หน้าแรก คอลัมนิสต์ พิชญ์ พงษ์สวั...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : กบในฝุ่นนรก

28.01.25 | 13:40 น.

คิดว่ามีความจำเป็นในการที่จะเขียนเรื่องฝุ่นนรกอีกครั้งทั้งที่เรื่องที่เขียนมาปีกว่าๆ แล้วก็ยังใช้ได้ คือเรื่องว่าฝุ่นนรกในฐานะปัญหาอุบาทว์ (wicked problem)

แต่ปีนี้สถานการณ์ต้นปี 2568 ไม่ดีขึ้นเท่าไหร่

ทั้งสถานการณ์ฝุ่นนรก และสถานการณ์อารมณ์ของผู้คนที่มีต่อเรื่องของฝุ่น PM2.5 นั้นทวีความรุนแรงขึ้น

ก็เลยคิดว่าจะบันทึกเรื่องราวเก็บไว้อ่านอีกสักปีหนึ่ง

ประการแรก ถ้าไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ หรือนักข้อมูลวิทยาแบบที่ทุกคนเข้าใจ ยังมีเรื่องอื่นที่สำคัญในมุมมองต่อเรื่องของฝุ่นนรกนี้ นั่นก็คือเรื่องของการกำหนดปัญหาว่าปัญหามันคืออะไร และจะเรียกมันว่าอะไร

Advertisement

บางทีผมคิดว่าเรื่องที่มันใหญ่กว่าเรื่องฝุ่นพีเอ็ม ก็คือเรื่องเดิมๆ นั่นแหละครับ นั่นก็คือเรื่องของมลพิษทางอากาศ

มลพิษทางอากาศไม่ใช่เรื่องใหม่ เรื่องใหม่คือมันเป็นมลพิษทางอากาศที่ซับซ้อน ความท้าทายมันคือเรากำลังอยู่ในโลกที่ซับซ้อนและปัญหาที่ซับซ้อน

ดังนั้นเวลาที่มองปัญหาและแก้ปัญหามันก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้จบสิ้นง่ายๆ

การทำใจยอมรับมันก็เป็นเรื่องหนึ่ง

แต่เรื่องสำคัญคือการสร้างความเข้าใจตรงกันว่ามันเป็นปัญหาที่ทุกคนร่วมแก้ไขได้มันก็สำคัญ

ไม่ใช่มองแค่ว่ามันเป็นปัญหาของใคร

ผมยังจำได้ตั้งแต่ยุคที่เราไม่รู้ว่ามีฝุ่นนรก มาถึงยุคที่เราบอกว่ามีแล้วยังมีบางคนไม่เชื่อ ยังจำได้ถึงการที่พยายามเอาเครื่องฟอกอากาศไปให้คนที่เราห่วงใยแล้วเขาทำหน้างงๆ ไม่เชื่อว่ามันแก้ได้จริง

หรือจากที่มองว่าเป็นปัญหาจากหมูกระทะ จากการก่อสร้าง (ก่อนจะเข้าใจว่ามลพิษทางอากาศมันมีหลายตัว และ PM10 กับ PM2.5 มันคนละตัวกัน)

เส้นในการเรียนรู้มันไต่ขึ้นอย่างช้าๆ

แต่ปัญหาเหล่านี้มันกระทบทุกคนแหละครับ ชั่วแต่ว่าวิธีจัดการกับปัญหามันไม่ง่าย เพราะมันไม่ใช่ถามเริ่มต้นว่าใครรับผิดชอบ

มันถามว่าใครมีส่วนได้ส่วนเสียบ้าง

ผมเขียนเรื่องนี้อาจจะงงๆ สำหรับหลายคนที่ไม่ได้มีพื้นฐานการมองปัญหาสาธารณะ จะบอกว่าในฐานะที่การวางแผนที่ผมได้มีโอกาสไปร่ำเรียนมานี้เขาเป็นต้นคิดในการมองปัญหาสาธารณะบางประการว่ามันเป็นปัญหาที่ซับซ้อนที่หาทางแก้ไม่ได้ง่ายๆ แต่ละเรื่องมันเกี่ยวโยงกัน บางทีแก้แล้วยิ่งเจอปัญหาใหม่ๆ

