ปัญหาทางการเมืองของไทยได้ถ่วงความเจริญของประเทศมากว่า 10 ปีแล้ว และยังมีแนวโน้มที่ยังจะเป็นปัญหาต่อเนื่องไปอีก โดยยังไม่เห็นมีทิศทางว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ หลายคนกังวลว่าปัญหาอาจจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น และอาจจะทำให้ประเทศไทยมีปัญหาต่อเนื่องไปอีกยาวนาน ถึงกระทั่งมีผู้ใหญ่บางท่านที่อยู่ประเทศไทยมาเกือบตลอดชีวิตได้เปรยว่า เคยคิดเสมอว่าอยู่ที่ไหนก็ไม่ดีเท่าประเทศไทยมาตลอดชีวิต แต่ตอนนี้กลับเห็นว่าประเทศไทยมีอนาคตที่มืดมน หาทิศทางไม่เจอ และอยากจะชวนครอบครัวทั้งหมดย้ายไปอยู่ต่างประเทศน่าจะมีอนาคตมากกว่า ซึ่งเป็นเรื่องที่สะท้อนใจอย่างมาก
อย่างไรก็ดี สำหรับคนส่วนใหญ่ของประเทศรวมถึงผู้เขียนที่คงย้ายไปไหนไม่ได้ ทุกคนก็คงหวังว่าประเทศนี้จะหลุดพ้นจากปัญหาการเมืองที่ยุ่งเหยิงนี้ได้ในที่สุด และต้องไม่เสียเวลามากนัก และหวังว่าประเทศไทยจะมีแนวทางยุทธศาสตร์ของประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้อง ไม่ใช่แนวคิดเดิมที่จะมียุทธศาสตร์ 20 ปี ที่ห้ามเปลี่ยนแปลง ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ผู้เขียนจึงอยากขอเสนอแนวทางยุทธศาสตร์ของประเทศไทยให้ช่วยกันพิจารณา เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศดังนี้
ยุทธศาสตร์ การเชื่อมโยงประเทศไทยกับประชาคมโลกในหลายมิติ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจเล็ก และเป็นเศรษฐกิจเปิด อนาคตของประเทศขึ้นอยู่กับการค้า และการลงทุนระหว่างประเทศสูง ดังนั้นการที่จะต้องเชื่อมโยง และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศเป็นความจำเป็นไม่ใช่ทางเลือก การเจรจาการค้าทั้งทางด้านทวิภาคี และพหุภาคีเป็นแนวทางที่ต้องเร่งดำเนินการ การที่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาลไม่เห็นความสำคัญของการเจรจาเขตการค้าเสรีไม่น่าจะเป็นแนวทางที่ถูก เพราะยอดการค้าขายผ่านเขตการค้าเสรีมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
โดยในปี 2559 มีมูลค่าถึง 52,465.57 ล้านเหรียญ หรือเพิ่มขึ้น 3.82% ในขณะที่การส่งออกในปี 2559 ไม่เพิ่มขึ้นเลย ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะประเทศไทยยังไม่สามารถเจรจาเขตการค้าเสรีได้ เพราะระบอบการเมืองยังไม่เป็นที่ยอมรับของประชาคมโลก ดังนั้นเมื่อประเทศไทยกลับสู่ระบอบการปกครองที่ถูกต้องแล้ว การเจรจาเขตการค้าเสรีจึงเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการ
นอกจากนี้ประเทศไทยยังส่งออกโดยใช้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) เพิ่มขึ้นถึง 11% เป็น 4,451.77 ล้านเหรียญ จากเดิมที่ 4,021.19 ซึ่งหากไทยไม่กลับสู่ระบอบประชาธิปไตยสิทธิดังกล่าวก็อาจถูกยกเลิกได้ และการส่งออกโดยอาศัยสิทธิจีเอสพีจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ การค้าขายระหว่างประเทศในอนาคตจะมีการเจรจาในรูปแบบต่างๆ มากขึ้น ซึ่งต้องอาศัยการเจรจาต่อรองกันอย่างมาก ซึ่งประเทศไทยจะต้องเตรียมตัวให้พร้อม และต้องกลับสู่ระบอบที่เป็นที่ยอมรับของประชาคมโลกโดยเร็ว
