หน้าแรก คอลัมนิสต์ อนิจจาประชาชน...

อนิจจาประชาชน : โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์

23.03.17 | 13:15 น.

หลากหลายพรรคการเมืองใหญ่ กลาง เล็ก ตัวแทนกลุ่มองค์กรตอบรับคำเชิญของคณะอนุกรรมการรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองมากมาย บรรยากาศเป็นไปด้วยดีจน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รองประธานคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง มั่นอกมั่นใจจะปิดจ๊อบให้ได้ภายในเดือนมิถุนายนนี้

กลุ่มพลังทางการเมืองล่าสุดที่เข้าร่วมเวที ก็คือ กรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) นำโดยลุงกำนันสุเทพ เมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา

ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะทุกกลุ่มล้วนอยู่ในกรอบของ 2 ประเด็นใหญ่ คือ แนวทางการสร้างความสมานฉันท์ สามัคคี ปรองดอง กับแนวทางเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยทุกด้าน ซึ่งก็แตกต่างกันไปตามวิธีคิด จุดยืนทางการเมืองของแต่ละกลุ่ม บางกลุ่มให้น้ำหนักไปที่ประเด็นแรก บางกลุ่มวางน้ำหนักไปที่ประเด็นหลัง

ที่น่าสนใจและน่าติดตามต่อไปว่าข้อเสนอทั้งหลายจะได้รับการตอบรับและคลี่คลายไปอย่างไร สำหรับแฟนพันธุ์แท้ทุกสี ผมเกาะติด กปปส.เป็นพิเศษ

เพราะยังจดจำได้ว่าเมื่อครั้งจัดการชุมนุมใหญ่วันที่ 16 ธันวาคม 2556 บนเวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พี่กำนันประกาศแนวทางปฏิรูปประเทศไทยทำนองว่าเป็นความเห็นและความต้องการของมวลมหาประชาชนว่า การที่จะปฏิรูปประเทศต้องใช้เวลา 20-30 ปี เพราะปัญหามีมากมายและต้องใช้เวลา แต่สิ่งที่ต้องทำด่วนและทำได้ในเวลาสั้นๆ ไม่เกิน 1 ปี ถึง 1 ปีครึ่ง มี 4-5 เรื่อง

Advertisement

หนึ่งในห้าเรื่องคือ ประชาธิปไตยต่อไปนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่อำนาจอยู่ในนักการเมืองอีกต่อไป แต่ต้องยอมรับอำนาจของประชาชนมากขึ้น ต้องสามารถตรวจสอบควบคุมข้าราชการได้มากขึ้น เช่น ต้องแก้กฎหมายให้กระบวนการถอดถอนเสร็จสิ้นภายใน 1 ปี รวมทั้งการคืนอำนาจให้กับประชาชนไม่ใช่รวบมาไว้ที่คณะรัฐมนตรี เช่นในต่างจังหวัด คือการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อให้มีความรับผิดชอบต่อประชาชน รวมทั้งงบประมาณแผ่นดินต้องไม่เอามารวมไว้ที่ส่วนกลาง

ต่อมามีการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 เกิดแม่น้ำห้าสาย หนึ่งในนั้นคือคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดรับฟังข้อเสนอแนะความคิดเห็นของพรรคการเมือง กลุ่มองค์กรต่างๆ ซึ่งก็มีตัวแทน กปปส.อยู่ด้วย ได้เสนอความเห็นต่อกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ วันที่ 25 พฤศจิกายน 2557

รายงานการประชุมบันทึกไว้ว่าเสนอทั้งหมด 6 ประเด็น หนึ่งในนั้นคือ การปฏิรูประบบราชการและการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ยกเลิกอำนาจการบริหารระบบราชการส่วนภูมิภาค ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดมาจากการเลือกตั้ง

วันเวลาผ่านไป จนเกิดมีกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองล่าสุดข้างต้น คณะผู้นำ กปปส.รับคำเชิญเข้าเสนอความเห็นแลกเปลี่ยน เนื้อหาสาระหลักในด้านแนวทางการปฏิรูปประเทศ 5 ด้าน คือ 1.ปฏิรูปการเมือง 2.ปฏิรูปกระบวนการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรม 3.การปฏิรูประบบราชการ 4.การปฏิรูปความเหลื่อมล้ำ 5.การปฏิรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรม

ที่น่าสนใจ วิเคราะห์ติดตาม ประการที่ 3 ปฏิรูประบบราชการ เสนอให้ปฏิรูปตั้งแต่ค่านิยมไปจนถึงการกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปยังท้องถิ่นให้จังหวัดเป็นนิติบุคคล มีอำนาจที่จะทำยุทธศาสตร์แผนพัฒนาจังหวัด การใช้งบประมาณของตัวเองได้

เสนอให้นายกฯแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดจากบุคคลที่ได้รับการสรรหาเป็นพิเศษ และให้สภาจังหวัดเป็นผู้เห็นชอบ เพื่อให้การพัฒนาจังหวัดตอบสนองนโยบายรัฐบาลและความต้องการของประชาชน

ประการหลังนี่แหละครับ น่าคิด น่าวิเคราะห์ เพราะความคิด แนวทางเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ควรอย่างยิ่งที่จะให้คำตอบต่อสาธารณะและมวลมหาประชาชน

เหตุแห่งความเปลี่ยนแปลงจากให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดมาจากการเลือกตั้ง มาเป็นให้
นายกฯแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดจากบุคคลที่ได้รับการสรรหาเป็นพิเศษ เพราะอะไร เหตุใดความเชื่อมั่นที่เคยมีต่อมวลมหาประชาชนจึงเสื่อมคลายลง

หลักการระหว่างให้ความสำคัญกับตัวบุคคล กับระบบที่ควรจะเป็น ที่ยึดโยงกับประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ มีวาระที่แน่นอน มีการตรวจสอบได้ ทำไม่ดีไม่ต้องเลือกกลับเข้ามาใหม่ แนวทางใดน่าจะเข้าข่ายที่จัดว่าเป็นการปฏิรูปมากกว่า

กรณีตัวบุคคลเป็นผู้ใช้ดุลพินิจตัดสินใจ มีอำนาจ แม้มีกระบวนการสรรหาเป็นพิเศษ หากได้นายกรัฐมนตรีที่ไม่ดี ถืออำนาจเป็นใหญ่ เอาแต่พรรค เอาแต่พวก ชาวบ้านจะทำอย่างไรในการที่จะถอดถอน ต้องทนหวานอมขมกลืนกับเจ้าเมืองที่นายส่งมาไปนานแค่ไหน บทเรียนล้วนมีมาแล้วทั้งสิ้น

วันคืนเปลี่ยนไป สถานการณ์เปลี่ยนไป ความคิดของคนเปลี่ยนไป ความที่เคยเชื่อมั่นในประชาชนเปลี่ยนไป ด้วยข้ออ้างที่เคยมีมาตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มาจนถึงวันนี้ เพราะวันเวลาแห่งความเป็นไปได้ยังมาไม่ถึง ประชาชนยังไม่พร้อม

ประชาชนไทยที่ถูกเรียกร้องให้รีบก้าวสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 โดยเร็วทั้งหลายนี่แหละ ยังไม่พร้อมกับการตัดสินใจด้วยตัวเอง

ครับ เรื่องนี้ยืนยันสัจธรรมที่ว่า ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน ความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติธรรมดา เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ได้ทุกคน เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป อย่าไปติดยึดกับใคร กับอะไร ทั้งหลายทั้วปวงมากจนเกินความพอดี

 

สมหมาย ปาริจฉัตต์