ตอนผมไปเรียนเมื่อยี่สิบปีก่อน การมองปัญหาที่ซับซ้อนแบบนี้มันเลยจากการยอมรับว่าปัญหามันซับซ้อนไปสู่รูปธรรมของการแก้ไขปัญหา ที่ไม่ได้จบแค่ข้อเสนอทางทฤษฎีว่าในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนนี้จะต้องสร้าง “ชุมชนของปัญหา” ขึ้นมาก่อน

เรื่องนี้ไม่ได้หมายถึงการมีส่วนร่วมแบบระบบราชการ หรือชุมชนการมีส่วนร่วมแบบงานผ้าป่าอาสาสามัคคี

ประเด็นก็คือการกำหนดก่อนว่า “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” ของปัญหามันคือใคร

ไม่ใช่เริ่มจากผู้เชี่ยวชาญ และฐานข้อมูลเท่านั้น (สิ่งเหล่านี้เอามาร่วมด้วยแต่ไม่ใช่ผู้ชี้ขาดทุกเรื่อง)

คำตอบสำเร็จรูปจึงไม่มี

สิ่งที่มีคือการพยายามปรึกษาหารือเพื่อจะได้มาซึ่งการกำหนดคำถาม และคำตอบร่วมกัน เพื่อยอมรับก่อนว่าเรานั้นอยู่ในฐานทรัพยากรแห่งชีวิตร่วมกัน และเราต่างสัมพันธ์กันในสายใยแห่งเครือข่ายชีวิต

ตอบด้วยศัพท์แสงในวิชาทฤษฎีการวางแผนก็คือการขยับจาก wicked problem ไปสู่ collaborative planning (เรื่องนี้มีข้อถกเถียงหลายประการว่าฉันทามติเป็นสิ่งที่ทำได้จริง หรือเป็นเพียงการพยายามสร้างการครอบงำทางอำนาจกันแน่)

แต่ในภาพรวมแล้ว มันไม่ยากที่จะบอกว่าเราควรเอาตัวรอดอย่างไรในระดับบุคคล หรือใครควรรับผิดชอบ

แต่คำถามว่าถ้าทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน เราจะเดินไปข้างหน้าจากจุดนี้อย่างไร

ใครควรรับผิดชอบตรงไหน ซึ่งกว่าจะไปตรงนั้น การมีฉันทามติในปัญหามันสำคัญไม่น้อยไปกว่ารายงานการวิจัยขึ้นหิ้ง

เพราะรายงานการวิจัยนั้นมันก็ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะมันมีคำถามใหม่ๆ และข้อมูลใหม่ๆ ที่รอพิสูจน์ผิดกับข้อค้นพบอยู่เสมอๆ

ดังนั้นอย่าไปฟันธงทางออก เพราะทุกทางออกมีปัญหา (ใหม่ๆ) ที่รอเราอยู่

ทำงานอยู่บ้าน ทุกบ้านไม่ได้อยู่ได้เหมือนกัน ความเปราะบางต่อสภาพอากาศมันไม่เท่ากัน ย้อนกลับไปตั้งแต่ยุคโควิด เราไม่ได้มีนโยบายที่จะพัฒนาเมืองไทย (แผนสอง) อะไรในการตั้งรับภัยพิบัติในทุกรูปแบบอย่างจริงจังในระดับนี้เลย

เรียนหนังสืออยู่บ้าน ไม่ใช่ทุกบ้านจะปลอดภัย ไม่ใช่ทุกบ้านจะจ่ายเน็ตในระดับของการต่อเข้ามาเรียนได้ ห้องเรียนปลอดภัย เป็นเรื่องสำคัญ

พื้นที่สาธารณะที่ทำให้ชุมชนสามารถใช้หลบภัยฝุ่น หลบภัยน้ำท่วม หรือหากเกิดโรคระบาด เรื่องเหล่านี้เราเคยพูดกันในเรื่องวิถีชีวิตใหม่เราก็ละเลย

