรุงศรีอยุธยาล่มสลาย และก่อเกิดกรุงธนบุรี ที่มีความยุ่งยาก กระทั่งเป็นความเจริญรุ่งเรืองกลับสู่สังคมใหม่ ซึ่งเป็นรากฐานของกรุงรัตนโกสินทร์ในเวลาต่อมา

มิติทางดนตรีจะบอกประวัติศาสตร์ได้ไม่เหมือนงานเขียนตำราหรือหนังสือ แต่จะบอกความรู้สึก สัมผัสได้โดยเสียง บอกร่องรอยของสังคมเท่าที่นักประพันธ์เพลงจะรับรู้และรู้สึกได้ ถ่ายทอดออกมาเป็นเสียงเพลง ซึ่งยังต้องอาศัยฝีมือนักดนตรีในการนำเสนอ โดยผ่านอารมณ์ของผู้ควบคุมวงดนตรีอีกทอดหนึ่ง กว่าเสียงเพลงจะถึงหูผู้ฟังก็ต้องใช้เสียงผ่านสื่อต่างๆ หลายขั้นตอน ผลจะออกมาเป็นอย่างไรนั้น ผู้ฟังต้องไปพิสูจน์ด้วยตนเอง

ผู้ควบคุมวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทยครั้งนี้ เป็นคนจีนชื่อจาง โก๊ะย่ง (Zhang Guoyong) จางเคยมาควบคุมวงทีพีโอหลายครั้ง ในบรรดาผู้ควบคุมวง 16 คน ที่ดูแลวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทยนั้น จาง โก๊ะย่ง ถือเป็นผู้ควบคุมวงดนตรีระดับแนวหน้าทีเดียว เป็นที่ยอมรับของนักดนตรี ได้รับเลือกจากนักดนตรีว่าเป็นผู้ควบคุมวงทีพีโอที่มีฝีมือ ซึ่งนักดนตรีจะให้คะแนนว่า ผู้ควบคุมวงแต่ละคนนั้น นักดนตรีชื่นชอบที่จะเลือกใครบ้าง 

เมื่อเรียงลำดับคะแนนแล้ว จาง โก๊ะย่ง อยู่ในลำดับต้นๆ จึงได้คัดเลือกให้มาควบคุมวงในครั้งนี้

ร
ายการเพลงในคอนเสิร์ต อยุธยาธนบุรี "อยุธยาไม่เคยสิ้น รากเราไม่เคยสูญ" เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นได้ยาก เพราะไม่มีใครรู้เรื่องราวของกรุงศรีอยุธยาหรือรู้เรื่องกรุงธนบุรีดีเพียงพอ นักประพันธ์เพลงก็มีเวลาน้อย ผู้จัดงานก็มีงบประมาณจำกัด วงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทยกลายเป็นหุ้นส่วนของสังคมไทย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำงานประวัติศาสตร์ชิ้นนี้ให้สำเร็จ นอกจากความปรารถนาดีของคนอยากทำแล้ว ก็ยังเชื่อว่าจะเป็นผลงานที่สังคมไทยโหยหาด้วย จะดีแค่ไหน มีคนชมมากน้อยเท่าไรก็คงไม่สำคัญ เพราะสิ่งที่สำคัญก็คือ ได้ลงมือทำจนเสร็จ ซึ่งเชื่อว่าคนไทยที่อยากฟังก็จะได้รับฟังกัน ส่วนใครจะชอบหรือไม่ชอบอย่างไรนั้น ต้องไปตัดสินกันเอาเอง 

จึงขอเชิญชวนทุกท่าน ผู้ที่หลงรัก ผู้ที่ฝักใฝ่กรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรี มาร่วมจินตนาการกับบทเพลงที่ได้ประพันธ์ขึ้นใหม่เพื่อกรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรี เพราะทุกคนยังเชื่อว่า "กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี" แม้ว่าคนดีของกรุงศรีอยุธยาจะมาตอนที่กรุงแตกแล้วก็ตาม