ส่วนแนวคิดหุ้นส่วนเศรษฐกิจกับต่างประเทศ อาจจะทำไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะต้องยอมรับกันว่านักธุรกิจไทยอาจจะยังไม่มีประสบการณ์ในการออกไปเจรจา และร่วมบริหารในการทำหุ้นส่วนทางการค้าในต่างประเทศมากนัก จะมีก็เพียงบริษัทของไทยใหญ่ๆ ไม่กี่บริษัท และหลายครั้งก็ไม่ปรากฏความสำเร็จที่เด่นชัดนัก มีเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นที่ประสบความสำเร็จจริงๆ อีกทั้งประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการให้นักธุรกิจไทยไปเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจในต่างประเทศก็มีไม่มากนัก เพราะเมื่อไปลงทุนมีกำไรก็มักจะไม่ค่อยนำกำไรกลับมายังประเทศไทย โดยเฉพาะในภาวะการเมืองปัจจุบัน ที่อาจยิ่งส่งเสริมให้นำเงินไปเก็บไว้ในต่างประเทศมากกว่าเพื่อความปลอดภัย
นอกจากนี้ประเทศไทยจะต้องวางตำแหน่งประเทศให้เหมาะสม ในการรักษาดุลอำนาจของมหาอำนาจในโลก เพื่อให้ประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุด การเอนเอียงถือข้างมหาอำนาจฝ่ายไหนมากเกินไป จะทำให้ประเทศไทยเสียประโยชน์มากกว่าที่จะได้ประโยชน์ โดยในอดีตประเทศไทยมีการวางตำแหน่งของประเทศที่เหมาะสม และไทยก็ได้ประโยชน์มาโดยตลอด
ยุทธศาสตร์การปรับเปลี่ยนประเทศให้เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ในปัจจุบันการปรับเปลี่ยน และการพัฒนาทางเทคโนโลยีของโลกเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าอนาคตการพัฒนาจะเป็นอย่างไร ได้แต่คาดเดากันเท่านั้น ซึ่งหากประเทศไทยไม่สามารถปรับตัวเองให้รองรับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ ประเทศอาจจะล้าหลังได้ในเวลาไม่นานนัก ไม่เหมือนในอดีตที่การพัฒนาเกิดขึ้นไม่รวดเร็วเหมือนในปัจจุบัน และมีคำถามเกิดขึ้นมากมายว่าการพัฒนาที่จะมีการใช้หุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์เข้ามาแทนที่การใช้แรงงานจะทำให้การจ้างงานในอนาคตลดลงมาก ประเทศไทยจะเตรียมรับมืออย่างไร
นอกจากนี้โลกอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก การผลิตสินค้าจะมีต้นทุนถูกลงจากการใช้หุ่นยนต์ การใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่มีคนขับ และตั้งเวลาการรับส่งได้จะทำให้แต่ละครอบครัวใช้รถยนต์น้อยลง พฤติกรรมการบริโภคของประชากรโลกที่เปลี่ยนแปลง และถือทรัพย์สินลดลง อาจจะทำให้ทุกประเทศต้องหันกลับมามองว่า ในอนาคตประเทศที่มีประชากรมากจะเป็นผลดีหรือไม่ หากประชากรไม่สามารถเป็นส่วนใหญ่ของปัจจัยการผลิต แต่กลายเป็นผู้บริโภค และจะหาทางเพิ่มรายได้ให้กับประชากรอย่างไร เป็นต้น
ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงของโลกกำลังจะเกิดในหลายด้านทั้งทางด้านการผลิต และการจ้างงานตามที่กล่าวมาแล้ว การพัฒนาเทคโนโลยีในด้านต่างๆ เช่น ด้านการเงินการธนาคาร ระบบเงินตราในอนาคต การพัฒนาการคมนาคม และการติดต่อสื่อสาร การพัฒนาทางการแพทย์ เป็นต้น แม้กระทั่งทางด้านพลังงาน ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าการผลิตไฟฟ้าด้วยถ่านหินน่าจะไม่ใช่อนาคตอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นรัฐบาลและกระทรวงพลังงานอย่าไปยึดติดว่าจะต้องเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะ กฟผ.ได้ไปซื้อหุ้นเหมืองถ่านหินใช้เงิน 1.17 หมื่นล้านบาท แต่ได้หุ้นแค่ 11-12% ที่ผู้เขียนเคยคัดค้านไว้แต่แรก และต้องนำประเทศให้มาจมปลักกับโรงไฟฟ้าถ่านหินที่หลายประเทศเริ่มไม่ใช้กันแล้ว
อีกทั้งหากประเทศไทยยังมีความคิดล้าหลังขนาดการให้บริการรถยนต์ Uber ยังผิดกฎหมาย ประเทศนี้ก็น่าเป็นห่วงว่าจะก้าวหน้าต่อไปได้อย่างไร และจะเป็นไทยแลนด์ 4.0 ในแบบไหน จึงอยากให้วางยุทธศาสตร์เรื่องนี้ให้เหมาะสม และคิดให้ครบทุกกรอบ
ยุทธศาสตร์การศึกษา และหลักคิด คุณภาพของประชาชนเป็นปัจจัยหลักในการที่จะทำให้ประเทศนั้นเจริญยิ่งขึ้นไป การพัฒนาคุณภาพการศึกษาจึงเป็นเรื่องที่พูดถึงกันมาก แต่กลับมีการดำเนินการน้อยมาก หรือไม่มีการดำเนินการเลย การปฏิรูปการศึกษา ที่ผ่านมาเป็นการปฏิรูปการบริหารบุคลากรมากกว่าการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ความพยายามเดิมที่จะพัฒนาการศึกษาอย่างก้าวกระโดดโดยอาศัยเทคโนโลยี เช่น การแจกแท็บเล็ตก็ถูกยกเลิกไป ทั้งๆ ที่เป็นนโยบายที่ดี และควรส่งเสริม โดยนักเรียนสามารถหาความรู้ผ่านโลกอินเตอร์เน็ตอีกทั้งพัฒนาศักยภาพการเข้าสู่ดิจิทัลอีโคโนมี โดยผ่านแท็บเล็ตนี้ ซึ่งเป็นแนวคิดของการแจกแท็บเล็ตก่อนที่จะมีการพูดถึงดิจิทัลอีโคโนมีด้วยซ้ำ ดังนั้น การพัฒนาการศึกษาโดยให้นักเรียน และนักศึกษาสามารถเข้าถึงแหล่งวิชาความรู้ได้อย่างเท่าเทียมจึงมีความจำเป็นอย่างมากในการพัฒนาการศึกษาไทย โดยไม่อยากให้ประเทศไทยถูกจัดอันดับท้ายๆ ในการวัดผลการศึกษาในกลุ่มประเทศอาเซียนอีก
นอกจากการพัฒนาคุณภาพการการศึกษาแล้ว การพัฒนาหลักคิดในแบบสากลก็มีความจำเป็นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน หลายครั้งที่พบว่าคนมีการศึกษาสูง หลายคนมีการศึกษาจบต่างประเทศมาในระดับปริญญาโทและเอก แต่กลับมีหลักคิดที่แปลกประหลาดไม่เป็นสากล ไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลง และสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลก หรือบางครั้งอาจจะเข้าใจแต่แกล้งไม่เข้าใจ เพราะอาจจะเกิดจากอคติที่ฝังรากลึก หรืออาจจะมีผลประโยชน์ส่วนตัวจึงทำให้มีแนวคิดที่แปลกประหลาดไป และพยายามอ้างว่าประเทศไทยเป็นประเทศพิเศษที่ไม่เหมือนประเทศอื่น จะคิดแบบสากลไม่ได้ ซึ่งไม่จริง
เพราะคิดกันแบบแปลกๆ นี้จึงทำให้ประเทศนี้มีความพิกลพิการ และพัฒนาไปอย่างผิดๆ หลงทางจนหาทางออกกันไม่เจอกันอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้น การที่จะต้องพัฒนาหลักคิด ที่เป็นสากลมีความสำคัญไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าการพัฒนาคุณภาพการศึกษาแต่อย่างใด และอาจสำคัญกว่าด้วยซ้ำ เพราะหากคนมีการศึกษาและเป็นบุคคลชั้นนำที่จะต้องนำพาประเทศก้าวไปข้างหน้า ยังมีความคิดที่แปลกประหลาด การพัฒนาของประเทศในอนาคตก็จะเป็นไปได้ยาก