ไม่นับความเสียหายทางเศรษฐกิจของอาชีพอีกมากมายที่หายไปจากถนน ถ้าการงดกิจกรรมกลางแจ้งมันเกิดขึ้น การชดเชย การรองรับความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญ (กรณีนโยบายเรื่องรถไฟฟ้าและรถเมล์ฟรี ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องการช่วยรองรับค่าใช้จ่ายทางเศรษฐกิจมากกว่าการลดมลพิษโดยตรง เว้นแต่จะเปิดโอกาสให้เขาเปลี่ยนจากขึ้นรถเมล์ร้อน เป็นรถเมล์แอร์ เปลี่ยนจากรถเมล์เป็นรถไฟฟ้า และเป็นเรื่องที่เขาสามารถเอาค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปซื้อหน้ากาก หรือเครื่องกรองได้ ส่วนการจูงใจไม่ให้ขับรถแล้วมาใช้การขนส่งสาธารณะอาจจะไม่เกี่ยวข้องเท่าไหร่)

ฝุ่นนรก เป็นส่วนหนึ่งของมลพิษทางอากาศ มลพิษทางอากาศเป็นส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีครบในทุกฤดูกาลใหม่ ตั้งแต่หนาว ฝุ่น ร้อน ฝนหนัก น้ำท่วม หมุนวนกันไปเรื่อยๆ

ความยั่งยืนไม่พอ ต้องมีความสามารถในการคืนสภาพ

การฟื้นสภาพไม่พอต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และอยู่กันอย่างเป็นธรรม

คนกำหนดมาจากกลุ่มเดียวไม่ได้

มองเรื่องนี้เป็นปัญหาเมือง ก็ละเลยปัญหาระดับละแวกบ้านไม่ได้ (คำอธิบายของ กทม.ยังไม่ได้ลงรายเขตเลย เพราะข้อมูลฝุ่นนรกมาจากการวัดค่า ไม่ได้มาจากการทำความเข้าใจสภาพกายภาพ และสภาพสังคมในระดับพื้นที่ ว่าใครโดนมากโดนน้อย การแก้ไขบางเรื่องทำให้บางกลุ่มเปราะบางขึ้นไหม) แล้วก็ละเลยความสัมพันธ์ระหว่างเมืองกับชนบทไม่ได้ ละเลยไม่ได้ว่าพื้นที่รอยต่อของเมืองกับชนบทมีหลายแบบมากขึ้น

ละเลยปัญหาระดับภูมิภาคไม่ได้ ละเลยปัญหาระดับชาติ ระดับอนุภูมิภาค และระดับโลกไม่ได้

เมื่อมองเช่นนี้การสั่งการทางนโยบายในระดับโครงการ จึงยังไม่พอ คงต้องมีเรื่องอื่นตามมาอีกมาก แต่ไม่ใช่แค่ตั้งกรรมการมาศึกษา และเรียกคนมาประชุม

อีกอย่างหนึ่ง ในทางการเมืองในปีนี้มันยากกว่าเดิม เพราะสังคมมีหลายขั้ว การเผชิญหน้ามีหลายข้าง การปะทะกันหรือกระทบกระทั่งทางความคิดมันก็มีอยู่มาก

สุดท้ายพอเราตบตีกระทบกระทั่งกันมากหน่อย แล้วฝุ่นหายไป เรื่องนี้ก็เงียบลง จากฝุ่นกรุงเทพฯไปสู่ฝุ่นเชียงใหม่ แล้วก็เป็นเรื่องภัยแล้งต่างจังหวัด ภัยร้อนกรุงเทพฯ แล้วก็เข้าฤดูฝน ลุ้นน้ำท่วมกรุงเทพฯจากฝนตกหนัก ลุ้นน้ำป่า พายุน้ำท่วมต่างจังหวัด แต่ละภาค แล้วก็เข้าหน้าหนาว ลุ้นว่าหนาวเท่าไหร่ ไม่ถึงเดือนก็วนมาเรื่องฝุ่นในปีหน้า

ซัดกันนัวแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เป็นรอบๆครับผม