กรณีการขายหุ้นชินคอร์ปให้เทมาเส็ก เมื่อปี 2549 ยังคงสร้างความปั่นป่วนได้ไม่หยุด
แม้จะผ่านมาแล้ว 8 ปีแต่ก็ยังมีฤทธิ์
เหตุที่เรื่องดังกล่าวปะทุขึ้นมาอีกครั้ง เพราะ สตง.เห็นว่าการเก็บภาษีจากรายได้ของการขายหุ้นดังกล่าวกำลังหมดอายุความ
จึงทำรายงานให้กรมสรรพากรเร่งดำเนินการเก็บภาษี 1.6 หมื่นล้านบาท
ทีแรกก็คล้ายกับว่าจะดำเนินการไม่ทัน เพราะสิ้นเดือนมีนาคมนี้จะหมดอายุความแล้ว
แต่พอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่ยอม สั่งให้แสวงหาหนทางเก็บภาษี
ในที่สุด “อภินิหารทางกฎหมาย” ก็สำแดงเดช
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เสนอให้กรมสรรพากรออกใบประเมินภาษีส่งถึง ทักษิณ ชินวัตร
และให้ถือว่าอายุความเริ่มนับใหม่ไปอีก 10 ปี
เรื่องนี้ นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายออกมาโวย เพราะเมื่อครั้งคดียึดทรัพย์ทักษิณ ศาลฎีกาฯมีคำตัดสินตอนหนึ่ง
ระบุว่า หุ้นดังกล่าวไม่มีการซื้อ จึงสงสัยว่าเมื่อไม่มีซื้อขายแล้วทำไมต้องเก็บภาษี
จากนั้นทุกอย่างค่อยๆ ขมวดปม
มีผู้อธิบายว่า เดิมทีมีการขายหุ้นชินคอร์ปให้โอ๊คและเอม หุ้นละ 1 บาท
หุ้นจำนวนนี้ได้ขายต่อให้เทมาเส็กในตลาดหลักทรัพย์จำนวนหุ้นละประมาณ 49 บาท
ต่อมาหุ้นจำนวนนี้ศาลฎีการะบุว่าไม่ใช่ของโอ๊คและเอม เพราะไม่น่ามีการซื้อขาย
คือไม่น่าจะมีการซื้อหุ้นให้โอ๊คและเอม
หุ้นทั้งหมดยังคงเป็นของทักษิณ ดังนั้น หุ้นชินคอร์ปที่ขายให้เทมาเส็ก ทักษิณจึงได้เงินทั้งหมด
และการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไม่ต้องเสียภาษี
ตรงนี้ไม่มีใครเถียง
แต่ที่กำลังเป็นปัญหากันอยู่คือ เมื่อขายหุ้นแล้วมีรายได้เพิ่มขึ้น จะต้องเสียภาษีรายได้หรือไม่
เรื่องนี้ผู้ว่าการ สตง.ยืนยันว่า ต้องเสียภาษี
ไม่ได้เสียภาษีการซื้อขายหุ้น แต่เสียภาษีเงินที่ได้ที่เพิ่มขึ้น
กรณีนี้นี่เองที่นายวิษณุบอกว่า คดียึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านกับการเสียภาษีเงินได้ เป็นคนละเรื่องกัน
และอาจจะเป็นเช่นนี้ จึงเกิดอภินิหารทางกฎหมายขึ้น
ส่วนคำกล่าวของ นายนพดล ปัทมะ ก็น่าสนใจ
นายนพดลเห็นว่า เงินจากการขายหุ้นชินคอร์ปให้เทมาเส็กนั้นถูกสั่งยึดทรัพย์ไปแล้ว
ตีความว่า ทักษิณไม่ได้มีรายได้เพิ่ม เพราะทรัพย์ถูกยึด แล้วจะต้องเสียภาษีอีก…อย่างนี้ยุติธรรมไหม
เรื่องหุ้นชินคอร์ปที่มีผู้อธิบายความมาเป็นเช่นนี้
อธิบายบนพื้นฐานว่า หุ้นชินคอร์ปเป็นของทักษิณ หุ้นชินคอร์ปขายให้เทมาเส็กในตลาดหลักทรัพย์
และอธิบายว่า ประเด็นการเก็บภาษี ไม่ได้เก็บจากการซื้อขาย หากแต่เก็บจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น
ส่วนการเก็บภาษีจากทรัพย์ที่โดนยึดไปแล้วจะยุติธรรมหรือไม่
ทุกประการคงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล
ทุกจังหวะก้าวในกรณีเก็บภาษีการขายหุ้นชินคอร์ปยังคงน่าติดตาม