และจะเป็นผู้ถ่วงความเจริญของประเทศอย่างแท้จริง
ยุทธศาสตร์การสร้างความรักชาติที่ต้องเห็นแก่ประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ การที่ประเทศไทยอยู่ในความขัดแย้งทางการเมืองมาเป็นเวลานาน และถูกวาทกรรมทำให้คนไทยแบ่งข้างแบ่งฝ่าย จนลืมไปว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้ประเทศชาติเจริญ คนบางกลุ่มถึงกับยอมทุกอย่างไม่ว่าประเทศจะเสียหายขนาดไหน เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายไม่ได้มีโอกาสขึ้นมาปกครองประเทศ ล่าสุดถึงกับประกาศสนับสนุนให้รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งให้อยู่ไปเป็นสิบปี โดยอ้างการปฏิรูป ทั้งๆ ที่ทุกคนก็ทราบดีว่า ยิ่งรัฐบาลที่ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาคมโลกอยู่นานเท่าไหร่ โอกาสของประเทศไทยที่จะพัฒนาขึ้นไปก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น แต่คนกลุ่มนี้ก็ยอมได้ เพราะทราบดีว่าหากให้มีการเลือกตั้ง ประชาชนส่วนใหญ่จะเลือกพรรคที่ทำให้ตนเองมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่านี้ ซึ่งคนกลุ่มนี้ยอมไม่ได้ และเป็นสาเหตุหลักของปัญหาการเมืองไทยที่เรื้อรังมายาวนานเป็นสิบปีนี้
ดังนั้น ทุกคนในประเทศจึงต้องกลับมาตั้งหลักกันใหม่ โดยให้คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ไม่ใช่ประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ต้องทำเพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ และการพัฒนาของประเทศต่อไปในอนาคตเพื่อให้เจริญก้าวหน้าต่อไป และให้มาตรฐานความเป็นอยู่ของคนทั้งประเทศดีขึ้น ไม่ใช่เฉพาะคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น โดยหากมองดูประเทศที่เจริญมากๆ เกือบทั้งหมด ประชาชนในประเทศจะมีความรักชาติสูงมากและคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ และคนส่วนใหญ่ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยจึงเป็นการปกครองที่ตอบสนองความต้องการของคนส่วนใหญ่
เพราะเมื่อไหร่ที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่พอใจรัฐบาล ก็สามารถลงคะแนนเสียงเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ต้องถูกบังคับ โดยกำลังทหารและกระบอกปืนเหมือนในปัจจุบัน ดังนั้น การทำยุทธศาสตร์ของประเทศจึงต้องคำนึงถึงการพัฒนาของประเทศในอนาคต เพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่มีการกินดีอยู่ดี ยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ใช่คำนึงถึงการจะรักษาอำนาจของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือพยายามกีดกันคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งขึ้นมามีอำนาจแม้ประชาชนส่วนใหญ่จะลงคะแนนให้ เพราะหากเป็นเช่นนั้นแล้ว ความวุ่นวายทางการเมืองก็อาจจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ซึ่งจะทำให้คนส่วนใหญ่ต้องลำบาก
และประเทศไทยจะล้าหลังสุดในอาเซียนตามที่โดนสบประมาทไว้
พิชัย นริพทะพันธุ์
อดีต รมว.พลังงาน

